ณ เวลานี้ความคิดของเหยาซื่อตรงกับบุตรสาวตนเองทุกกระเบียดนิ้ว เมื่อเทียบกันแล้ว ไม่ทราบว่าเสิ่นเย่ว์ฉานดีกว่าเสิ่นเย่ว์เฉินกี่เท่า
แต่ดังคำกล่าวที่ว่า ‘าุโมีลำดับ เอกอนุย่อมแตกต่าง’ ไม่ว่าจะอย่างไรเสิ่นเย่ว์เฉินก็เป็บุตรสาวคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกของตระกูลเสิ่นยิ่งไปกว่านั้นอาจเป็คนที่ตระกูลจูถูกตาต้องใจจนอยากรับเป็สะใภ้วันหน้าย่อมต้องมีมารยาทต่อกันถึงจะถูก
ส่วนเสิ่นจื้ออวิ๋นกลับแตกต่างจากการพิจารณาถี่ถ้วนของเหยาซื่อั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้สายตาของเขาไม่ได้มองเสิ่นเย่ว์เฉินสักกระผีกริ้นบางทีอาจเป็เพราะไม่ชอบใจและไร้ความรู้สึกจนเกิดเป็ความขัดแย้งทางอารมณ์เขาไม่เต็มใจมองใบหน้าของนาง โดยเฉพาะดวงตาที่เหมือนตนทุกกระเบียดนิ้วคู่นั้น
เสิ่นเย่ว์เฉินนั่งถัดจากฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น ตรงข้ามกับเสิ่นเย่ว์ฉานน้องสาวคนรองและเสิ่นเย่ว์อิงน้องสาวคนที่สามเสิ่นเย่ว์อิงถอดแบบมาจากเหยาซื่อแทบจะทุกประการ อายุเก้าขวบ ดวงหน้ายังเยาว์แต่ก็เห็นเค้าความงามตามมาตรฐาน
ระหว่างนั่งคุยกัน เสิ่นเย่ว์เฉินทำเพียงประคองถ้วยชาอยู่ตลอดก้มหน้าไม่พูดไม่จา สลับกับเงยหน้ามองท่านย่าเป็บางครั้ง
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นทราบว่านางไม่คุ้นชินกับคนแปลกหน้า จึงไม่คิดฝืนใจบังคับให้นางแสดงท่าทางดีใจหรือประจบประแจงแต่ยังคงคุยเื่สัพเพเหระกับเหยาซื่อและหันไปมองนางเป็บางครั้งสีหน้าอบอุ่นอ่อนโยน
ครู่หนึ่งเมื่อสาวใช้รุ่นเยาว์เปลี่ยนชาแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจึงค่อยเอ่ยกับเหยาซื่อว่า“เย่ว์เฉินสุขภาพไม่ค่อยดีนี่เป็ครั้งแรกที่ได้นั่งรถม้าเกรงว่าร่างกายคงรับไม่ไหว ให้นางไปพักผ่อนเร็วหน่อยเถิด”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นก็ซาบซึ้งใจยิ่งนัก ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้กลับคำจริงๆยังมีใจคิดแทนนางอย่างครบถ้วนรอบด้าน
เหยาซื่อเชี่ยวชาญการสังเกตสีหน้าผู้อื่นเป็ที่สุดเมื่อเห็นว่าสายตาสองย่าหลานมองสบกัน ในใจพลันคิดสะระตะ
เดิมทีนางได้ยินนายท่านกล่าวว่าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นไม่ชอบหลานสาวอย่างเสิ่นเย่ว์เฉินที่สุดเพื่อไม่ต้องพบนางถึงขั้นละเว้นการคารวะเช้าเย็นให้นางเชียวทว่าตอนนี้เมื่อพิศดูแล้ว ่นี้ความสัมพันธ์ของสองย่าหลานคงพัฒนาขึ้นไม่น้อย
เหยาซื่อผงกศีรษะพร้อมกล่าวยิ้มๆ “ยังเป็ท่านแม่ที่คิดรอบด้านได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ของพวกเราชอบความสงบสะใภ้ให้คนไปเก็บกวาดเรือนไผ่เขียวไว้แล้วเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นได้ยินดังนั้นก็ผงกศีรษะด้วยความพอใจ มองเสิ่นเย่ว์เฉินแล้วกล่าวว่า“เ้าก็ไปพักผ่อนก่อนเถิดถึงเวลาอาหารเย็นค่อยมาคารวะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินเหมือนยกูเาออกจากอก ร่างกายที่เดิมทียืดตรงค่อยๆผ่อนคลายลง ลุกขึ้นคารวะแล้วกล่าวลาทุกคน
เหยาซื่อรีบส่งสายตาให้เสิ่นเย่ว์ฉานผู้เป็บุตรสาว เสิ่นเย่ว์ฉานเข้าใจทันทีรีบให้เสิ่นเย่ว์อิงผู้เป็น้องสาวตามออกไปด้วย
เมื่อพวกนางออกไปแล้วเสิ่นจื้ออวิ๋นก็คล้ายผ่อนคลายลงได้บ้าง เขาประคองถ้วยชาขึ้นมาจิบคำหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงหน่ายใจระคนทอดถอนใจ “พริบตาเดียวเด็กคนนั้นก็โตเพียงนี้แล้วทำให้ข้าใจริงๆ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็จิบชาคำหนึ่งแล้วกล่าวอย่างเรียบเฉย “เื่นี้ไม่อาจตำหนิเ้าหรอกอย่างไรก็สิบห้าปีเต็มๆ แล้ว”
เสิ่นจื้ออวิ๋นได้ยินดังนั้นใบหน้าพลันมืดครึ้มลง ครู่หนึ่งค่อยเอ่ยปาก“ข้าเห็นเด็กคนนั้นท่าทางไม่ชอบพูดจาดูแล้วหดหู่ไม่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกดีแม้แต่น้อย เหตุใดคนตระกูลจูถึงถูกใจนางได้”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังขา คิดว่าข่าวลือก่อนหน้านี้ลือกันเกินจริงไปมากเื่ตระกูลจูนี่อาจไม่ราบรื่นอย่างที่เคยคิดก็เป็ได้ กล่าวตามจริงหากอีกฝ่ายไร้วาสนากับตระกูลจู เขาคงไม่เต็มใจมองเด็กนั่นแม้เพียงหางตายิ่งไม่ต้องพูดถึงการรับนางมาอยู่ตรงหน้าให้ขัดหูขัดตาทุกวันเลย
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นได้ยินดังนั้นก็ไตร่ตรองอยู่พักหนึ่ง“เื่ตระกูลจูพวกเ้าไม่ต้องรีบร้อนไป ฮูหยินผู้เฒ่าจูมอบของให้นางแล้ว ท่าทีก็แสดงแล้วการแต่งงานนี้คาดว่าคงเป็จริงแปดเก้าส่วน อยู่ที่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น”
งานศพฉินซื่อเพิ่งเสร็จสิ้น ต่อให้ตระกูลจูร้อนใจก็ไม่อาจแต่งคนใหม่ได้ตอนนี้
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกล่าวต่อ “จื้ออวิ๋น ไม่ว่าจะเป็วาสนาหรือชะตากรรมอย่างไรเด็กคนนั้นก็เป็บุตรสาวของเ้าเป็บุตรสาวคนโตของตระกูลเสิ่นในเมื่อรับมาแล้วเ้าก็ปฏิบัติต่อนางดีๆ หน่อย หากใคร่ครวญกันจริงๆเด็กคนนั้นก็เป็คนน่าสงสาร…”
เสิ่นจื้ออวิ๋นผงกศีรษะเล็กน้อย ผ่านไปนานก็ยังไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศภายในห้องจมดิ่งสู่ความเงียบงัน
เหยาซื่อก็เงียบลงอย่างรู้จักวางตัวคิดเพียงว่านี่ไม่ใช่เื่ที่นางควรสอดปาก
ผ่านไปพักใหญ่ เสิ่นจื้ออวิ๋นจึงค่อยถอนหายใจยาว แล้วกล่าวว่า“ลูกทราบแล้วขอรับ จะลองพยายามดีกับนางดู”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นได้ยินดังนั้น แต่เดิมที่แสดงท่าทีสงบนิ่งก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็จริงจัง เอ่ยแก้ให้เขาว่า “ไม่ใช่จะลองดู แต่จะต้องดีกับนางอย่างไรเ้าก็เป็ขุนนางคนหนึ่งจะปล่อยให้คนนอกเห็นเื่น่าขบขันของตระกูลเสิ่นของพวกเราไม่ได้เด็ดขาด”
เสิ่นจื้ออวิ๋นได้ยินดังนั้นสีหน้าพลันปรากฏความอับอายลุกขึ้นประสานมือโค้งคารวะ “ท่านแม่สั่งสอนถูกต้องแล้ว ลูกความคิดเลอะเลือนไม่รอบคอบมากพอ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห็นเขาคารวะครั้งแล้วครั้งเล่าก็รีบโบกมือ หลี่หมัวมัวจึงรีบเดินเข้าไปประคองเสิ่นจื้ออวิ๋นแล้วปลอบประโลมเขาไปหลายประโยค
ทว่าเสิ่นจื้ออวิ๋นกลับไม่ยอมนั่งลง ดื้อดึงจะยืนอยู่เช่นนั้นจนฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นปวดเศียรเวียนเกล้า“เ้านั่งลงเถิดว่ากันแล้วเดิมทีเื่ในบ้านในเรือนเช่นนี้ก็ไม่ใช่เื่ที่เ้าต้องมาสิ้นเปลืองความคิดและกังวลเลย”
เหยาซื่อได้ยินดังนั้นพลันคิ้วกระตุก คิดว่าประโยคนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นพูดให้ตนเองฟังเป็แน่เป็การบ่นกระทบนางผู้เป็สะใภ้ว่าจัดการเื่ในบ้านไม่ดีเลี้ยงดูบุตรธิดาไม่เป็
เหยาซื่อลอบแค่นหัวเราะในใจอย่างเ็า ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นอยู่มาจนอายุปูนนี้แล้วไม่ได้อยู่เสียเปล่าจริงๆเื่ตีวัวกระทบคราดเช่นนี้ทำได้เป็ธรรมชาติยิ่งนัก
แม้นางเป็ภรรยาคนที่สองทว่าั้แ่วันที่แต่งเข้าบ้านก็ไม่เคยพบบุตรสาวคนโตอย่างเสิ่นเย่ว์เฉินผู้นี้เลยต่อมาแม้มีใจดูแลแต่ก็ต้องให้นายท่านผงกศีรษะอนุญาตก่อนแรกเริ่มเดิมทีก็เป็พวกเขาที่คิดรังเกียจ เห็นเด็กคนนั้นขัดลูกตาถึงได้โยนออกไปเลี้ยงข้างนอกั้แ่เพิ่งเกิดได้สามวันภายหลังเห็นนางโตเป็ผู้ใหญ่หน้าตาสวยงามสามารถส่งออกไปใช้งานได้ถึงรับนางกลับมาและรักเอ็นดูประดุจได้หยกงามก็มิปาน
ดีจริงๆ มาถึงตอนนี้ เ้าพวกตระกูลเสิ่นแต่ละคนกลายเป็คนซื่อสัตย์จริงใจแล้วหรือส่วนข้าเป็แม่เลี้ยงอำมหิตผู้เดียวเช่นนั้นหรือ อย่างไรก็ตาม คิดก็ส่วนคิด ทำก็ส่วนทำ เหยาซื่อค่อยๆ ลุกขึ้นยืนคุกเข่าลงเบื้องหน้าฮูหยินผู้เฒ่าก้มศีรษะลงเล็กน้อย“ล้วนเป็สะใภ้ไม่ดีเองเ้าค่ะ ไม่อาจจัดการเื่ในบ้านได้ทำให้ท่านแม่ต้องสิ้นเปลืองความคิดแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห็นว่าจู่ๆ นางก็คุกเข่าลงจึงรีบกล่าวว่า “โธ่ เหยียนผิงทำอะไรของเ้า รีบยืนขึ้นเร็ว” กล่าวจบก็ยื่นมือมาประคองเหยาซื่อให้นางยืนข้างหน้าตน แล้วกล่าวอย่างอบอุ่นอ่อนโยน “ที่ข้าพูดเื่เหล่านี้ไม่ได้้าทำให้เ้าลำบากใจสักหน่อยเ้าไม่ต้องคิดมาก”
เหยาซื่อลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง แสร้งทำเป็ผงกศีรษะเชื่อฟังแต่ในใจกลับกระจ่างแจ้งดุจคันฉ่อง ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นมีเจตนาตักเตือนตนว่าวันหน้าอย่าได้ปฏิบัติย่ำแย่กับเสิ่นเย่ว์เฉินเป็อันขาด
เสิ่นจื้ออวิ๋นที่ฟังอยู่ข้างๆ ไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
เหยาซื่อเคารพนอบน้อมต่อฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นมาตลอดแต่ก็ไม่ควรยินยอมรับความอัปยศอดสูอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้ นางจึงกล่าวออกไปด้วยใบหน้าผ่อนคลาย“เมื่อก่อนสะใภ้มีใจคิดอยากทำอะไรเพื่อเด็กคนนั้นบ้างแต่ก็ไม่สามารถทำได้ตอนนี้ไม่ง่ายเลยกว่าจะรับนางกลับมา ข้าจะปฏิบัติต่อนางเหมือนบุตรสาวแท้ๆ แน่นอนไม่ว่าจะอาหารการกิน ภูษาพัสตราภรณ์หรือการจับจ่ายใช้สอยทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องดีที่สุดวันหน้าเมื่อนางแต่งออกไปก็จะมอบสินเดิมให้แก่นางอย่างสมเกียรติที่สุดจะไม่ยอมให้นางได้รับความอัปยศอีกเด็ดขาด”