หนึ่งรัตติกาล

    หนึ่งรัตติกาล ตอนที่ 13 : ไร้ซึ่งแปดคุณธรรมของบัณฑิต

    รุ่งเช้าอีกวัน ชายหนุ่มเดินออกจากบ้านเช่นในตรอกเล็กๆ 


    สองเท้ายังคงก้าวเดินไปเรื่อย ส่วนในหัวสมองยังคงครุ่นคิดหาทางออกให้ตน


    " สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เกิดในคืนวันที่ฟ้าคะนอง หลังจากนั้นชีวิตของข้าก็ได้เปลี่ยนไป " หานลี่พึมพำ 


    เขาเดินเรื่อยเปื่อยจนมาถึงบึงน้ำใหญ่ที่ร่มรื่น ริมฝั่งรอบบึงมีต้นไม้ใหญ่แตกกิ่งใบให้ร่มเงา


    ทั้งใต้ไม้ยังมีหินก้อนน้อยใหญ่ตั้งเรียงรายไว้ให้ผู้คนได้พักผ่อน ทั้งยังมีกระดานหมากตั้งไว้


    กลางบึงใหญ่ปรากฎมีศาลาหลังใหญ่ถูกปลูกไว้ ในศาลาหลังใหญ่นั้นมีโต๊ะหลายตัว


    หานลี่พยักหน้าช้าๆ พลางเดินไปตามสะพานที่บิดเบี้ยวไปมา เขาก็ได้แต่ส่ายหน้า


    " เหตุใดมิสร้างให้เป็๲เส้นตรง " หานลี่พึมพำ 


    เมื่อเดินมาถึงศาลากลางบึง ชายหนุ่มกวาดตามองรอบ 


    " อยู่ที่นี่มองเห็นทิวทัศน์รอบบึงชัดเจนยิ่งนัก " หานลี่พึมพำ


    " ที่นี่คงเป็๲สถานที่พบปะพูดคุยกัน " หานลี่พยักหน้าช้าๆ 


    หานลี่เหลือบมองไปยังกระดานข่าวที่อยู่ฝั่งทิศอุดร สองเท้าก้าวเดินไปยังกระดานข่าว


    " หกเดือนหก นัดพบที่ศาลาฉงซิ่ง " หานลี่เอ่ยออกมา


    " วันนี้นี่นา " หานลี่พึมพำ 


    " มิน่าเล่า ที่นี่จึงมิมีผู้คน " หานลี่พึมพำ


    " น่าจะเป็๲งานรวมบัณฑิต " หานลี่พยักหน้าช้าๆ 


    " ไปดูหน่อยก็ดี " หานลี่พึมพำ แลเร่งเดินไปยังศาลาฉงซิ่งอย่างรวดเร็ว


    ราวหนึ่งชั่วยามหานลี่จึงเดินมาถึงยังศาลาฉงซิ่ง เขาพบพานเข้ากับเหล่าบัณฑิตมากมายนับพันหมื่น แลคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์มากมาย


    หานลี่เดินฝ่ากลุ่มบัณฑิตเข้าไปยังศาลาฉงซิ่งอย่างรวดเร็ว 


    เมื่อมาถึงหานลี่ได้แต่คิ้วขมวด " มิเห็นมีศาลา " หานลี่พึมพำ


    ภาพที่พบเห็นนั้นเป็๲ลานกว้างกลางลานกว้างมีเวทีที่สร้างขึ้นจากไม้ รายรอบเวทีสองฝั่งนั้นเป็๲อาคารสูงสองชั้น


    ชั้นบนของอาคารมีโต๊ะแลเก้าอี้ไว้รับรองแขกที่มา ส่วนชั้นล่างมีไว้ให้ผู้คนที่มาทำการแสดงได้เตรียมตัว 


    ส่วนด้านหลังเป็๲เนินดินที่ถูกสร้างเป็๲ขั้นบันได มีไว้ให้ผู้คนได้นั่งชม 


    " รูปแบบการจัดวางยอดเยี่ยม " หานลี่พึมพำ


    เหล่าบัณฑิตแลคุณหนูที่เดินผ่านต่างมองเหยียดหยามด้วยสายตา บางคนหนักขนาดที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกของตนยามเดินผ่าน


    " แม้นจะเป็๲บัณฑิตมีการศึกษา แต่การศึกษานั้นหาได้ช่วยยกระดับจิตใจไม่ " หานลี่เอ่ยออกมา


    บัณฑิตผู้หนึ่งที่เดินผ่านชายหนุ่มพลันสะท้าน เพราะเมื่อครู่เขาแสดงทีท่ารังเกียจอย่างเห็นได้ชัด 


    " การศึกษาหาได้ช่วยยกระดับจิตใจไม่ " บัณฑิตผู้นั้นพึมพำ 


    เขาพลันหยุดเดินแลหลับตาลง ราวกับครุ่นคิดบางสิ่งได้ 


    " หากสามารถขัดเกลาจิตพิสุทธิ์ด้วยคำนี้ได้ มิแคล้วว่าหนทางข้างหน้าของข้า คงเดินได้อีกยาวไกล " บัณฑิตผู้นั้นพยักหน้าช้าๆ 


    เขาผินกายกลับมา พลางมองยังหานลี่ " เถียนจ้านขอบคุณคุณชายที่ชี้แนะ " บัณฑิตเถียนจ้านผู้นั้นโค้งศีรษะลงจนถึงเอว


    หานลี่ถึงกับตะลึง เขามิได้ได้ทำการชี้แนะให้บัณฑิตผู้นี้เลย เขาเพียงแค่พูดจาประชดประชัน 


    แต่มิว่าจะอย่างไร ก็ต้องรักษาท่าทีไว้ก่อน " อืม " หานลี่พยักหน้ารับ 


    เถียนจ้านยกยิ้มออกมา แลผินกายเดินไปยังศาลาฉงซิ่ง


    ข่าวของเถียนจ้านบัณฑิตใหญ่แห่งแคว้นฟู่ โค้งศีรษะให้กับชายหนุ่มบ้านนอกแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว


    " เพียงสองประโยคที่พูดออกมา ถึงกับทำให้บัณฑิตเถียนจ้านโค้งศีรษะให้เลยรึ " 


    " ใช่ มิรู้ว่าเป็๲ประโยคใด ข้าว่าต้องเป็๲ประโยคที่ลึกซึ้งเป็๲แน่ "


    " มาแล้วๆ " 


    เหล่าบัณฑิตแลคุณหนูทั้งหลายต่างมองยังหานลี่ ที่เดินไปยังเนินชั้นบนสุด 


    หานลี่ทิ้งร่างลงนั่งบนเนินดิน สองตาของเขากวาดมองทั่ว


    " มุมมองบนยอดถือว่าเป็๲มุมมองที่ยอดเยี่ยม " หานลี่พึมพำ 


    เหล่าบัณฑิตที่นั่งอยู่รายรอบ ต่างพากันหลีกลี้หนีห่างอย่างรังเกียจ เมื่อชายหนุ่มบ้านนอกหย่อนกายลงนั่ง


    กลายเป็๲ว่าบนเนินดินที่กว้างใหญ่มีที่นั่งมากมาย แต่กลับกลายเป็๲ว่าหนึ่งส่วนจากสิบส่วนนั้นว่างเปล่า แลมีคนเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่


    เหล่าผู้ชราต่างเหลียวมองยังเนินดิน พวกเขาก็ให้แปลกใจ 


    " ชายหนุ่มผู้นั้นเป็๲บัณฑิตบ้านนอก แต่กลับข่มบัณฑิตใหญ่ได้ "


    " น่าสนใจ " 


    เวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม 


    ชายชราคงแก่เรียนเดินขึ้นยังเวที รัศมีเรื่อเรืองเปล่งประกายทั่วร่าง


    " วันนี้เป็๲การประชันบทกวีของเหล่าบัณฑิตจากทั่วแว่นแคว้น " ชายชราเอ่ยออกมา


    " ข้าหวังเป็๲อย่างยิ่งว่า จะมีบัณฑิตจากแคว้นฟู่ ได้เฉิดฉายยังหอบัณฑิตเมืองหลวงเทียนตี้ " ชายชราเอ่ย


    พลันปรากฎเสียงฮือฮาจากเหล่าบัณฑิตที่เข้ามา ทั้งเสียงพูดคุยกันมิหยุด 


    หลังจากที่ชายชรากล่าวเสร็จ เขาผินกายเดินลงจากเวทีอย่างสง่างาม 


    " พี่หญิง ทุกคราท่านมิเคยเข้าชมการประชันของเหล่าบัณฑิตเลย เหตุใดครานี้ท่านจึงอยากเข้าชม " สวีเสี่ยวหนานเอ่ยถาม


    " ข้าอยากมาข้าก็มา " สวีอวี้ซวงเอ่ยออกมา 


    สองพี่น้องเดินฝ่าผู้คนมากมายเพื่อเข้าในศาลาฉงซิ่ง ตลอดทางพบพานกับเหล่าคุณหนู คุณชาย แลบัณฑิตมากมาย


    สายตาของเหล่าบุรุษเพศทั้งหลายต่างจดจ้องมองยังนางอย่างมิวางตา


    มิว่าจะเป็๲ใบหน้างดงามล่มเมือง จนถูกยกให้เป็๲หนึ่งในเก้าสาวงามแห่งใต้หล้า 


    ทั้งทรวดทรงองค์เอวที่เว้าโค้งสวยงาม ทั้งวรยุทธเลิศล้ำหาใดเปรียบในรุ่นเดียว


    ทั้งสติปัญญาเฉียบแหลม แลที่สำคัญสุดฐานะตระกูลสูงส่ง


    ตระกูลสวีนั้น แตกออกไปหลายสาขา มีทั้งบัณฑิต ค้าขาย วรยุทธ รับราชการ ชื่อเสียงแลอิทธิพลมิใช่มีเพียงที่แคว้นฟู่ แต่ที่ดินแดนเทียนตี้ก็จัดอยู่ในตระกูลระดับสูง เทียบชั้นกับตระกูลใหญ่ๆได้อย่างมิอับอาย


    " ข้านึกถึงบทกวีของท่านผู้นั้น มิใช่ว่าท่านผู้นั้นแต่งเพื่อนางดอกรึ " 


    " ผู้ใดจะรู้ " 


    " แต่กวีบทนั้นหากนำมาเปรียบกับนางแล้ว ข้าว่าเหมาะสมยิ่ง "


    คณะผู้จัดงานเมื่อพบเห็นคนจากตระกูลสวีมา เขาเร่งกวีกระวาดเข้าต้อนรับ


    " ข้าน้อยมิทราบว่าคุณหนูจะมาชมงาน จึงมิได้เตรียมการต้อนรับ " ชายชราเอ่ยออกมา


    " คารวะผู้๵า๥ุโ๼ มิเป็๲ไรเ๽้าค่ะ จู่จู่ข้าก็นึกอยากจะมา " สวีอวี้ซวงเอ่ยออกมา


    " น้องอวี้ซวง " เสียงหนึ่งดังขึ้น 


    สวีอวี้ซวงเหลียวมองยังชายหนุ่มในชุดคลุมม่วง " คารวะซื่อจื่อ " สวีอวี้ซวงย่อกายลงคารวะ


    ( ซื่อจื่อคือ ตำแหน่งผู้สืบทอดของอ๋องผู้ปกครองแคว้น หรืออ๋องผู้ปกครองแคว้นคนถัดไป )


    " สำหรับน้องอวี้ซวงแล้วมิต้องมากพิธีเช่นนั้น " ซื่อจื่อเอ่ยออกมา 


    สายตาหวานเยิ้มของซื่อจื่อมองยังดวงตาเปล่งประกายของสวีอวี้ซวง เขาลุ่มหลงในความงดงามของนางมานานแล้ว แต่ก็มิมีวาสนาจะได้เชยชม 


    " น้องอวี้ซวง เชิญทางนี้ " ซื่อจื่อผายมือเชื้อเชิญไปยังชันบนของอาคาร 


    " อืม " สวีอวี้ซวงครุ่นคิด


    " เรียนซื่อจื่อ อวี้ซวงนั้นไร้วาสนา มิอาจนั่งเคียงข้างซื่อจื่อได้ ขอซื่อจื่อโปรดอภัย " สวีอวี้ซวงเอ่ยออกมา


    " เอ่อ " ซื่อจื่อพลันแข็งค้าง เขามิอยากจะเชื่อว่าจะมีสาวงามคนใดกล้าที่จะปฏิเสธเขาได้ 


    " น้องอวี้ซวง หากเ๽้าไร้วาสนา ทั่วทั้งโลกนี้ คงมิมีผู้ใดมีวาสนาแล้ว " ซื่อจื่อเอ่ยออกมา


    " ไปเถิด ดื่มชา แลชื่นชมบทกวีเป็๲เพื่อนข้า " ซื่อจื่อยังคงพยายามที่จะให้นางนั่งร่วมเคียงให้ได้ 


    " พี่อวี้ซวง " ทันใดนั้นมีเสียงเล็กแหลมดังขึ้น 


    สวีอวี้ซวงเหลียวมองยังสตรีร่างบางที่ทะยานเข้ามา


    " หลิวเพ่ยเพ่ย " สวีอวี้ซวงพึมพำ " มาได้จังหวะพอดี " นางพูดในใจ


    " คารวะซื่อจื่อ " หลิวเพ่ยเพ่ยย่อตัวคารวะ


    " พี่อวี้ซวง ตำราที่ท่านให้ข้าหา ข้าหาเจอแล้วไปกัน " หลิวเพ่ยเพ่ย จูงแขนของสวีอวี้ซวงไปอย่างรวดเร็ว


    " ซื่อจื่อต้องขออภัยด้วยขอรับ " สวีเสี่ยวหนานประสานสองมือ


    " อืม " ซื่อจื่อพยักหน้าช้าๆ พลางผินกายเดินกลับยังห้องของตน


    " ผ้หญิงเช่นนี้ นอกจากความงามที่มิเป็๲รองผู้ใดแล้ว ที่เหลือมิมีสิ่งใดเลย "


    " ขนาดซื่อจื่อก็ยังมิให้เกียรติ เช่นนี้แล้วหากตระกูลสวีล่มจมขึ้นมา ขี้คร้านจะกลายเป็๲เพียงของเล่นของชายมากรัก " 


    เหล่าสตรีขี้อิจฉาทั้งหลายต่างพูดคุยนินทาสาระพัด ทั้งยังแช่งชักหักกระดูก 


    " คำคนนี่ร้ายยิ่งนัก " สวีอวี้ซวงเอ่ยออกมา


    " พี่อวี้ซวงอย่าไปสนใจปากหอยปากปู พวกนั้นล้วนขี้อิจฉา เกิดในตระกูลสูงส่ง แต่กลับมีจิตใจต่ำตม " หลิวเพ่ยเพ่ยเอ่ยออกมา


    " เพ่ยเพ่ย เมื่อครู่ขอบใจเ๽้ามาก หากเ๽้ามิออกมาข้าก็คงมิมีทางที่หลุดพ้นจากซื่อจื่อได้ " สวีอวี้ซวงเอ่ยออกมา


    " พี่อวี้ซวงเป็๲หน้าที่ของข้าอยู่แล้ว ซื่อจื่อมากรักผู้นี้ เห็นใครก็เที่ยวแจกรักไปทั่ว " หลิวเพ่ยเพ่ยเอ่ยออกมา


    " ท่านว่าการประชันบทกวีครานี้ ผู้ใดจะชนะ " หลิวเพ่ยเพ่ยเอยถาม


    " ข้ามิรู้ " สวีอวี้ซวงส่ายหน้า 


    " มีหลายคนนักที่เก่งกาจ พี่เถียนจ้าน พี่ฟ่านเยี่ยหลง " สวีเสี่ยวหนานร่ายรายชื่อออกมายืดยาว


    " เ๽้ารู้มากจริงนะ " สวีอวี้ซวงเอ่ย


    " พี่สาว ข้าเป็๲บัณฑิตข้าก็ย่อมต้องรู้ " สวีเสี่ยวหนานเอ่ยออกมา


    สองตาของหานลี่มองยังเหล่าบัณฑิตที่เทียวขึ้นยังเวที เขาก็ได้แต่ส่ายหน้า 


    " สิ่งใดเรียกว่าบัณฑิต " หานลี่พูดในใจ 


    " ที่เห็นนี้ ข้าควรจะเรียกคนเหล่านี้ว่าเช่นใดดี " หานลี่พูดในใจ 


    " ทุกคนล้วนแล้วแต่แต่งเติมเสริมตนให้ดูดีให้ดูเป็๲บัณฑิต " หานลี่พึมพำ


    " ไร้ซึ่งแปดคุณธรรมของบัณฑิต "