บทที่64
เทศกาล
วันเวลาล่วงเลยผ่านพ้นสองเดือนผ่านไปหลังจากที่สถานการณ์ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นตอนนี้ทางเขตทางทิศบูรพาของดินแดนยังมีคนที่ป่วยเป็นโรคระบาดที่ชื่อว่าบุปผาสีชาดอยู่แต่ว่าอาการรุนแรงไม่เท่าเมื่อก่อน
ในช่วงระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมามีเรื่องมากมายเกิดขึ้นแต่สิ่งที่น่ายินดีหนึ่งอย่างก็คือความรุนแรงของการระบาดของโรคชนิดนี้ดูจะเบาลงเป็นอย่างมากผู้คนมากมายต่างพากันรับมือกับโรคระบาดชนิดนี้ได้
ดูเหมือนว่าความพยายามของลู่หยางที่เขานั้นทำการป่าวประกาศถึงวิธีการรักษาออกไปส่งให้หมอแต่ละเมืองมันจะไม่เสียเปล่า
หมอแต่ละเมืองสามารถช่วยรักษาผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคนี้ได้ด้วยวิธีที่มันสามารถรักษาได้โดยที่ไม่ซับซ้อนมากนะพวกเขาสามารถทำได้
เป็นเรื่องที่น่ายินดีตอนนี้ภายในเมืองตี้หนานผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคชนิดนี้ถูกรักษาหายจนหมดแล้วบริเวณด้านเขตนอกเมืองยังมีผู้คนที่เดินทางมาจากเมืองต่างๆที่ยังคงเหลืออยู่บ้าง
แต่ว่าจำนวนของผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคบุปผาสีชาดเองก็น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาตอนนี้เข้าใกล้หน้าหนาว
อากาศทั่วทั้งบริเวณเริ่มเย็นตัวมากขึ้นเป็นสัญญาณว่าฤดูหนาวกำลังจะมาถึง ลู่หยางเขาทำหน้าที่ของตนเองในทุกๆวันอย่างเหน็ดเหนื่อยในยามกลางวันเขาทำการรักษาผู้คนมากมายที่ป่วยเป็นโรคบุปผาสีชาด
ยามเย็นที่กลับมาเขาต้องมารักษาไป๋เฟิ่งพี่ป่วยเป็นบาดแผลเรื้อรังอีกในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันลู่หยางเป็นจะต้องรักษาและดูอาการของนาง
ในตอนนี้บาดแผลของไป๋เฟิ่งดูดีขึ้นไปอีกระดับนึงบาดแผลบนหลังของนางดูดีขึ้นรอยเขียวช้ำอมม่วงที่ปรากฏบนแผ่นหลังมีขนาดที่เล็กลง
ตอนนี้เป็นสัญญาณดีที่บอกว่าการรักษานั้นได้ผลตอนแรกบาดแผลนี้ลุกลามไปทั่วแผ่นหลังตอนนี้เหลือเพียงแค่ขนาดเท่าฝ่ามือเท่านั้น
ไป๋เฟิ่งอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตอนนี้ตัวของนางไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดเกี่ยวกับบาดแผลของตนเองอีกแล้ว
ในช่วงระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่เรื่องนี้เท่านั้นกองทัพหกหมื่นหลังจากทำการสู้รบจนเสร็จบริเวณชายแดนคุมตัวเชลยที่เป็นพวกกบฏมุ่งตรงกับเมืองหลวง
เมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อนหลังจากที่มีวิธีการรักษาโรคระบาดราชสำนักรู้เรื่องนี้พวกเขาอยากจะทำการนำกองทัพหกหมื่นเมืองหลวงเดินทางกลับเมืองหลวงให้รวดเร็วที่สุด
เพราะแบบนั้นเลยตรวจดูว่าผู้ใดมีอาการป่วยเป็นโรคชนิดนี้หรือไม่เมื่อพบว่าภายในกองทัพมีคนที่ป่วยเป็นโรคชนิดนี้อยู่ประมาณนึงแต่ว่าก็ส่งหมอไปรักษาพวกนั้นให้หายโดยเร็วจากนั้นก็ทำการเดินทัพกลับเมืองหลวง
ไป๋เฟิ่งส่งตัวอ๋องหลันกลับไปกับกองทัพใหญ่ที่เดินทางกลับเมืองหลวงโดยตัวของนางแจ้งกับทางราชสำนักว่ามีธุระสำคัญที่จำเป็นจะต้องจัดการยังไม่สามารถเดินทางกลับเมืองหลวงในตอนนี้ได้
นางไม่ทำการเปิดเผยความจริงเรื่องเกี่ยวกับนางที่บาดเจ็บอยู่ในตอนนี้แต่ถึงอย่างไรก็สามารถถ่วงเวลาได้เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น
อย่างน้อยก็สามถึงสี่เดือนในการที่นางจะสามารถเก็บตัวอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ได้การใช้ข้ออ้างที่จำเป็นจะต้องจัดการเกี่ยวกับเรื่องโรคระบาดมาเป็นข้ออ้างเพื่อทำให้ตนเองอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้
…
ท่ามกลางบรรยากาศที่หนาวเย็นบริเวณด้านหน้าไม้เมืองแห่งนี้ที่ตั้งอยู่บนที่ดินแถบชานเมืองร่างของสตรีผู้หนึ่งสวมใส่ชุดสีดำกระทัดรัดร่ายรำกระบี่ภายในมือของตนเองไปมาอยู่เบื้องหน้า
คมกระบี่ของนางช่างดูชงเหมือนกับการร่ายรำที่งดงามของหญิงสาวแม้ว่าจะร่ายรำอย่างงดงามแต่ว่ากระบี่นั้นมันก็มีความดุดันและก็ซ่อนเร้นเจตนาสังหารเอาไว้ทุกท่วงท่า
ไม่ว่าผู้ใดที่มานั่งจ้องมองการร่ายรำกระบี่นี้ก็คงจะต้องตกอยู่ในภวังค์แห่งความงดงามของสตรีผู้ที่ได้รับ
ไป๋เฟิ่งทำการร่ายรำกระบี่ของนางกระบี่ภายในมือตวัดผ่านไปภายในอากาศต้องเกิดเสียงลมแผ่วเบาราวกับว่าเป็นเสียงของบทเพลงเท้าทั้งสองข้างก้าวไปมาตามจังหวะเรือนผมสีดำด้านหลังสยายไปมาตามแรงลมใบหน้าขาวผ่องดวงตาผงที่งดงามแสดงเจตนามุ่งมั่น
แม้ว่าผู้ที่ทำการร่ายรำกระบี่อยู่จะเป็นสตรีที่มีร่างกายอรชรอ้อนแอ้นแต่กระบี่ของนางกลับแสดงถึงความเข้มแข็ง
ใต้ต้นไม้ใหญ่ห่างไกลออกไปไม่มากนะร่างของหนิงหนิงกำลังนั่งมองธนาของนางร่ายรำกระบี่อย่างตาเปล่งประกาย
ขนาดเด็กน้อยในวัยเท่านี้ยังรู้สึกหลงใหลกับการร่ายรำของท่านอาผู้นี้นั่งมองเห็นว่าท่านอาไป๋ไม้รำกระบี่ดุจเทพธิดานางจ้องมองอย่างเลื่อมใส
กระบี่นั้นร่ายรำมาหนึ่งชั่วยามแล้วแต่ว่าท่วงท่ากลับไม่ซ้ำกันเลยแม้แต่น้อยมันเลยทำให้นางสามารถนั่งดูได้ต่อเนื่อง
ในช่วงระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมาบาดแผลของหนิงหนิงหายดีแล้วแม้ว่าบนแผ่นหลังจะปรากฏรอยกระบี่ที่เป็นแผลเป็นอยู่เล็กน้อยแต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับนางเพราะว่ามันอยู่ใต้อาภรณ์ที่สวมใส่
ไป๋เฟิ่งร่ายรำกระบี่อย่างต่อเนื่องก่อนที่จะมาจบกระบวนท่าสุดท้ายอันทรงพลังในการตวัดกระบี่ลงมา
กระบี่ที่ร่ายรำมาหนึ่งชั่วยามหยุดลงบนใบหน้าขาวผ่องดุจหิมะปรากฏเม็ดเหงื่อ
นางค่อยๆทำการยืดกายของตนเองขึ้นผ่อนลมหายใจออกมาจากนั้นก็แสดงท่าทางผ่อนคลาย
เมื่อนางทำการร่ายรำจนจบเสียงตบมือให้ดังขึ้นจากทางด้านหลังดวงตาหงส์ที่ประดับอยู่บนใบหน้าที่งดงามหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว
ผู้ที่ทำการส่งเสียงตบมือคือลู่หยางที่ยืนอยู่ห่างไกลออกไปไม่มากนักเขาเองก็มองดูนางร่ายรำกระบี่มาสักพักแล้ว
เมื่อนางทำการร่ายรำกระบี่จบเขาก็เอ่ยชื่นชม“ เป็นกระบี่ที่ดี มองดูแล้วตัวของเจ้าคงจะร่างกายดีขึ้นมากเลยที่เดียวแสดงว่าการรักษาของข้าได้ผล”
“ ลมปราณกลับมาแล้ว ”ไป๋เฟิ่งสัมผัสได้ถึงลมปราณของตนเองที่กลับมาหลายต่อหลายส่วนตอนแรกลมปราณของนางภายในร่างกายมีน้อยเป็นอย่างมากเทียบเท่าไม่ได้กับคนที่อยู่ในระดับการฝึกฝนขั้นที่หนึ่งเลย
แต่หลังจากที่รักษามาสองเดือนรวมประมาณภายในร่างกายของนางเพิ่มพูนขึ้นจนเรียกได้ว่าตอนนี้ลมปราณของนางกลับมาประมาณแปดในสิบส่วน
“ ว่าแต่ตัวของเจ้าไม่ไปที่ค่ายรักษาอย่างนั้นหรือ? ” ไป๋เฟิ่งแสดงใบหน้าสงสัย
ในเวลาเช่นนี้ลู่หยางควรจะเดินทางไปที่ค่ายรักษาที่ตั้งอยู่นอกเมืองเพื่อทำการรักษาเหล่าผู้ป่วย
“ ไม่หรอกตอนนี้ผู้ป่วยที่อยู่ด้านนอกก็มีน้อยมากแล้วแล้วอีกอย่างก็มีหมอมากมายที่คอยดูแลถ้าไม่จำเป็นจะต้องเดินทางไป ”
“ ตอนนี้ข้ากำลังเตรียมการบางอย่างอยู่ ”
“ เตรียมการอันใด? ”
“ นั้นอย่างไร ดูแลต้นชาและก็ดูแลสมุนไพรตอนนี้เรื่องราวมากมายเกิดขึ้นเงินเก็บของข้าเองก็ร่อยหรอมากแล้วเมืองแห่งนี้อีกไม่นานคงจะทำการเปิดการค้าขายได้คงจะสามารถทำการขายชาเหล่านี้แล้วก็สมุนไพรเพื่อหาเงินได้”
ในช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาเขานั้นสูญเสียเวลาไปกับการรักษาผู้คนโดยที่ตนเองนั้นไม่ได้เงินเข้ากระเป๋าเลย
มันทำให้ตอนนี้เงินเก็บของเขาที่ได้จากการขายที่ดินของภรรยามันเองก็ลดไปจำนวนนึง
เมื่องานบริเวณด้านนอกน้อยลงมันก็ทำให้เขานั้นมีเวลากลับเข้ามาดูแลภายในพวกนี้คือเงินทองที่ตัวของเขาจะได้รับมาและได้รับมาในการเลี้ยงชีพของตนเอง
อย่างไรเสียเขาก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลปีหน้าก็ต้องเสียค่าเล่าเรียนภายในสถานศึกษาเมืองตี้หนานอีก
“ จริงสิวันนี้ภายในเมืองมีงานเทศกาลจัดขึ้นเป็นงานเทศกาลที่ผู้คนภายในเมืองจัดเพื่อที่จะทำการปัดเป่าโรคระบาดเหมือนเป็นการปลอบขวัญพวกเราไปเที่ยวกันดีหรือไม่” ลู่หยางหันไปถามทั้งสองที่อยู่ด้านหน้า
ในวันนี้ภายในเมืองนี่งานเทศกาลถูกจัดขึ้นงานเทศกาลที่จัดขึ้นเฉพาะคนภายในเมืองมันเป็นเหมือนกับงานเป็นสถานที่จัดขึ้นมาเพื่อปลอบขวัญ
เป็นงานเทศกาลที่ถูกจัดภายในเขตเมืองและก็มีผู้คนภายในเมืองเท่านั้นที่มาเข้าร่วมเพื่อไม่ให้โรคระบาดนั้นแพร่กระจายอีก
นี่ก็ถือว่าเป็นงานเลี้ยงงานนึงหลังจากที่ผ่านพ้นเรื่องราวร้ายๆมาขุนนางเสิ่นและคุณชายเว่ยฟังจะใช้งานเลี้ยงในครั้งนี้ปลอบขวัญพวกชาวเมือง
มันถือว่าเป็นการดีที่พวกเขานั้นจะไปพักผ่อน
ไป๋เฟิ่งแสดงใบหน้าเรียบเฉยแต่ว่าหนิงหนิงกลับแสดงดวงตาเปล่งประกายออกมาอย่างสนอกสนใจ
เด็กน้อยลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพุ่งตรงเข้ามาหาท่านอาที่ยืนอยู่แล้วก็ทำการเขย่าขาไปมากล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน“ ถ้าน้าไปเที่ยวกันเถอะเจ้าค่ะไปเที่ยว!! ไปเที่ยว!! เที่ยวงานเทศกาล”
หนิงหนิงสนใจเป็นอย่างมากเพราะว่าก่อนที่นางจะเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้เมืองที่พวกนางอยู่อาศัยเป็นเมืองเล็กๆซึ่งแทบจะไม่มีงานเทศกาลจัดขึ้นเลย
เพราะแบบนั้นในครั้งนี้เมื่อกล่าวถึงงานเทศกาลมันเองก็ทำให้ทางนั้นดวงตาลุกวาวอยากจะไปเข้าร่วม
พูดถึงงานราชการก็ต้องมีของกินมากมายต้องมีการละเล่นให้ดูชมซึ่งของพวกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เรียกความสนใจให้กับเด็กอย่างงามเป็นอย่างมาก
ไป๋เฟิ่งได้ยินน้ำเสียงที่อ่อนและแววตาที่ส่งมาของเด็กน้อยผู้นี้มีหรือว่านางจะปฏิเสธแม้จะเป็นภูเขาน้ำแข็งที่ดูเหมือนจะด้านชาไร้ความรู้สึกเช่นนางก็ต้องแพ้หนิงหนิง “อืมส์~ ”
หนิงหนิงหลังจากที่ได้ยินคำตอบรับจากท่านอาแสดงรอยยิ้มด้วยความดีอกดีใจถึงกับกระโดดโลดเต้นหมุนกายของตนเองไปมาอย่างน่าเอ็นดู
ลู่หยางที่ยืนกอดอกอยู่ใกล้ๆแสดงรอยยิ้มก่อนที่ดวงตาของเขาจะหันไปมองเห็นบางอย่างเขามองไปที่ใบหน้าอันงดงามของแม่ทัพไป๋มองเห็นว่ามุมปากอมชมพูของนางกำลังฉีกยิ้มอย่างไม่รู้ตัว
ก็เห็นนางแสดงรอยยิ้มเขาไม่ได้ทำการพูดขึ้นมาแต่ทำการแอบมองรอยยิ้มนั้นอย่างเงียบๆนางเป็นคนเย็นชารอยยิ้มบนใบหน้านั้นหาดูได้ยากเพราะแบบนั้นในยามนี้เมื่อได้มองดูรอยยิ้มของนางเขาก็ทำการปิดปากเงียบและจ้องมองดูยังไม่เอ่ยถาม
จบบท