จวนสกุลเสิ่น
“เหตุใดเลขาซือจึงทำเช่นนี้” จงฮูหยินผู้ที่ถูกขอร้องให้ไปจัดการเื่ของเย่วซินเมื่อวันก่อนได้แต่นั่งเห็นใจบุตรชาย ความรักไม่สมหวังซ้ำยังต้องแต่งฮูหยินอีกเล่า เื่นี้จะเป็ผู้ใดบงการ นางล้วนไม่อยากเดาในเมื่อผู้บอกเื่ราชโองการครานี้คือตัวท่านอ๋องหลงจางเหว่ย!!
เสิ่นซัวหยางส่ายหน้า “ข้าไม่รู้เลยท่านแม่ จะกล่าวว่านางพึงใจข้ารึ ข้ากับนางพบเจอกันเพียงครั้งเดียว อีกทั้งตำแหน่งที่ข้าเข้าสอบก็มีอำนาจต้อยต่ำกว่าบิดาของนาง ข้าไม่เข้าใจ” รู้อยู่แล้วว่าผู้ร้องขอเื่นี้คงไม่พ้นเลขาซือผู้เป็บิดาของนาง และเขาจะขัดราชโองการไม่ได้ หัวคิดในยามนี้มีเพียงเื่ของเย่วซิน ‘ที่ไม่พ้นต้องจบลง งั้นรึ…เขาไม่ยอมแน่’ เสิ่นซัวหยางถอนหายใจ ตรงนี้คือห้องโถงกลางที่มีเพียงบิดา มารดาและตัวเขานั่งสนทนากันอยู่สามคน ใจอยากจะขอเย่วซินต่อหน้าบิดามารดาเสียเดี๋ยวนั้น แต่เขาจะขอนางมาอยู่ในฐานะอนุรึ? ทั้งๆ ที่ใจอยากมีนางเป็ฮูหยินเสียก่อน “ท่านพ่อ” เขาเอ่ยขึ้นแต่มิได้ต่อความใด นอกจากนิ่งเงียบ บรรยากาศในห้องโถงยามนี้เงียบสงัดยิ่งกว่าป่าช้า ในสายตาคมมองความเป็ไปในจวนสกุลเสิ่นที่มีแต่ความสุขเพราะบิดาเป็ผู้สร้างขึ้นมาทั้งหมด จวนกว้างขนาดสิบไร่เป็ของพระราชทานสำหรับนายอำเภอเสิ่นเมื่อสิบกว่าปีก่อน ต้นไม้น้อยใหญ่ผุดขึ้นมาให้ความร่มเงา เรือนเล็กหลายหลังของอนุ รวมไปถึงสาวใช้ ล้วนเพิ่งต่อเติมใหม่เมื่อพวกเขาย้ายเข้ามา ทุกอย่างยามนี้มันดีมาก “ที่จริงแล้วข้าอยากให้เย่วซินมาเป็ฮูหยะ…” มิทันจบประโยคดี บิดากลับกล่าวแทรกเหมือนดักทางเหมือนเดิม
“ถ้าอยากให้นางเป็อนุ เ้าควรตบแต่งคุณหนูซือตามราชโองการเสียก่อนแล้วค่อยบอกนาง” มันคือเื่มารยาทที่ควรกระทำ อย่างน้อยก็ถือเป็การไว้หน้าสะใภ้ที่มาจากสมรสพระราชทานซึ่งสมควรได้เป็ฮูหยินอยู่แล้ว ดีร้ายอย่างไรก็ควรระวังในข้อนี้ให้มากที่สุดเมื่อผ่านงานมงคลไป
เสิ่นซัวหยางกลืนความ้านั้นลงคอ “…” หนทางข้างหน้านับว่ายากแล้ว สำหรับความรัก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงเชื่อในคำอธิษฐานว่าสักวัน สักวัน…เขาจะมีเย่วซินมาเคียงคู่
จงฮูหยินจับมือบุตรชายอย่างเห็นใจ แต่นางหวังว่าอีกไม่นาน บุตรชายคงจะทำใจและลืมมันได้หากมีฮูหยิน ‘อย่างไรเสีย ในวันพรุ่งนี้นางจะส่งพ่อบ้านจินไปยังสกุลซือ เพื่อจัดการเื่สมรสพระราชทานให้จบ!!’
วันรุ่งขึ้น ณ.จวนสกุลซือ
ยามซื่อ (09.30) ขุนนางจากราชสำนักได้นำราชโองการสมรสพระราชทานไปมอบให้กับคุณหนูซือหลิวเยี่ยน นางได้รับสมรสพระราชทานสมใจ โดยกำหนดวันมงคลจะมีขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า นั่นหมายถึงก่อนที่เสิ่นซัวหยางจะเดินทางไปยังอำเภอตั้วฉ่าง และก่อนที่พ่อบ้านจากจวนสกุลเสิ่นจะจากไป เขากล่าวย้ำกับคุณหนูซือว่า นับั้แ่วันนี้ให้รีบเข้าไปทำความคุ้นเคยกับบ้านเ้าบ่าวเสียั้แ่เนิ่นๆ จะได้รู้รายละเอียดปลีกย่อยของสามีและทุกคนในจวน ซึ่งทางด้านของซือหลิวเยี่ยนก็ตอบรับเป็อย่างดี
ศาลา…จวนสกุลเสิ่น
เย่วซินนั่งเหม่อมองบ่อน้ำที่มีปลาแหวกว่าย สิบกว่าปีั้แ่เล็กจนโตที่นางอาศัยอยู่ในจวนนี้ราวกับทุกคนเป็ครอบครัวของนางจริงๆ ไหนจะเื่ราวที่นางเป็เพียงบุตรบุญธรรมและมิได้ใช้แซ่ของสกุลเสิ่น ก็มิได้ทำให้นางเสียใจเลย ในทางกลับกันคือนางดีใจที่ทุกคนส่วนใหญ่ในจวนนี้มิได้รังเกียจนาง ‘ซ้ำยามนี้นางเติบใหญ่ขึ้นแล้ว หากจะขอออกไปใช้ชีวิตเพียงลำพัง ท่านพ่อท่านแม่คงจะไม่ว่า แต่ที่ยังกังวลคือนางจะทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกครหาและถูกเรียกว่าเนรคุณในภายหลัง’ “หากข้าเป็ปลา คงมิต้องคิดมากเื่อะไรใช่หรือไม่?”
เสี่ยวเม่ามองคุณหนูของนางอย่างสงสาร คำจำกัดความของบุตรบุญธรรมที่รักชอบกับบุตรชายของผู้มีพระคุณมันควรจบลงที่ตรงไหน ระหว่างรักใคร่จนถึงขั้นสมรสหรือยับยั้งใจให้เป็เพียงพี่น้องไปจนสิ้นลม?
“นี่ เมื่อครู่ข้าได้ยินคุณชายพูดถึงสมรสพระราชทาน”
ขวับ!! เสี่ยวเม่ามองตามสหายที่เป็สาวใช้ในจวนสกุลเสิ่นสองคนเดินสนทนากันไม่ไกล พร้อมกับหันมามองคุณหนูที่ยังคงนิ่งเงียบจับจ้องตัวปลา
“ใช่ กับคุณหนูสกุลซือ ฮูหยินเพิ่งส่งคนไปแจ้งกับฝ่ายนั้นเห็นว่ามีขันทีนำราชโองการไปหาคุณหนูซือหลิวเยี่ยนพร้อมๆ ด้วย”
เย่วซินได้ยินถึงกับหลับตาลงเหมือนข่มใจ ‘คุณหนูซือหลิวเยี่ยน’ เป็คุณหนูที่เคยร่ำเรียนเขียนอ่านในสำนักศึกษาเฉพาะสตรีร่วมกันกับคุณหนูจากหลายๆ สกุล หนึ่งในนั้นมีนางร่ำเรียนอยู่ด้วย แต่มิค่อยสนิทสนมกันเท่าใดนัก จะบอกว่านางแยกตัวออกมาจากกลุ่มคุณหนูของเหล่าขุนนางย่อมไม่ผิด สาเหตุหลักๆ คือนางยังคงเจียมตัวเพราะนางนั้นมิใช่บุตรสาวของสกุลเสิ่นจริงๆ และสหายส่วนใหญ่ที่คบหากัน เป็บุตรสาวของพ่อค้าในเมืองหลวงที่มิค่อยยึดติดกับฐานะหรือชื่อแซ่ “พี่เสี่ยวเม่า พี่คิดเห็นอย่างไรหากข้าจะไปจากที่นี่” ในความกดดันนั้น ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะถามกับสาวใช้คนสนิทที่อยู่กับนางมานานและคงเป็คนเดียวที่เอ็นดูนางมากที่สุด
“คุณหนู!!” เสี่ยวเม่าทำตาโต “เหตุใดกล่าวเช่นนั้นเล่าเ้าคะ”
“อย่างที่พี่ได้ยิน เื่สมรสพระราชทานยังไม่น่าหนักใจเท่ากับข้าที่ต้องอยู่ในจวนนี้แล้วมองพี่ซัวหยางกับสตรีอื่น ในขณะที่ข้ากับเขาคงมิมีทางได้รักกันแล้ว” น้ำเสียงแ่เบานั้นเศร้าสร้อยราวกับหัวใจกำลังจะขาด นางอยู่เป็อนุได้ หากพี่ซัวหยางบอกให้เป็ แต่ท่านพ่อกับท่านแม่บุญธรรมเล่า…พวกเขามิได้อยากจะรับนางเพราะเกรงคำครหามิใช่รึ ‘เช่นนั้นแล้วตัวนางจะทนอยู่อย่างไรไหว’ “หากข้าไม่อยู่ จะถือว่าเนรคุณหรือไม่”