ตอนที่ 86 ในเมื่อความสัมพันธ์ได้พังทลายลงแล้ว ราตรีนี้ยาวนานนัก
คมมีดสีดำสนิทพุ่งทะลวงเข้าสู่ร่างของเยวี่ยหมิงคงในทันที
ฉึก!
เลือดสาดกระเซ็นจนภาพเบื้องหน้ากลายเป็นสีแดงฉาน
ชุดเจ้าสาวสีแดงสดยิ่งดูเด่นชัดขึ้น ราวกับถูกย้อมด้วยสายโลหิต
กู้ฉางเกอมองเห็นโลหิตจำนวนมหาศาลพุ่งเข้าหาเขา เปรอะเปื้อนชายเสื้อจนแดงฉาน และยังได้เห็นสีหน้าสุดท้ายของเยวี่ยหมิงคงที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง สับสน มิเข้าใจ และเจ็บปวด…
ในขณะนั้น เขาเหมือนเป็นผู้สังเกตการณ์จากภายนอก แม้จะรู้ว่านั่นคือร่างกายของตนเอง ทว่ากลับมิอาจควบคุมหรือหยุดยั้งสิ่งที่เกิดขึ้นได้
มินานนัก ภาพเหล่านั้นก็ได้เลือนหายไป
กู้ฉางเกอเงียบงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
“มิแปลกเลยที่เมื่อครู่ เยวี่ยหมิงคงถึงกับเผยความรู้สึกออกมาโดยที่มิปิดบัง ทั้งที่ปกติแล้วนางจะมิแสดงพิรุธอันใดโดยง่าย”
“ถ้าเป็นข้าเมื่อได้ยินคำพูดนั้นเข้า ก็คงจะคิดว่ามันเป็นการหยามเกียรติข้าอย่างแน่นอน”
คืนแต่งงานที่ควรจะเป็นคืนแห่งความสุข นางกลับถูกผู้ที่รักอย่างสุดหัวใจลงมือสังหารเข่นฆ่า และเมื่อฟื้นคืนชีพก็กลับมายังอดีตอีกครั้ง
เส้นเรื่องเช่นนี้มินับว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดพิสดารอันใดสำหรับเขา ทว่าการที่เรื่องราวเกิดขึ้นกับคู่หมั้นของเขาเองนี่สิ นั่นทำให้เรื่องราวยุ่งยากขึ้นไปอีก
“ดังนั้น สิ่งที่เยวี่ยหมิงคงเคยเผชิญในอนาคตก็คือ…ในคืนวิวาห์นั้น ข้าได้ลงมือสังหารนางด้วยมือของตนเองงั้นหรือ”
“แล้วข้าจะไปทำเรื่องบ้าคลั่งเช่นนั้นได้อย่างไร การมีภรรยาที่ทั้งสมบูรณ์แบบและลุ่มหลงในตัวข้าเช่นนั้น ผู้ใดที่มีสมองนึกคิดก็มิอาจลงมือทำเช่นนั้นไปได้”
“จากเหตุการณ์ที่เยวี่ยหมิงคงเผชิญในอดีต ดูเหมือนว่าในเวลานั้นร่างของข้าจะถูกมารเข้าครอบงำ และในเส้นเวลานั้น ข้าก็ยังมิได้ตื่นรู้ในระบบหรือความทรงจำจากชาติที่แล้ว…”
กู้ฉางเกอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด
สายลมเย็นพัดผ่านยอดเขาอย่างแผ่วเบา
จากนั้น ร่างของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นสายรุ้งศักดิ์สิทธิ์ พุ่งหายไปในทันที
ในเมื่อพบสาเหตุของเรื่องแล้ว วิธีแก้ไขก็นับว่ามิใช่เรื่องยากจนเกินไป
“พูดไปก็ต้องโทษว่าเป็นความผิดของมารนั่นอีกแล้ว คอยสร้างปัญหาให้ข้ามาตั้งหลายครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำอันใดมิได้ เรื่องนี้ก็นับว่าสามารถโยนความผิดให้กับดวงจิตแห่งมารได้เช่นเดียวกัน”
“อย่างไรก็ตาม เยวี่ยหมิงคงได้ผ่านเหตุการณ์นี้มาแล้วครั้งหนึ่ง การจะทำให้นางเชื่อใจข้าอีกครั้งคงมิใช่เรื่องง่าย”
“ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องระหว่างทางที่ข้ามิรู้อันใดเลย…”
กู้ฉางเกอครุ่นคิดพลางเดินทางกลับไปยังมหาวิหาร
แน่นอนว่าวิธีแก้ไขก็ใช่ว่าจะมิมี เพราะจากท่าทีของเยวี่ยหมิงคงแล้ว นางเคยรักเขาอย่างแท้จริงในชาติก่อน
ทว่าตอนนี้คงมิแน่เสมอไป
และหากสตรีผู้หนึ่งเกลียดชังบุรุษอย่างแท้จริง ความเกลียดชังนั้นนับว่าได้เปลี่ยนกลายเป็นสิ่งที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง
ที่กล่าวว่าความรักอันไร้ค่าดุจฝุ่นผงธุลี ความเกลียดชังกลับฝังแน่นสลักลึกถึงกระดูก คงมิใช่คำกล่าวที่เกินจริงนัก
ยิ่งไปกว่านั้น เยวี่ยหมิงคงคือผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ ด้วยเรื่องราวที่รับรู้ล่วงหน้าและความสามารถในการคาดการณ์แล้ว นางสามารถคว้าทุกโอกาสที่เหนือกว่าผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย นางจึงมิใช่คู่ต่อสู้ที่จะจัดการได้ง่าย
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังรู้จักเขาเป็นอย่างดี
กู้ฉางเกอประเมินสถานการณ์ในใจ และตระหนักว่าข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาในตอนนี้คือระบบและตัวเขาเอง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของเขาในปัจจุบัน
เพราะในเวลานี้ ตัวเขาเป็นผู้ควบคุมทุกสิ่ง ความเป็นมารถูกจัดการไปนานแล้ว
หากเพียงเยวี่ยหมิงคงยังมีความรักต่อเขาหลงเหลืออยู่ ทุกอย่างก็จะง่ายดายยิ่งขึ้น
และเมื่อถึงตอนนั้น เขามิเพียงแต่จะได้รับรางวัลมากมายจากระบบ ทว่ายังได้รับภรรยาที่กลับชาติมาเกิดใหม่ ซึ่งนับว่าเป็นผลกำไรที่คุ้มค่ามหาศาลอย่างยิ่ง
ทว่าในอีกแง่หนึ่ง…ก็มีความเป็นไปได้ที่เยวี่ยหมิงคงอาจกำลังวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อสังหารเขาในตอนนี้
“เยวี่ยหมิงคงมิรู้ว่าตัวข้าในตอนนี้แตกต่างจากตัวข้าที่เคยสังหารนางโดยสิ้นเชิง นางจึงคิดว่าการกระทำทั้งหมดของข้าในตอนนี้นั้นมีเป้าหมายเพียงเพื่อหลอกลวงนาง…”
“กำแพงความระแวดระวังของนางนั้นสูงยิ่ง…”
“อีกด้านหนึ่ง เหตุผลที่เยวี่ยหมิงคงยังแสร้งทำตัวเหมือนในอดีตและคงท่าทีเดิมต่อหน้าข้า คงเพราะเห็นว่าการกระทำของข้าตอนนี้แตกต่างจากสิ่งที่นางเคยประสบในอนาคตโดยสิ้นเชิง นางจึงสงสัยว่าข้าเองก็อาจจะเป็นผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่เช่นเดียวกับนาง”
“นางกลัวว่าข้าจะล่วงรู้ความลับเรื่องการกลับมาเกิดใหม่นี้ ทว่าสุดท้ายนางก็อดที่จะเผยพิรุธออกมามิได้ เนื่องเพราะคำพูดนั้นทำให้นางทนมิไหวจึงต้องขอตัวจากไปทันที…”
กู้ฉางเกอวิเคราะห์เรื่องราวจนเข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุในเวลามินาน
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกว่ายุ่งยากที่สุดก็คือเยวี่ยหมิงคงจะมิเชื่อคำพูดของเขาได้โดยง่ายดายอีกต่อไป
มิว่าเขาจะพยายามอธิบายอย่างไร กล่าวอย่างไรว่าเขาแตกต่างจากตัวเขาที่เคยลงมือสังหารนางไป หรือว่าการกระทำนั้นเกิดจากการที่ร่างกายของเขาถูกมารเข้าครอบงำ เยวี่ยหมิงคงก็ย่อมจะมิมีทางเชื่ออย่างแน่นอน
ยิ่งเขาอธิบายมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และจะยิ่งตอกย้ำให้นางอาจยิ่งมั่นใจว่ากู้ฉางเกอยังคงพยายามหลอกลวงนาง
เมื่อเป็นเช่นนั้น ผลลัพธ์ก็ย่อมมิเป็นไปตามที่เขาคาดหวัง
ดังนั้น…กู้ฉางเกอจึงเห็นว่ามิมีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายอันใดอีกต่อไป
วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การทำตัวราวกับว่าเขามิได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิดใหม่ของเยวี่ยหมิงคง
ส่วนวิธีการลงมือจัดการต่อไปนั้น เขาก็มีความมั่นใจและมีแผนการในใจที่แน่ชัดอยู่แล้ว
...
ภายในมหาวิหาร
กู้หลินเทียนกำลังสนทนาเรื่องสำคัญกับจักรพรรดิเยวี่ย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี ดูเหมือนการสนทนากำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเยวี่ยหมิงคงที่กำลังเดินเข้ามา
นัยน์ตาของนางแดงก่ำเล็กน้อย คล้ายกับว่าเพิ่งร่ำไห้มา
คิ้วของกู้หลินเทียนขมวดมุ่น สีหน้าที่สดใสกลับแฝงไปด้วยความมิพอใจ
“หมิงคง เกิดอันใดขึ้น เจ้าฉางเกอมันรังแกเจ้าอีกแล้วหรือ มีสิ่งใดก็บอกกล่าวกับลุงมา ลุงจะจัดการสั่งสอนเขาเอง!”
เขารู้ดีว่าในอดีต กู้ฉางเกอมักปฏิบัติต่อเยวี่ยหมิงคงอย่างเย็นชาและมิแยแส การที่เขาจะรังแกเยวี่ยหมิงคงจึงมิใช่เรื่องแปลกนัก
สำหรับเยวี่ยหมิงคงว่าที่ลูกสะใภ้ในอนาคตของเขาผู้นี้ กู้หลินเทียนและภรรยาของเขาต่างพึงพอใจในตัวนางมาก จึงมิอาจทนเห็นบุตรชายของตนทำให้นางเสียใจได้
ยิ่งไปกว่านั้น กู้ฉางเกอเคยกล่าวไว้ว่าในอดีตเขาได้รับอิทธิพลจากความเป็นมารจนมีนิสัยเย็นชา ทว่าตอนนี้ทุกอย่างควรจะเปลี่ยนไปแล้ว
ดังนั้น เรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
“หมิงคง เกิดอันใดขึ้น” จักรพรรดิเยวี่ยที่สังเกตเห็นความผิดปกติในสีหน้าของธิดา ก่อนเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
ในช่วงที่ผ่านมา การแสดงออกของเยวี่ยหมิงคงทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจและชื่นชมในตัวนางมากขึ้น
เขาจึงให้ความใส่ใจและห่วงใยนางมากกว่าเดิม
เยวี่ยหมิงคงในตอนนี้ที่จิตใจกลับมาสงบอีกครั้ง ก็ยิ้มขึ้นอย่างอ่อนโยนและสง่างาม ก่อนจะกล่าวว่า
“ท่านลุง ท่านพ่อ อย่าได้กังวลไปเลยเจ้าค่ะ ฉางเกอมิได้รังแกข้า เพียงแต่ข้าระลึกถึงเรื่องราวในอดีตแล้วรู้สึกเศร้าเล็กน้อยเท่านั้น ต้องขออภัยที่แสดงความอ่อนแอให้ท่านลุงเห็นแล้ว”
“ฮึ่ม! ไอ้เจ้าฉางเกอนี่ก็ช่างเกินไปนัก! หมิงคง เจ้าก็อย่าได้ปกป้องเขาเช่นนี้นัก หากยังเป็นเช่นนี้อีก หลังจากแต่งงานไปแล้ว เจ้าคงถูกเขารังแกตลอดไปแน่”
กู้หลินเทียนถอนหายใจด้วยความจนใจ ก่อนเผยสีหน้าผิดหวังเล็กน้อยที่บุตรชายของเขายังมิรู้จักเห็นคุณค่าของนาง
เยวี่ยหมิงคง ว่าที่ลูกสะใภ้ผู้เพียบพร้อมทั้งกิริยามารยาทและความสามารถเช่นนี้ เขาจะไปหาจากที่ใดได้อีก
นางเป็นสตรีที่ทั้งแข็งแกร่งและมีความเด็ดขาด ในอนาคตอาจถึงขั้นเป็นผู้ปกครองราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน และได้รับการขนานนามว่าเป็นจักรพรรดินีผู้เลื่องชื่อ
ในแดนสวรรค์นี้ แม้จะมีหญิงสาวผู้เลิศล้ำมากมาย ทว่าผู้ใดเล่าจะเทียบเคียงกับเยวี่ยหมิงคงได้
ทว่ากู้ฉางเกอกลับมิรู้จักเห็นคุณค่าในตัวนาง นอกจากจะมิทะนุถนอมแล้ว ก็ยังจะกลั่นแกล้งจนนางต้องร่ำไห้อีก ช่างน่าตำหนินัก!
แม้กู้หลินเทียนจะรักใคร่และตามใจบุตรชายเป็นอย่างมาก ทว่าในเวลานี้ เขาก็อดมิได้ที่จะรู้สึกโกรธเคืองและมิพอใจต่อการกระทำของกู้ฉางเกอขึ้นมา
หลังจากแต่งงานไปแล้วน่ะหรือ
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เยวี่ยหมิงคงเพียงยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะส่ายศีรษะเบาๆ โดยมิได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม
นับจากวันนี้ไป กู้ฉางเกอคงมิอาจยอมรับการมีตัวตนของนางในสายตาเขาได้อีกต่อไป
เขาคงคิดแต่เพียงว่าต้องกำจัดนางให้พ้นทางโดยเร็วที่สุด
เนื่องด้วยความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนาง ได้ถูกกู้ฉางเกอค้นพบแล้ว
เขาคงมิมีวันปล่อยให้ผู้ที่รู้เรื่องราวของเขามากถึงเพียงนี้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แม้แต่ว่าที่ภรรยาของเขาก็มิใช่ข้อยกเว้น
“หมิงคง เจ้าอยู่ที่นี่เองหรือ ร่างกายของเจ้าดีขึ้นหรือยัง”
เสียงของกู้ฉางเกอดังขึ้นมาจากภายนอกมหาวิหาร น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นแฝงไว้ซึ่งความห่วงใยอย่างพอเหมาะ
ร่างของเยวี่ยหมิงคงแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนที่ความรู้สึกระแวดระวังจะพุ่งสูงขึ้นทันที
ทว่ามินานนักนางก็คลายความกังวลลง
อย่างไรเสีย เขาก็มิอาจลงมือกับนางในที่แห่งนี้ได้
โดยเฉพาะต่อหน้าบิดาของเขาและจักรพรรดิเยวี่ยแล้ว
“ฉางเกอ นี่มันเกิดอันใดขึ้น เจ้าแกล้งหมิงคงอีกแล้วหรือ แล้วถึงขั้นทำให้นางร่ำไห้เช่นนี้เชียวหรือ”
ทันใดนั้น กู้หลินเทียนขมวดคิ้ว พร้อมกับกล่าวตำหนิอย่างมิพอใจ
ดูเหมือนว่า หากกู้ฉางเกอมิสามารถให้คำตอบที่ดีได้ บิดาของเขาคงพร้อมจะลงโทษเขาทันที
กู้ฉางเกอเมื่อได้ฟังแล้วก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะขึ้นมาเบาๆ
“ท่านพ่อ ท่านพูดอะไรเช่นนี้ ข้าจะกล้ารังแกหมิงคงได้อย่างไร นางคือว่าที่ภรรยาของข้า ข้ายังรักและเอาใจใส่นางมิพอเสียด้วยซ้ำ แล้วจะไปรังแกนางได้อย่างไร”
เขาพูดพลางเดินเข้ามาหานางอย่างเป็นธรรมชาติ และจับมือนางขึ้นอย่างแผ่วเบา
มือของนางเรียวบางและขาวเนียนราวกับหยกสวรรค์ไร้ตำหนิ
ตั้งแต่ต้นจนจบ เยวี่ยหมิงคงยังคงนิ่งแข็งราวกับรูปปั้น
นางมิเข้าใจท่าทีของกู้ฉางเกอ
เขาต้องการแสดงละครต่อหน้าบิดาของเขาและจักรพรรดิเยวี่ย เพื่อให้ดูเหมือนว่าพวกเขาเป็นคู่รักที่ชื่นมื่นกันใช่หรือไม่
ทว่าสิ่งที่นางพบก็คือ…
นี่เป็นครั้งแรกในทั้งสองชีวิตที่กู้ฉางเกอจับมือนาง
ความคิดวูบหนึ่งแทรกเข้ามาในจิตใจนางจนทำให้รู้สึกราวกับเสียงในหัวดังก้องอยู่ชั่วขณะ…
“ฮึ่ม เช่นนี้สิถึงจะพอรับได้หน่อย”
กู้หลินเทียนกล่าวพร้อมกับถอนหายใจอย่างมิพอใจ ก่อนจะยอมสงบลง
“ร่างกายเจ้าดีขึ้นบ้างหรือไม่ เมื่อครู่ข้าสังเกตเห็นสีหน้าเจ้ามิสู้ดี ราวกับเพิ่งร่ำไห้มา”
กู้ฉางเกอหันไปมองเยวี่ยหมิงคงที่ยังคงมีท่าทางแข็งเกร็งเล็กน้อย ราวกับมิรู้สึกถึงความอึดอัดของนางในยามนี้ เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทั้งอ่อนโยนและสง่างามราวกับหยกบริสุทธิ์
“ข้าสบายดี ฉางเกอ เจ้ามิต้องกังวลไป”
เมื่อได้ยินคำพูดที่แฝงไว้ด้วยความห่วงใย เยวี่ยหมิงคงถึงกับชะงักไปเล็กน้อยในใจ ทว่าบนใบหน้ายังคงเผยยิ้มอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมชาติออกมา
อย่างน้อยนางก็มิอาจแสดงพิรุธใดๆ ต่อหน้าผู้คนได้
นางอยากรู้จริงๆ ว่ากู้ฉางเกอกำลังคิดจะทำสิ่งใดกันแน่
นางจะมิหลงกลเขาอีกเด็ดขาด!
อย่างไรก็ตาม นางยังอดประหลาดใจกับท่าทางของเขามิได้ เพราะในชาติก่อน เขาแสดงออกอย่างเย็นชาเสมอมา มิเคยอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน
ถ้านี่คือสิ่งที่เขาแสดงออกมาอย่างจริงใจ มันก็คงจะดีมิน้อย…
เยวี่ยหมิงคงอดหัวเราะเยาะตนเองขึ้นมาในใจมิได้ ทว่าส่วนลึกในจิตใจกลับเปี่ยมไปด้วยความเย็นชา
การที่จักรพรรดิเยวี่ยเสด็จมายังตระกูลกู้ในครั้งนี้ ตระกูลกู้ก็ได้จัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ไว้
บรรยากาศภายในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความรื่นเริง เสียงแก้วสุระกระทบกันดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ แขกเหรื่อและเจ้าภาพต่างสนทนากันอย่างสนุกสนาน
กู้ฉางเกอและเยวี่ยหมิงคงนั่งเคียงข้างกัน ท่าทางของทั้งสองดูเหมาะสมราวกับเทพบุตรและเทพธิดาที่เคียงคู่กันในภาพวาด
เหล่าผู้เยาว์ในงานเลี้ยงต่างแอบชื่นชมอิจฉาในใจ ทว่าก็อดตำหนิต่อว่ากู้ฉางเกอมิได้ว่าเขามิคู่ควรกับเยวี่ยหมิงคง
ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังคงจำได้ดีว่ากู้ฉางเกอนั้นแข็งแกร่งเพียงใด แม้ทุกคนจะรวมพลังกันก็มิอาจเอาชนะเขาให้พ่ายแพ้ได้
และในปัจจุบัน พวกเขาก็ยิ่งมิกล้ากล่าวอันใดไปมากกว่าการต่อว่าในใจ
เมื่อเวลาล่วงเลยไปงานเลี้ยงก็สิ้นสุดลง แขกเหรื่อต่างพากันลุกจากที่นั่งและทยอยออกไป
เยวี่ยหมิงคงนั้นดื่มสุราไปมิน้อย ใบหน้าของนางจึงขึ้นสีแดงระเรื่อ ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมตัวกลับไปยังตำหนักที่ตระกูลกู้จัดไว้สำหรับพักผ่อน
ทว่าทันใดนั้น กู้ฉางเกอกลับคว้าข้อมือนางไว้ สีหน้าของเขาดูเป็นธรรมชาติและเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม
“หมิงคง เจ้าจะไปไหนหรือ คืนนี้แสงจันทร์งามตานัก เหมาะแก่การชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง”
ร่างของเยวี่ยหมิงคงพลันแข็งทื่ออีกครั้ง…
“ฮ่าฮ่าฮ่า หนุ่มสาวเลือดร้อนก็ย่อมเป็นเช่นนี้...”
จักรพรรดิเยวี่ยและกู้หลินเทียนที่เห็นฉากนี้ต่างพากันหัวเราะเบาๆ สีหน้าฉายแววล้อเลียน ก่อนจะพากันออกจากที่แห่งนั้น
สำหรับพวกเขา การกระทำของกู้ฉางเกออาจดูบุ่มบ่ามไปบ้าง ทว่าเมื่อสุราเข้าปาก อีกทั้งยังเป็นหนุ่มสาวเยาว์วัย เรื่องเช่นนี้จึงมินับว่าเป็นเรื่องแปลกอันใด พวกเขาสามารถทำความเข้าใจได้
สถานที่แห่งนั้นกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
บัดนี้เหลือเพียงกู้ฉางเกอและเยวี่ยหมิงคงสองคนแล้ว
“ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวนานนัก ไยหมิงคงต้องเร่งรีบจากไปด้วยเล่า เหตุใดจึงมิอยู่ดื่มกับสามีอีกสักหน่อย”
เสียงของกู้ฉางเกอกลับเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งและเย็นเยือก
สีหน้าของเยวี่ยหมิงคงฉายแววเย็นชาและลึกล้ำ รอยยิ้มอ่อนหวานที่นางแสร้งแสดงต่อหน้าผู้คนก่อนหน้านี้จางหายไป
ในยามนี้ นางราวกับเป็นจักรพรรดินีผู้สูงส่งและเย็นชา
นางหัวเราะเยาะเย้ยออกมาเบาๆ “กู้ฉางเกอ…ตอนนี้ผู้คนก็ได้จากไปกันหมดแล้ว เจ้าก็มิจำเป็นต้องเสแสร้งอีกต่อไป…”
“ข้ามิเข้าใจว่าเหตุใดเจ้าถึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ หรือว่าเจ้าปกปิดตัวตนที่แท้จริงไว้ได้แนบเนียนจนข้ามิทันสังเกตเห็น ว่าเจ้ามีเล่ห์เหลี่ยมมากมายถึงเพียงนี้”
ราวกับมิได้ยินสิ่งที่นางเอ่ยขึ้น กู้ฉางเกอยังคงนั่งจิบสุราอย่างสงบนิ่ง สีหน้าไร้ซึ่งความกังวล
ถ้อยคำของเขาทำให้เยวี่ยหมิงคงชะงักไปครู่หนึ่ง นางมิเข้าใจในสิ่งที่เขากล่าว
การเปลี่ยนแปลงของตนเองหรือ เขาหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาหรือไร
ดูเหมือนว่า…กู้ฉางเกอจะมิรู้ว่านางคือผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่
ดังนั้น การหยั่งเชิงของเขาในวันนี้ แท้จริงแล้วคงเป็นเพียงเพื่อจับพิรุธเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของนางในช่วงที่ผ่านมาเท่านั้น…
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เยวี่ยหมิงคงก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ดูเหมือนว่ากู้ฉางเกอจะมิได้กลับชาติมาเกิดใหม่เช่นเดียวกันกับนาง
มิเช่นนั้น เขาคงจะมิแสดงท่าทีเช่นนี้หรือถามคำถามลักษณะนี้ออกมา
ทว่าในขณะนั้นเอง สีหน้าของเยวี่ยหมิงคงก็เปลี่ยนไป นางสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่พุ่งออกมาจากความว่างเปล่า
กู้ฉางเกอลงมือกับนางแล้ว
“ครืน!”
เมื่อตระหนักได้ นางก็รีบลงมือในทันที นิ้วมือร่ายเป็นวิถีอาคม พลังทอประกายแสงสว่างเจิดจ้าแผ่ออกมาทั่วร่าง อักขระศักดิ์สิทธิ์ร่ายร้อยขึ้นระหว่างฝ่ามือ ก่อนจะเปลี่ยนกลายเป็นตราประทับจันทราอันทรงพลัง พุ่งกระแทกออกไปยังด้านหน้า!
ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา นางได้เสาะหาวาสนาและโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ต่างๆ ทำให้พลังฝึกบำเพ็ญเพียรของนางพุ่งขึ้นจนถึงจุดสูงสุดของระดับเจ้าครองแคว้น และเกือบจะก้าวเข้าสู่ระดับจอมราชันแล้ว
ทว่าสิ่งที่ทำให้นางมิอยากจะเชื่อก็คือ…พลังของกู้ฉางเกอนั้นนับว่ายังสูงส่งกว่านางอีก
ทั้งที่ในชาติก่อน ณ เวลานี้ กู้ฉางเกอยังอยู่แค่ระดับเจ้าครองแคว้นเท่านั้น
ถึงกระนั้น เยวี่ยหมิงคงก็ยังคงรักษาความสงบนิ่ง นางรู้ดีถึงเล่ห์เหลี่ยมและพลังต่างๆ ของกู้ฉางเกอจากประสบการณ์ในอดีต และนางก็ระมัดระวังตนเองตลอดเวลา
“พลังระดับเจ้าครองแคว้นขั้นสูงสุดนี่ ดูเหมือนเจ้าจะมีเรื่องที่ปิดบังสามีไว้มิน้อยเลยทีเดียวนะหมิงคง”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความประหลาดใจเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็ยกฝ่ามือขึ้น อักขระสีทองอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นและแผ่กระจายออกมา ราวกับกระแสน้ำแห่งขุนเขาและมหาสมุทร เข้าปะทะกับตราประทับจันทราของเยวี่ยหมิงคงจนมันสลายไปในพริบตา
พร้อมกันนั้น กู้ฉางเกอก็ยื่นมือออกไปในอากาศ ก่อนใช้พรสวรรค์แห่งพลังควบคุมความว่างเปล่า
“ครืน!”
ทันใดนั้น เขาก็ครอบครองพื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้านางไว้จนหมดสิ้น
…
“กู้ฉางเกอ…เจ้าจะทำอันใดกัน ปล่อยข้านะ!”
ในชั่วพริบตา เยวี่ยหมิงคงร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
นางรู้สึกถึงแรงบีบรัดรอบตัว ราวกับความว่างเปล่าถูกแช่แข็ง ก่อนที่ร่างของนางจะถูกกู้ฉางเกอดึงเข้าสู่อ้อมกอดของเขา
สีหน้าอ่อนโยนของเขาเมื่อครู่หายไปหมดสิ้น ก่อนแทนที่ด้วยแววตาเย็นชาและท่าทีเย้ยหยันที่นางคุ้นเคย
“แย่แล้ว…”
เยวี่ยหมิงคงรู้สึกถึงลางร้ายในใจ
นางมิคาดคิดว่ากู้ฉางเกอจะมีความสามารถควบคุมความว่างเปล่าได้ ทักษะนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของนางโดยสิ้นเชิง
ในชั่วพริบตา พลังจิตวิญญาณในสมองของนางพลันระเบิดประกายแสงเจิดจ้า ร่างของเด็กน้อยสีทองอันสว่างไสวปรากฏขึ้นในทะเลจิตสำนึก ก่อนเปล่งเสียงท่วงทำนองอักขระแห่งมรรคาเพื่อโจมตีไปยังกู้ฉางเกอ
ทว่าเหมือนเขาจะเตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว ในทะเลจิตสำนึกของเขาเองก็มีร่างศักดิ์สิทธิ์สีดำทมิฬปรากฏขึ้น พลันปลดปล่อยพลังเย็นชาซึ่งแฝงด้วยพลังมารออกมา ทันใดนั้นพลันหยุดยั้งท่วงทำนองอันก้องกังวานของอักขระแห่งมรรคาของนางได้อย่างง่ายดาย
เยวี่ยหมิงคงเผยสีหน้าเคร่งขรึมออกมาทันที
ทักษะและวิธีการที่กู้ฉางเกอเลือกใช้ล้วนเกินความคาดหมายของนางไปมาก แม้แต่ในชาติก่อน นางก็มิเคยเห็นกระบวนท่าของเขาเช่นนี้มาก่อน
สิ่งนี้ทำให้นางอดสงสัยมิได้ว่า…
กู้ฉางเกอในชาติก่อนกับกู้ฉางเกอในตอนนี้เป็นคนเดียวกันหรือไม่ หรือว่าจะเกิดเหตุมิคาดฝันอันใดขึ้นกับเขา
“หมิงคง…จนถึงตอนนี้ เจ้ายังมิคิดจะบอกความจริงกับสามีของเจ้าบ้างหรือ”
กู้ฉางเกอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแฝงความนัยลึกลับ โดยที่มิได้ลงมือโจมตีต่อ
เยวี่ยหมิงคงขมวดคิ้วอย่างหนัก นางรู้สึกสงสัยในสิ่งที่กู้ฉางเกอกำลังครุ่นคิด
เหตุใดเขาจึงหยุดมือกะทันหันกัน
ในความคิดของนาง กู้ฉางเกอมิใช่ผู้ที่จะหยุดมือได้จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตนเองต้องการ
หรือว่า…เป้าหมายของเขาในวันนี้คือการจับผิดความเปลี่ยนแปลงของนางในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เยวี่ยหมิงคงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
นางตัดสินใจจะเผชิญหน้ากับเขาอย่างเปิดเผย
“ถ้าเช่นนั้น ข้าก็จะเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาแล้ว”
“ในอดีต ทุกสิ่งที่ข้าทำไปก็เพื่อเอาอกเอาใจเจ้า ทว่าตอนนี้ ข้ามิอยากทำเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว เจ้าคือผู้ที่มีหัวใจเย็นชาเยือกเย็น มิมีทางถูกรักแท้ใดๆ หลอมละลายจิตใจได้ แล้วข้าจะฝืนใจตนเองไปเพื่อสิ่งใดกัน”
คำพูดของเยวี่ยหมิงคงฟังดูเหมือนเป็นความจริง ทว่านางกลับจงใจพูดเพียงแค่ครึ่งเดียว เพื่อปิดบังความลับเรื่องการกลับชาติมาเกิดใหม่
ในใจของกู้ฉางเกออดมิได้ที่จะยกย่องในความเฉลียวฉลาดของนาง ทว่าสีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย มิมีซึ่งร่องรอยของอารมณ์ใดๆ
“งั้นหรือ เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าข้าจะมิมีทางถูกผู้ใดทำให้หวั่นไหวได้” กู้ฉางเกอเอ่ยถาม
เยวี่ยหมิงคงที่พยายามดิ้นรนในอ้อมกอดของเขา เมื่อพบว่าตนมิอาจหลุดพ้นไปได้ ก็เลิกดิ้นและปล่อยวาง
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ นางยิ่งมิอยากสนใจกู้ฉางเกออีกต่อไป
ในชาติก่อน นางได้พิสูจน์คำตอบนี้ด้วยชีวิตของตนเองแล้ว แล้วยังจะต้องพูดสิ่งใดอีกหรือ
อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดว่ากู้ฉางเกอมิได้กลับชาติมาเกิดใหม่เช่นนาง เยวี่ยหมิงคงก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย
กู้ฉางเกอในท่าทีเช่นนี้ คือผู้ที่นางรู้จักดีในชาติก่อน
ส่วนท่าทีอันอ่อนโยนที่เขาแสดงออกมาก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นเพียงการเสแสร้งทั้งสิ้น เพียงเพื่อลวงหลอกให้นางเผยความลับออกมา
โชคดีที่นางมีไหวพริบมากพอ และใช้คำพูดกล่าวเลี่ยงให้รอดพ้นไปได้ โดยมิได้เผยความลับเรื่องการกลับชาติมาเกิดใหม่
“ดูเหมือนว่าสามีผู้นี้ในสายตาของเจ้าจะเป็นเช่นนี้เอง” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มบาง “หลายปีที่ผ่านมานี้ หมิงคงเจ้าปิดบังข้าได้แนบเนียนเสียจริง สิ่งนี้ทำให้ข้ารู้สึกเจ็บปวดมิน้อยเลยนะ”
“กู้ฉางเกอ เจ้านี่มิรู้จักนิสัยของตนเองหรืออย่างไร” เยวี่ยหมิงคงกล่าวขึ้นพร้อมเสียงเย้ยหยัน
ในเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างนางกับกู้ฉางเกอได้พังทลายลงแล้ว นางก็มิคิดจะปิดบังอันใดอีกต่อไป
ที่แห่งนี้คือบ้านตระกูลกู้ นางมั่นใจว่ากู้ฉางเกอมิมีทางกล้าลงมือสังหารนางในที่แห่งนี้ได้
เมื่อได้ยินคำพูดของนาง กู้ฉางเกอก็มิได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ และกลับลากนางไปยังตำหนักของเขาอย่างมิไยดี
ระหว่างทาง สมาชิกในตระกูลกู้ที่เห็นภาพนั้นต่างเผยรอยยิ้มล้อเลียน
“กู้ฉางเกอ เจ้าจะทำอันใดกัน”
เยวี่ยหมิงคงเริ่มรู้สึกสับสนเล็กน้อย ราวกับเสียงในหัวดังอื้ออึง
“ราตรีนี้ยาวนานนัก เจ้าคิดว่าข้าจะทำอันใดได้อีกเล่า”
กู้ฉางเกอตอบกลับอย่างมิใส่ใจ