หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

    ปีศาจโลหิตจางฉุน

    ด้านในวิหารใหญ่การต่อสู้บ้างประปราย ในตอนนี้ทั้งเผ่ามนุษย์ อสูร และปีศาจ มีสมาชิกที่ล้มตายจากการกระทบกระทั้งกันหลายต่อหลายคน ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้สนใจพวกคนเหล่านั้น เพราะพวกมันรนหาที่เองจะไปโทษใครได้ อีกทั้งในใจของทุกคนที่นี่ยิ่งคนน้อยก็ยิ่งดีเพราะสมบัติที่พวกเขาจะได้ก็จะมากตามไปด้วย

     

    ในเวลาเดียวกัน พวกลั่วอู่หลินตอนนี้เริงร่าอย่างยิ่งแหวนมิติไม่ว่าจะของมนุษย์ อสูร หรือปีศาจ ที่ตายตกพวกเขาก็ล้วนเก็บกวาดพวกมันจนหมดสิ้น สิ่งของพวกนี้แม้ชายหนุ่มจะไม่ได้ใช้มัน แต่กลับมีประโยชน์ต่อศิษย์พี่ทั้งสองอย่างหยางเหมยกุ้ยและหลี่อิงเป็นอย่างมาก พวกเขาไม่รีบร้อนและตามไปช้าๆเพียงเท่านั้น

     

    จนกระทั้งสามเผ่าพันธุ์ได้มาถึงโถงขนาดใหญ่ ชายหนุ่มและศิษย์พี่ทั้งสองของเขาจะหลบเข้าไปยังที่ซ้อนบริเวณที่อยู่ไกล้ๆและคอยสังเกตุการณ์อย่างไม่วางตา

     

    เบื้องหน้าของพวกเขาตอนนี้ทั้งสามเผ่าพันธุ์กำลังยืนล้อมวงกันใจกลางคืออาวุธระดับปฐพีขั้นสูงมากมายและระดับกึ่งสวรรค์สามชิ้นลอยวนเวียนอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้งหมด เมื่อสังเกตุไปจะเห็นแววตาของทุกคนในที่นี่มีประกายความโลภด้วยกันทั้งสิ้น

     

    ลั่วอู่หลินเห็นแล้วก็ยกยิ้มขึ้นมาในทันที ในเวลาต่อมาการต่อสู้ก็ได้เริ่มขึ้น ผู้นำทั้งสามเผ่าพุ่งตรงไปที่อาวุธกึ่งสวรรค์ทันทีในขณะที่สมาชิกต่างพากันแย่งชิงอาวุธระดับปฐพีขั้นสูงกันอย่างบ้าคลั่ง

     

    "ศิษย์พี่พวกเราจะคอยเก็บเกี่ยวจากศพพวกมันหรือจะไปแย่งชิงด้วยดี"ลั่วอู่หลินกล่าวขึ้นไม่ว่าทางไหนเขาก็พร้อมเสมอ

     

    "อืม พวกเขามีระดับบรรพชนเชียวนะ อีกอย่างอาวุธระดับปฐพีพวกเราก็มีกันอยู่แล้ว รอเก็บผลประโยชน์จากศพพวกมันน่าจะมีผลดีกว่า"หยางเหมยกุ้ยกล่าวออกมาเช่นนั้น แม้หอกของนางและกระบี่ของหลี่อิงจะเป็นเพียงระดับปฐพีขั้นต่ำแต่ก็เพียงพอแล้วสำหรับนางในตอนนี้ อีกทั้งนางก็ไม่อยากจะพาทุกคนไปเสี่ยงอีกด้วย

     

    "รับทราบเช่นนั้นพวกเราก็แอบเก็บเกี่ยวสมบัติลับๆก็แล้วกัน"ชายหนุ่มกล่าวพร้อมใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนที่จะแอบพุ่งทะยานเข้าไปเก็บแหวนมิติจากศพของคนที่ตายไป แน่นอนว่าในช่วงแห่งการแย่งชิงเช่นนี้ไม่มีใครที่สนใจพวกเขา แม้จะมีคนมาโจมตีบ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

     

    "ฮ่าๆๆส่งอาวุธนั้นมาให้ข้า"จางฉุนยกยิ้มเย็นยะเยือก พุ่งทะยานไปที่ฮั่วยี่ที่ถือกระบี่สีแดงฉาน ในมือของเขานั้นปรากฏเคียวสีดำออกเช่นเดียวกันแต่ไม่นานมันก็ชโลมไปด้วยโลหิตของเขาเองทำให้ดูน่าหวาดกลัวยิ่ง

     

    "เปรี้ยง!"

     

    ฮั่วยี่ใช้กระบี่ในมือเข้าปะทะในทันที ลมปราณกระบี่สีแดงเพลิงพุ่งเข้าใส่จางฉุนอย่างรวดเร็ว อีกทั้งด้านหลังยังปรากฏภาพลักษณ์กระบี่เปลวเพลิงออกมา

     

    "ภาพลักษณ์สวรรค์ ที่แท้ก็ลูกหลานของเซียน!!"จางฉุนถึงกับถอยหล่นและขมวดคิ้ว ภาพลักษณ์สวรรค์คือสิ่งที่เหล่าเซียนทุกคนต้องมีและเมื่อมันสมบูรณ์เซียนคนนั้นจะบรรลุระดับเทพพร้อมกับภาพลักษณ์สวรรค์ที่จะกลายเป็นดวงจิตอสูรเทวะหรือไม่ก็ดวงจิตศาสตราเทวะในเวลาต่อมา

     

    แต่สำหรับลูกหลานของเซียนนั้นพวกเขาล้วนแต่มีภาพลักษณ์สวรรค์ตั้งแต่กำเนิดเมื่อพวกเขาถึงระดับเซียนก็แค่เสริมจุดเด่นของตนเองลงไปในนั้นและทำให้ภาพลักษณ์สวรรค์สมบูรณ์ ซึ่งสิ่งนี้ก็คล้ายกับลูกหลานของเทพที่มีดวงจิตอสูรเทวะหรือดวงจิตศาสตราเทวะติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด

     

    "หึ หากไม่ใช่แล้วจะต่อกรกับปีศาจเช่นพวกเจ้าได้อย่างไร"ฮั่วยี่เอ่ยปากกล่าวอย่างเรียบเฉย แต่สิ่งที่เห็นคือจางฉุนที่แสยะยิ้มเย็น

     

    "ฮ่าๆๆเพ้อฝันยิ่งนัก เป็นแค่ลูกหลานเซียนที่ต้อยต่ำกลับคิดจะต่อกรกับข้าที่เป็นลูกหลานของเทพปีศาจ ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นว่าความสิ้นหวังแท้จริงมันเป็นอย่างไร"

     

    กล่าวจบ จางฉุนก็พลันเรียกใช้สายเลือดของตนเองในทันที มงกุฏสีดำสายแดงปรากฏขึ้นบนหัวพร้อมกับปีกของปีศาจสีแดงโลหิตที่แผ่ออร่าที่น่าหวาดสะพรึงออกมา ทำให้ดวงตาของฮั่วยี่ถึงกับสั่นเคลือเต็มไปด้วยความหวาดสะพรึงจนต้องถอยหล่นไปถึงสามก้าวด้วยกัน

     

    ปีกปีศาจโลหิตคู่นั้นปลดปล่อยละอองเลือดออกมาปกคลุมไปทั่วทั้งห้องโถงในทันที ก่อนที่ละอองเลือดเหล่านั้นจะแทรกซึมไปที่บาดแผลของผู้บาดเจ็บหรือแม้แต่ศพเองก็ตาม

     

    ในเวลาต่อมาเมื่อจากฉุนใช้พลังของตนโลหิตของศพหรือแม้แต่ทุกคนที่บาดเจ็บก็พลันพุ่งมารวมอยู่ที่เขาราวกับการควบคุมนี้เป็นเรื่องที่ง่ายดาย เหล่าคนที่บาดเจ็บพากันล้มตายในทันทีเนื่องจากไม่มีโลหิตแม้แต่หยดเดียวไปหล่อเลี้ยงร่างกาย

     

    เผ่าพยัคฆ์หิมะสีคราม เผ่าอสรพิษมรกต ที่กำลังสู้กับหญิงสาวเผ่ามนุษย์และปีศาจที่ระดับพอๆกันอดไม่ได้ที่จะมองไปที่จางฉุนด้วยดวงตาที่สั่นเทา พวกเขาในตอนนี้รู้ตัวแล้วว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าพวกเขามากแต่ที่ชักชวนพวกเขาเมื่อครู่ก็แค่ไม่อยากเปลืองแรงเท่านั้น

     

    "สายเลือดเทพปีศาจ"ทั้งซูฮ่าวและหยินเสียวปา อุทานออกมาพร้อมกัน พวกเขาก็เป็นดังฮั่วยี่เป็นลูกหลานของเซียนอสูรเท่านั้นแล้วจะมีคุณสมบัติใดที่จะไปสู้กับอีกฝ่ายได้

     

    "เปรี้ยง!"

     

    "อัก!"

     

    การต่อสู้ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง ฮั่วยี่ไม่ทันระวังโดนลูกเตะของจางแุนจนกระเด็นออกไปไกล เขาเรียกใช้ภาพลักษณ์สวรรค์เรียกกระบี่ปราณเพลิงออกมาพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายโดยพลัน แต่ทว่าลมปราณกระบี่เหล่านั้นก็พลันถูกเลือดที่ลอยวนเวียนอยู่รอบกายของจางฉุนทำลายลงอย่างง่ายดาย

     

    "บ้าน่า เป็นไปได้อย่าไร?"ฮั่วยี่อุทาน ในตอนนี้เบื้องล่างไม่มีใครต่อสู้กันอีกต่อไปและยืนดูการต่อสู้ของทั้งสองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดสะพรึงยิ่ง

     

    "ก็แค่พวกลูกหลานของเซียนชั้นสวะกับกล้าตีตนเสมอข้า"จางฉุนเอ่ยปากเย้ยหยัน ฮั่วยี่ได้ยินเช่นนั้นกระบี่ในมือก็พลันลุกท่วมด้วยเปลวเพลิงอสูรสีฟ้าครามในทันที ก่อนที่ชายหนุ่มจะพุ่งเข้าไปปะทะกับจางฉุนอย่างไม่คิดชีวิตต่อไป

     

    "ฮ่าๆๆ อะไรกัน โกรธจนเลือดขึ้นหน้างั้นหรือ ช่างเป็นมนุษย์ที่น่าสมเพชยิ่งนัก"ปีศาจโลหิตจางฉุนปัดป้องการโจมตีของอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย ก่อนที่เขาจะฟาดฟันอีกฝ่ายกลับคืนจนเกิดบาดแผลมากมาย และเตะอีกฝ่ายลงไปยังพื้นดินเบื้องล่างจนเกิดหลุมขนาดใหญ่

     

    "ตูม!!"

     

    "อัก!!"

     

    ชายหนุ่มถึงกับกระอักเลือดในทันใดแต่ทว่าด้วยศักดิ์ศรีของลูกหลานเซียนค้ำคอจึงยังพยายามลุกขึ้นยืนต่อไปได้ แต่สภาพก็สบักสบอมไม่สู้ดี

     

    "ฮั่วยี่!"หญิงสาวสองนางพุ่งเข้าไปหาเขาและประคองเอาไว้ ทว่าในเวลานั้นจู่ๆก็มีแสงสีทองเปร่งประกายจากตัวของฮั่วยี่ลบล้างโลหิตปีศาจของจางฉุนและทำให้บาดแผลของชายหนุ่มหายไป

     

    "อะไร!!"จางฉุนอุทานด้วยความตกใจ เขาคิดจะเล่นและทรมานอีกฝ่ายมากกว่านี้แต่กลับพบว่าโลหิตที่ฝั่งเอาไว้ในร่างกายของฮั่วยี่หายไปจนหมดสิ้น

     

    "เฮ พี่ชายตั้งใจสู้หน่อยสิอย่าให้เสียชื่อเผ่ามนุษย์เชียว"เสียงปริศนาดังมาจากเบื้องหลัง ชายหนุ่มผมเงินอาภรณ์แดงขาวกำลังใช้ทักษะแห่งแสงเยี่ยวยาให้กับฮั่วยี่และนั่งยิ้มอย่างสบายใจ

     

    ชายคนนั้นย่อมไม่ใช่ใครนอกจากลั่วอู่หลินที่ทนดูชายโง่เง่าคนนี้ตายไม่ได้ เนื่องจากเขาสังเกตุเห็นสัญลักษณ์บนเสื้อผ้าศพเผ่ามนุษย์ว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของหอประมูล ดังนั้นเขาจึงลงมือเพื่อช่วยเหลือนิดหน่อยถือว่าช่วยพันธมิตร

     

    ด้านหลังของลั่วอู่หลินแน่นอนว่าเป็นหยางเหมยกุ้ยและหลี่อิงที่ยืนอยู่ ในตอนแรกพวกเขาไม่ได้ตกลงกันเช่นนี้ แต่เมื่อเห็นว่าศิษย์น้องของพวกนางลงมือช่วยเหลืออีกฝ่ายจึงได้เข้ามาคุ้มกัน

     

    "เป็นพวกเจ้าที่ทำให้ความบันเทิงของข้าต้องชะงักไป สมควรตาย!!"จางฉุนกล่าวอย่างเดือดดาล พริบตาเดียวเขาก็พลันพุ่งเข้าไปหาลั่วอู่หลินพร้อมกับฟาดคมเคียวใส่ลงไป

     

    "เพล้ง!"

     

    "คู่ต่อสู้ของเจ้าคือข้า! ฮั่วหลิง ฮั่วหยุน ป้องกันผู้มีพระคุณเอาไว้"เป็นฮั่วยี่ที่เข้ามารับการโจมตีก่อนจะกล่าวคำสั่งออกไป หญิงสาวทั้งสองนางพุ่งมาคุ้มกันลั่วอู่หลินในทันที

     

    แต่ทว่ายังไม่หมดเพียงเท่านั้นลั่วอู่หลินยังร่ายทักษะ เยียวยา ป้องกัน เสริมกำลัง ให้กับฮั่วยี่จนในที่สุดก็มีพลังที่จะต่อกรกับจางฉุนอย่างสูสี แม้แต่ละอองโลหิตที่ออกมาจากปีกด้านหลังก็ยังมิอาจที่จะผ่านการป้องกันของเกราะแสงได้ หรืออาจะเรียกว่าความมืดของจางฉุนพ่ายแพ้แสงสว่างของลั่วอู่หลินนั่นก็ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย