รุ่งเช้าอีกวัน ชายหนุ่มเดินออกจากบ้านเช่นในตรอกเล็กๆ
สองเท้ายังคงก้าวเดินไปเรื่อย ส่วนในหัวสมองยังคงครุ่นคิดหาทางออกให้ตน
" สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เกิดในคืนวันที่ฟ้าคะนอง หลังจากนั้นชีวิตของข้าก็ได้เปลี่ยนไป " หานลี่พึมพำ
เขาเดินเรื่อยเปื่อยจนมาถึงบึงน้ำใหญ่ที่ร่มรื่น ริมฝั่งรอบบึงมีต้นไม้ใหญ่แตกกิ่งใบให้ร่มเงา
ทั้งใต้ไม้ยังมีหินก้อนน้อยใหญ่ตั้งเรียงรายไว้ให้ผู้คนได้พักผ่อน ทั้งยังมีกระดานหมากตั้งไว้
กลางบึงใหญ่ปรากฎมีศาลาหลังใหญ่ถูกปลูกไว้ ในศาลาหลังใหญ่นั้นมีโต๊ะหลายตัว
หานลี่พยักหน้าช้าๆ พลางเดินไปตามสะพานที่บิดเบี้ยวไปมา เขาก็ได้แต่ส่ายหน้า
" เหตุใดมิสร้างให้เป็เส้นตรง " หานลี่พึมพำ
เมื่อเดินมาถึงศาลากลางบึง ชายหนุ่มกวาดตามองรอบ
" อยู่ที่นี่มองเห็นทิวทัศน์รอบบึงชัดเจนยิ่งนัก " หานลี่พึมพำ
" ที่นี่คงเป็สถานที่พบปะพูดคุยกัน " หานลี่พยักหน้าช้าๆ
หานลี่เหลือบมองไปยังกระดานข่าวที่อยู่ฝั่งทิศอุดร สองเท้าก้าวเดินไปยังกระดานข่าว
" หกเดือนหก นัดพบที่ศาลาฉงซิ่ง " หานลี่เอ่ยออกมา
" วันนี้นี่นา " หานลี่พึมพำ
" มิน่าเล่า ที่นี่จึงมิมีผู้คน " หานลี่พึมพำ
" น่าจะเป็งานรวมบัณฑิต " หานลี่พยักหน้าช้าๆ
" ไปดูหน่อยก็ดี " หานลี่พึมพำ แลเร่งเดินไปยังศาลาฉงซิ่งอย่างรวดเร็ว
ราวหนึ่งชั่วยามหานลี่จึงเดินมาถึงยังศาลาฉงซิ่ง เขาพบพานเข้ากับเหล่าบัณฑิตมากมายนับพันหมื่น แลคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์มากมาย
หานลี่เดินฝ่ากลุ่มบัณฑิตเข้าไปยังศาลาฉงซิ่งอย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึงหานลี่ได้แต่คิ้วขมวด " มิเห็นมีศาลา " หานลี่พึมพำ
ภาพที่พบเห็นนั้นเป็ลานกว้างกลางลานกว้างมีเวทีที่สร้างขึ้นจากไม้ รายรอบเวทีสองฝั่งนั้นเป็อาคารสูงสองชั้น
ชั้นบนของอาคารมีโต๊ะแลเก้าอี้ไว้รับรองแขกที่มา ส่วนชั้นล่างมีไว้ให้ผู้คนที่มาทำการแสดงได้เตรียมตัว
ส่วนด้านหลังเป็เนินดินที่ถูกสร้างเป็ขั้นบันได มีไว้ให้ผู้คนได้นั่งชม
" รูปแบบการจัดวางยอดเยี่ยม " หานลี่พึมพำ
เหล่าบัณฑิตแลคุณหนูที่เดินผ่านต่างมองเหยียดหยามด้วยสายตา บางคนหนักขนาดที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกของตนยามเดินผ่าน
" แม้นจะเป็บัณฑิตมีการศึกษา แต่การศึกษานั้นหาได้ช่วยยกระดับจิตใจไม่ " หานลี่เอ่ยออกมา
บัณฑิตผู้หนึ่งที่เดินผ่านชายหนุ่มพลันสะท้าน เพราะเมื่อครู่เขาแสดงทีท่ารังเกียจอย่างเห็นได้ชัด
" การศึกษาหาได้ช่วยยกระดับจิตใจไม่ " บัณฑิตผู้นั้นพึมพำ
เขาพลันหยุดเดินแลหลับตาลง ราวกับครุ่นคิดบางสิ่งได้
" หากสามารถขัดเกลาจิตพิสุทธิ์ด้วยคำนี้ได้ มิแคล้วว่าหนทางข้างหน้าของข้า คงเดินได้อีกยาวไกล " บัณฑิตผู้นั้นพยักหน้าช้าๆ
เขาผินกายกลับมา พลางมองยังหานลี่ " เถียนจ้านขอบคุณคุณชายที่ชี้แนะ " บัณฑิตเถียนจ้านผู้นั้นโค้งศีรษะลงจนถึงเอว
หานลี่ถึงกับตะลึง เขามิได้ได้ทำการชี้แนะให้บัณฑิตผู้นี้เลย เขาเพียงแค่พูดจาประชดประชัน
แต่มิว่าจะอย่างไร ก็ต้องรักษาท่าทีไว้ก่อน " อืม " หานลี่พยักหน้ารับ
เถียนจ้านยกยิ้มออกมา แลผินกายเดินไปยังศาลาฉงซิ่ง
ข่าวของเถียนจ้านบัณฑิตใหญ่แห่งแคว้นฟู่ โค้งศีรษะให้กับชายหนุ่มบ้านนอกแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว
" เพียงสองประโยคที่พูดออกมา ถึงกับทำให้บัณฑิตเถียนจ้านโค้งศีรษะให้เลยรึ "
" ใช่ มิรู้ว่าเป็ประโยคใด ข้าว่าต้องเป็ประโยคที่ลึกซึ้งเป็แน่ "
" มาแล้วๆ "
เหล่าบัณฑิตแลคุณหนูทั้งหลายต่างมองยังหานลี่ ที่เดินไปยังเนินชั้นบนสุด
หานลี่ทิ้งร่างลงนั่งบนเนินดิน สองตาของเขากวาดมองทั่ว
" มุมมองบนยอดถือว่าเป็มุมมองที่ยอดเยี่ยม " หานลี่พึมพำ
เหล่าบัณฑิตที่นั่งอยู่รายรอบ ต่างพากันหลีกลี้หนีห่างอย่างรังเกียจ เมื่อชายหนุ่มบ้านนอกหย่อนกายลงนั่ง
กลายเป็ว่าบนเนินดินที่กว้างใหญ่มีที่นั่งมากมาย แต่กลับกลายเป็ว่าหนึ่งส่วนจากสิบส่วนนั้นว่างเปล่า แลมีคนเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่
เหล่าผู้ชราต่างเหลียวมองยังเนินดิน พวกเขาก็ให้แปลกใจ
" ชายหนุ่มผู้นั้นเป็บัณฑิตบ้านนอก แต่กลับข่มบัณฑิตใหญ่ได้ "
" น่าสนใจ "
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม
ชายชราคงแก่เรียนเดินขึ้นยังเวที รัศมีเรื่อเรืองเปล่งประกายทั่วร่าง
" วันนี้เป็การประชันบทกวีของเหล่าบัณฑิตจากทั่วแว่นแคว้น " ชายชราเอ่ยออกมา
" ข้าหวังเป็อย่างยิ่งว่า จะมีบัณฑิตจากแคว้นฟู่ ได้เฉิดฉายยังหอบัณฑิตเมืองหลวงเทียนตี้ " ชายชราเอ่ย
พลันปรากฎเสียงฮือฮาจากเหล่าบัณฑิตที่เข้ามา ทั้งเสียงพูดคุยกันมิหยุด
หลังจากที่ชายชรากล่าวเสร็จ เขาผินกายเดินลงจากเวทีอย่างสง่างาม
" พี่หญิง ทุกคราท่านมิเคยเข้าชมการประชันของเหล่าบัณฑิตเลย เหตุใดครานี้ท่านจึงอยากเข้าชม " สวีเสี่ยวหนานเอ่ยถาม
" ข้าอยากมาข้าก็มา " สวีอวี้ซวงเอ่ยออกมา
สองพี่น้องเดินฝ่าผู้คนมากมายเพื่อเข้าในศาลาฉงซิ่ง ตลอดทางพบพานกับเหล่าคุณหนู คุณชาย แลบัณฑิตมากมาย
สายตาของเหล่าบุรุษเพศทั้งหลายต่างจดจ้องมองยังนางอย่างมิวางตา
มิว่าจะเป็ใบหน้างดงามล่มเมือง จนถูกยกให้เป็หนึ่งในเก้าสาวงามแห่งใต้หล้า
ทั้งทรวดทรงองค์เอวที่เว้าโค้งสวยงาม ทั้งวรยุทธเลิศล้ำหาใดเปรียบในรุ่นเดียว
ทั้งสติปัญญาเฉียบแหลม แลที่สำคัญสุดฐานะตระกูลสูงส่ง
ตระกูลสวีนั้น แตกออกไปหลายสาขา มีทั้งบัณฑิต ค้าขาย วรยุทธ รับราชการ ชื่อเสียงแลอิทธิพลมิใช่มีเพียงที่แคว้นฟู่ แต่ที่ดินแดนเทียนตี้ก็จัดอยู่ในตระกูลระดับสูง เทียบชั้นกับตระกูลใหญ่ๆได้อย่างมิอับอาย
" ข้านึกถึงบทกวีของท่านผู้นั้น มิใช่ว่าท่านผู้นั้นแต่งเพื่อนางดอกรึ "
" ผู้ใดจะรู้ "
" แต่กวีบทนั้นหากนำมาเปรียบกับนางแล้ว ข้าว่าเหมาะสมยิ่ง "
คณะผู้จัดงานเมื่อพบเห็นคนจากตระกูลสวีมา เขาเร่งกวีกระวาดเข้าต้อนรับ
" ข้าน้อยมิทราบว่าคุณหนูจะมาชมงาน จึงมิได้เตรียมการต้อนรับ " ชายชราเอ่ยออกมา
" คารวะผู้าุโ มิเป็ไรเ้าค่ะ จู่จู่ข้าก็นึกอยากจะมา " สวีอวี้ซวงเอ่ยออกมา
" น้องอวี้ซวง " เสียงหนึ่งดังขึ้น
สวีอวี้ซวงเหลียวมองยังชายหนุ่มในชุดคลุมม่วง " คารวะซื่อจื่อ " สวีอวี้ซวงย่อกายลงคารวะ
( ซื่อจื่อคือ ตำแหน่งผู้สืบทอดของอ๋องผู้ปกครองแคว้น หรืออ๋องผู้ปกครองแคว้นคนถัดไป )
" สำหรับน้องอวี้ซวงแล้วมิต้องมากพิธีเช่นนั้น " ซื่อจื่อเอ่ยออกมา
สายตาหวานเยิ้มของซื่อจื่อมองยังดวงตาเปล่งประกายของสวีอวี้ซวง เขาลุ่มหลงในความงดงามของนางมานานแล้ว แต่ก็มิมีวาสนาจะได้เชยชม
" น้องอวี้ซวง เชิญทางนี้ " ซื่อจื่อผายมือเชื้อเชิญไปยังชันบนของอาคาร
" อืม " สวีอวี้ซวงครุ่นคิด
" เรียนซื่อจื่อ อวี้ซวงนั้นไร้วาสนา มิอาจนั่งเคียงข้างซื่อจื่อได้ ขอซื่อจื่อโปรดอภัย " สวีอวี้ซวงเอ่ยออกมา
" เอ่อ " ซื่อจื่อพลันแข็งค้าง เขามิอยากจะเชื่อว่าจะมีสาวงามคนใดกล้าที่จะปฏิเสธเขาได้
" น้องอวี้ซวง หากเ้าไร้วาสนา ทั่วทั้งโลกนี้ คงมิมีผู้ใดมีวาสนาแล้ว " ซื่อจื่อเอ่ยออกมา
" ไปเถิด ดื่มชา แลชื่นชมบทกวีเป็เพื่อนข้า " ซื่อจื่อยังคงพยายามที่จะให้นางนั่งร่วมเคียงให้ได้
" พี่อวี้ซวง " ทันใดนั้นมีเสียงเล็กแหลมดังขึ้น
สวีอวี้ซวงเหลียวมองยังสตรีร่างบางที่ทะยานเข้ามา
" หลิวเพ่ยเพ่ย " สวีอวี้ซวงพึมพำ " มาได้จังหวะพอดี " นางพูดในใจ
" คารวะซื่อจื่อ " หลิวเพ่ยเพ่ยย่อตัวคารวะ
" พี่อวี้ซวง ตำราที่ท่านให้ข้าหา ข้าหาเจอแล้วไปกัน " หลิวเพ่ยเพ่ย จูงแขนของสวีอวี้ซวงไปอย่างรวดเร็ว
" ซื่อจื่อต้องขออภัยด้วยขอรับ " สวีเสี่ยวหนานประสานสองมือ
" อืม " ซื่อจื่อพยักหน้าช้าๆ พลางผินกายเดินกลับยังห้องของตน
" ผ้หญิงเช่นนี้ นอกจากความงามที่มิเป็รองผู้ใดแล้ว ที่เหลือมิมีสิ่งใดเลย "
" ขนาดซื่อจื่อก็ยังมิให้เกียรติ เช่นนี้แล้วหากตระกูลสวีล่มจมขึ้นมา ขี้คร้านจะกลายเป็เพียงของเล่นของชายมากรัก "
เหล่าสตรีขี้อิจฉาทั้งหลายต่างพูดคุยนินทาสาระพัด ทั้งยังแช่งชักหักกระดูก
" คำคนนี่ร้ายยิ่งนัก " สวีอวี้ซวงเอ่ยออกมา
" พี่อวี้ซวงอย่าไปสนใจปากหอยปากปู พวกนั้นล้วนขี้อิจฉา เกิดในตระกูลสูงส่ง แต่กลับมีจิตใจต่ำตม " หลิวเพ่ยเพ่ยเอ่ยออกมา
" เพ่ยเพ่ย เมื่อครู่ขอบใจเ้ามาก หากเ้ามิออกมาข้าก็คงมิมีทางที่หลุดพ้นจากซื่อจื่อได้ " สวีอวี้ซวงเอ่ยออกมา
" พี่อวี้ซวงเป็หน้าที่ของข้าอยู่แล้ว ซื่อจื่อมากรักผู้นี้ เห็นใครก็เที่ยวแจกรักไปทั่ว " หลิวเพ่ยเพ่ยเอ่ยออกมา
" ท่านว่าการประชันบทกวีครานี้ ผู้ใดจะชนะ " หลิวเพ่ยเพ่ยเอยถาม
" ข้ามิรู้ " สวีอวี้ซวงส่ายหน้า
" มีหลายคนนักที่เก่งกาจ พี่เถียนจ้าน พี่ฟ่านเยี่ยหลง " สวีเสี่ยวหนานร่ายรายชื่อออกมายืดยาว
" เ้ารู้มากจริงนะ " สวีอวี้ซวงเอ่ย
" พี่สาว ข้าเป็บัณฑิตข้าก็ย่อมต้องรู้ " สวีเสี่ยวหนานเอ่ยออกมา
สองตาของหานลี่มองยังเหล่าบัณฑิตที่เทียวขึ้นยังเวที เขาก็ได้แต่ส่ายหน้า
" สิ่งใดเรียกว่าบัณฑิต " หานลี่พูดในใจ
" ที่เห็นนี้ ข้าควรจะเรียกคนเหล่านี้ว่าเช่นใดดี " หานลี่พูดในใจ
" ทุกคนล้วนแล้วแต่แต่งเติมเสริมตนให้ดูดีให้ดูเป็บัณฑิต " หานลี่พึมพำ
" ไร้ซึ่งแปดคุณธรรมของบัณฑิต "