ผมหลับตาลงขณะยืนตรงขอบสะพานมือสองข้างที่สั่นระริกยกขึ้นวางบนขอบเหล็กกั้นด้านบนสุด หัวใจผมเต้นรัวเหมือนจะหลุดออกจากอกเมื่อก้มมองผิวน้ำดำมืดเบื้องล่างรู้สึกถึงแรงสั่นของลำตัวที่ส่งมาถึงกระดูกกรามด้วยความหวาดกลัว แค่กระโดดไปข้างหน้าโดยใช้แรงแขนดันเสริม ตัวก็จะพลิกไปอีกฝั่งแล้วร่วงหล่นจากสะพานที่สูงราวสิบเมตรจากระดับน้ำแล้วยังไงก็ไม่น่ารอด นอกจากจะไร้ทักษะเอาตัวรอดในน้ำแล้วน้ำหนักสิ่งของที่สะพายจะถ่วงให้จมลงจนขาดอากาศหายใจในที่สุด
ผมสูดลมหายใจกลั้นไว้เพื่อเตรียมพร้อม เปลือกตาบีบเข้าหากันแน่น
“อย่าเครียดไปเลยนะชา” เสียงหนึ่งกระซิบข้างหูผม
ในห้วงความคิดผมกำลังนั่งอยู่ในร้านคาเฟเดอะวินเทจอยู่ต่อหน้าอันธิยาเธอเอื้อมมืออันอ่อนนุ่มมาจับแขนสามีที่กำลังนั่งกุมขมับอย่างหดหู่เพราะตัดใจจากภาพผู้สูญเสียที่เพิ่งเห็นในงานรำลึกวันมหาวิปโยคไม่ได้ใบหน้านักกิจกรรมที่ถูกกระสุนปืนทหารปราบปรามปรากฏทับซ้อนในหัวผมแต่ก็ต้องมลายหายไปเมื่อถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นของหญิงสาวตรงหน้า
“นายยังมีฉันอยู่ทั้งคน”เธอพูดปลอบใจอีกครั้งจากนั้นก็จุมพิตลงแก้มผมอย่างนุ่มนวล
ในตอนนั้นผมเช็ดน้ำตาที่เอ่อซึมในเบ้าด้วยความซาบซึ้งเช่นเดียวกับเหตุการณ์ในตอนนี้ ผมจะมาตายโง่ ๆ แบบนี้ไม่ได้ ปริศนาเกี่ยวกับอดีตหลายอย่างก็ยังไม่ได้คำตอบความแค้นกับสหายก็ยังไม่ถูกชำระ ผมจะกลายเป็นไอ้ขี้แพ้ตามที่พ่อด่า...และที่สำคัญ
ผมสัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะกลับไปหาเธอให้จงได้
ขาสองข้างก้าวถอยหลังจากขอบสะพานช้า ๆ ผมเดินดุ่มลงมาโดยไม่เหลียวหลังไปมองผืนน้ำอีกนี่ไม่ใช่จุดจบของผม เชื่อว่ามีใครบางคนกำลังรอคอยผมกลับไปป่านนี้อันธิยาอาจกำลังนั่งกินข้าวอยู่คนเดียวที่บ้านรอคอยการกลับมาของสามี แม่ผมน่าจะนับวันรอลูกชายกลับมาเยี่ยมในช่วงวันหยุดและพ่อก็คงภาวนาให้ได้เจอผมอีกครั้งหนึ่ง
ต้องขอบคุณพลเมืองดีคนหนึ่งที่เดินผ่านในจังหวะที่แม่เริ่มปีนสะพานลอยในวันนั้นเขาช่วยฉุดรั้งท่านได้ทันการณ์ ช่วยเกลี้ยกล่อมแม่ให้ล้มเลิกความคิดและช่วยแจ้งตำรวจให้พามาส่งที่บ้าน
“ทำไมถึงทำแบบนี้”พ่อเข้าไปกอดแม่ตอนที่ท่านกลับมาถึง พวกท่านทั้งคู่น้ำตานองหน้า
“ฉันคิดว่าถ้าตายไปจะได้เงินประกันให้ลูกทำอาชีพในฝันได้”แม่พูดเสียงสั่น
คำตอบนี้ทำผมจุกเหมือนโดนมีดปักเข้ากลางใจจำไม่ได้ว่าตอนนั้นคิดอะไรรู้แต่ว่าผมน้ำตาไหลพรากขณะโผเข้าไปกอดพวกท่านทั้งสองคนพร้อมกันในรอบหลายเดือนจากนั้นก็กราบเท้าขอโทษพ่อแม่ถึงความผิดทุกอย่างที่ล่วงเกินมาตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่พูดถึงชีวิตในรั้วมหาลัยอีก ฝืนตัวเองเรียนไปวัน ๆจนจบชั้น ม.6 จากนั้นก็ช่วยงานเกษตรกรที่บ้านยอมละทิ้งความฝันโดยการเผากระดาษที่จดชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของบล็อกที่เขียนกับปฐพีทิ้งไปแม้ช่วงแรกจะจำได้ พอเวลาล่วงเลยไปก็หลงลืมความตั้งใจที่จะสมัครเป็น สส. จนหมดสิ้น อันที่จริงหลังเรียนจบไม่กี่เดือนพ่อเคยประนีประนอมเสนอให้เรียนมหาวิทยาลัยรามคําแหงพร้อม ๆ กับทำงานไปด้วยท่านบอกว่าค่าเรียนหลักพันถึงหมื่นต้น ๆ พอหาให้ได้ ผมปฏิเสธแบบแทบไม่ต้องคิดช้าไปเสียแล้ว ในตอนนั้นผมไม่มีความหลงใหลใด ๆ เกี่ยวกับการเมืองการปกครองอีกแต่เหตุผลที่สำคัญกว่าคือไม่อยากให้พ่อแม่ลำบากเพิ่ม
แม่เปิดเผยให้ฟังในเวลาต่อมาว่าคนจนอย่างพวกท่านสองคนคิดอยู่แค่สองเรื่องคือไม่อดตาย กับได้ส่งเสียให้ลูกเรียนหนังสือ โตมาจะได้มีตัวเลือก ไม่เป็นเหมือนพวกตนผมเข้าใจความรู้สึกของแม่ดีตลอดชีวิตที่ผ่านมาของผมก็เหมือนกับการโยนเหรียญหัวก้อยต้องเสี่ยงดวงว่าจะได้ไปต่อในระบบการศึกษาหรือไม่ในขณะที่คนรวยอย่างปฐพีไม่เคยประสบปัญหานี้โชคดีที่เหรียญออกหัวตอนประถมสี่ ทำให้ผมได้ย้ายจากโรงเรียนเทศบาลมาเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและโชคก็เข้าข้างอีกครั้งเมื่อหน้าเหรียญยังเป็นหัวเช่นเดิมตอนย้ายมาเรียนชั้นมัธยมในโรงเรียนประจำจังหวัดที่เพชรบุรีบ้านเกิดในขณะที่เหรียญของเพื่อนสมัยประถมและมัธยมต้นหลายคนออกก้อยต้องออกจากระบบการศึกษาย้ายไปเรียนกศน. หรือไม่ก็ไปช่วยกิจการครอบครัวผมไม่เคยตระหนักเลยว่าเหรียญออกหัวได้ก็เพราะมีหงาดเหงื่อแรงงานของพ่อแม่คอยเกื้อหนุนอยู่เบื้องหลังสุดท้ายแล้วแต้มบุญนั้นก็หมดไปเงินที่พวกท่านหามาสุดความสามารถพาผมไปได้แค่ชั้นมัธยมปลายพอได้คิดใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน ความรู้สึกตำหนิในทีแรกก็เปลี่ยนเป็นความภาคภูมิใจอย่างน้อยคนที่จบแค่ชั้นประถมหกอย่างพ่อและมัธยมต้นอย่างแม่ก็ทำให้ลูกก้าวไปไกลกว่าตัวเองได้สำเร็จ
ผมผละจากสะพานบางนกความคิดสั้นฆ่าตัวตายเลือนหายไปจากในหัวจนหมดสิ้น ยังแปลกใจการกระทำเมื่อครู่ของตนเองเหมือนกันทั้งที่ปกติผมเชื่อเรื่องบาปจากอัตวินิบาตกรรมมากกระทั่งเคยเถียงกับธรณีเรื่องกฎหมายการุณยฆาตมาหลายครั้งการที่ยูเอ็นดีบรรจุสิทธิการตายไปเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้ถึงผมจะโดนจับเข้าห้องขังก็ไม่มีทางร้องขอการการุณยฆาตจากรัฐบาลเหมือนที่เอไอเคยทำนายจุดจบของตัวละคร“สมชาย” ไว้ล่วงหน้า
“ฝนตกเหรอ”ผมแหงนหน้ามองท้องฟ้าขณะสัมผัสได้ถึงน้ำหยดแรก ก่อนที่เม็ดฝนจะเริ่มถี่ขึ้นผมก็วิ่งเข้ามาถึงชายคาสถานีรถไฟบางนกได้ทันเวลาพอดีผมใช้เอ็มการ์ดแตะที่แขนกั้นเพื่อผ่านเข้าไปยังรถไฟขบวนสุดท้ายซึ่งออกเดินทางก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อยผู้โดยสารบนขบวนตู้ที่ผมนั่งตอนนี้มีเพียงสามคน
โชคดีที่รีบกดจองตั๋วผ่านแอปเนวีตั้งแต่ตอนที่สูบบุหรี่เสร็จเนื่องจากการรถไฟฟ้าเป็นรัฐวิสาหกิจในกระทรวงคมนาคมประสบปัญหาขาดทุนมากขึ้นรัฐบาลชุดที่แล้วจึงออกนโยบายลดค่าใช้จ่ายโดยปรับการเดินรถในบางช่วงเวลาที่ผู้ใช้บริการเบาบางให้เป็นแบบให้บริการตามคำขอ[1] หลังสามทุ่มรถไฟจะเปลี่ยนจากออกตัวทุกห้าถึงสิบนาทีเป็นออกเมื่อมีจำนวนผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางมากพอทั่วไปก็ใช้ตัวเลขที่เป็นจุดคุ้มทุน หมายความว่าถ้าไม่วางแผนล่วงหน้าตรวจเช็กให้ดีก่อนอาจตกรถไฟแล้วต้องไปใช้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับซึ่งแพงกว่าสองสามเท่าแทนหลังจากที่ใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ขณะจ้องมองสีแดงกะพริบของขีดแบตเตอรี่ในที่สุดก็จองตั๋วสำเร็จ
สามสิบนาทีต่อมาผมก็มาถึงชานเมืองจังหวัดเสมาใช้เวลาเกินกว่าที่คำนวณจากแอปเนวีสี่นาที อาจเพราะมัวหลงทางเสียเวลาตามหาชานชาลาตอนที่เปลี่ยนจากรถไฟฟ้าไปขึ้นรถไฟไฮเปอร์ลูปผมทาบบัตรเงินสดบนแขนกั้นอีกครั้งเพื่อจ่ายค่าบริการแล้วเตรียมเรียกรถมอเตอร์ไซค์อัตโนมัติมารับไปส่งอีกทอด โชคดีที่ฝนตกไม่ทั่วฟ้าจึงไม่เปียกเลยสักหยด
ใช้เวลาไม่เกินสิบนาทีรถบิ๊กไบค์ทรงปราดเปรียวก็พามาจอดเทียบรั้วบ้านแสนสุขจอมปลอมของครอบครัว“อมาตย์วาริน“ ของผมเอง ซึ่งตอนนี้ปิดไฟมืดทึบทั้งหลังต้นหญ้าในสวนก็รกชัฏราวกับเป็นบ้านร้างอย่างที่อิสราเคยปรามาสไว้
วันนี้ขอแค่มีที่ซุกหัวนอนก็พอใจแล้ว
ผมคิดแค่นี้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันจนอยากลงไปนอนกองบนพื้นหญ้าเสียด้วยซ้ำ ตอนที่คิดว่าจะไปหาเช่าโรงแรมภาพบ้านหลังนี้ก็ผุดเข้ามาในหัวเป็นที่แรก ไหน ๆ สัญญาเช่าสามเดือนก็ยังเหลือเวลาอีกเดือนเศษทำไมต้องตระเวนหาที่พักอื่นด้วย ขณะนั้นลืมคิดไปว่าแค่เดินทางมาที่นี่ก็ปาเข้าไปเกือบสี่ร้อยบาทแล้วถ้าต้องเดินทางไปกลับบริษัททุกวันจากที่นี่ก็คงไม่เหลือเงินกินข้าวแน่ ผมสแกนม่านตาและลายนิ้วมือที่ประตูหน้าบ้านก่อนที่กลอนจะปลดล็อกถึงชื่อผู้เช่าจะเป็นธรณีแต่เขาก็โอนอำนาจการจัดการทุกอย่างในบ้านมาไว้ที่สมาร์ตโฟนผม รวมไปถึงค่าน้ำค่าไฟที่ต้องจ่าย
หลังจากเช็ดทำความสะอาดฝุ่นผงในเบื้องต้นให้พออยู่ได้แล้วก็อาบน้ำชำระคราบเหงื่อไคลแล้วเตรียมตัวเข้านอน ผมจ้องมองไฟฝังฝ้าเพดานสีเหลืองนวลสักพักก็ตาปรือพร้อมปิดลงได้ทุกเมื่อ
วันนี้นับเป็นยี่สิบสี่ชั่วโมงที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเจ็ดโมงเช้าวันนี้ผมยังตื่นไปทำงานด้วยจิตใจผ่องใสกระปรี้กระเปร่าอยู่เลย ก่อนที่มรสุมชีวิตจะโหมกระหน่ำมาอย่างไม่หยุดหย่อนขณะที่กำลังเคลิ้มกึ่งหลับกึ่งตื่นภาพอดีตช่วงเวลาต่าง ๆ ก็เทผสมเข้ามาปนเปกันเหมือนเป็นความฝันที่จำเรื่องราวไม่ได้ รู้แต่ว่าคนที่ผมรู้จักผลัดกันแวะเวียนเข้ามาโลดแล่นในภวังค์ทั้งอันธิยา พ่อ แม่ ยาย น้องชาย ปฐพี ไมตรี รฐรักษ์ สหาย ธรณี และก็อิสราผมจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในความฝันแต่สิ่งนั้นทำให้ผมหดหู่ปนเศร้าหมองอย่างบอกไม่ถูก
จากนั้นภาพก็เปลี่ยนเป็นจอดำสนิทหลังจากที่ผมหลับลึกไปโดยไม่รู้ตัว
[1]On call ในบริบทนี้คือ พร้อมให้บริการเมื่อมีเงื่อนไขการร้องขอครบถ้วนแล้วเท่านั้นไม่ได้ยึดตามตารางเวลาที่กำหนด