บทที่ 136 ผู้ที่มีแววตาของมังกรอยู่ภายในห้องโถงบัลลังก์นั้นถูกเติมเต็มไปด้วยคนของซูหยาง ทางลาดยาวที่ปูด้วยพรมสีแดงนั้นถูกเว้นว่างเอาไว้ กองโจรที่เป็นลูกน้องของซูเฟิงซึ่งเพิ่งเข้ามาจากด้านนอก พวกเขาทุกคนควบคุมคนของซหยางเอไว้ เพราะกลัวว่านายของตนจะต้องบาดเจ็บไปมากกว่านี้หรือเป็นอันตราย พวกเขาจึงยอมถูกจับตัว
หนี่เหยานั้นอยู่ฝั่งตรงข้ากับซูหยาง เขายอมหยุดใช้เวทย์และเข้ามายังในห้องนี้แต่โดยดี เมื่อเห็นว่าหญิงสาวจอมมารนั้นยังปลอดภัยแม้จะอ่อนแรง เขาก็วางใจลงบ้าง แต่ไม่นานนักหลังจากนั้น ผู้มาใหม่ก็เยื้องย่างเข้ามาในห้องบัลลังก์อย่างเงียบงัน
ซูหยางตะโกนลั่นเมื่อเห็นของที่อยู่ในมือของเขา ดาบสีดำเล่มคุ้นตาที่นางเคยเห็นในห้องใต้ดินส่องแสงเรืองรองภายใต้การควบคุมของซูเฟิง ทั้งที่นางไม่อาจแตะต้องมันได้เสียด้วยซ้ำ ไม่รู้เหตุใดซูเฟิงถึงทนทานต่อการแผ่พลังระดับสูงสุดที่เคยมีมานั้นได้
"ดาบของท่านชิว เหวินเจี้ยน..." หนี่เหยาหันมองซูเฟิงด้วยความรู้สึกหวาดกลัว ในทีแรกที่หวังพึ่งพาให้ชิว เหวินเจี้ยนเข้ามาแก้สถานการณ์ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากแล้ว เขาจะต้องแข็งแกร่งกว่าชิว เหวินเจี้ยนอย่างไม่ต้องสงสัย แม้จะมีพลังขนาดสามารถปิดผนึกเทพมารด้วยตัวคนเดียว แต่ร่งกายของเขาก้ไม่สามารถทัดทานวิชาที่มีพลังรุนแรงขนาดนั้นได้
แต่ซูเฟิงกลับเดินมาอย่างหน้าตาเฉย…
เทพมารหมือนจะเชื่อฟังคำสั่งของนายใหม่เป็นอย่างดี ร่างสีชาดของเทพมารปรากฏอยู่ข้างซูเฟิง สัตว์ร่างใหญ่โตเทียบเท่ากับเพดานห้องโถงบัลลังก์สถิตย์อยู่ข้างหลัง คำรามกู่ร้องไปทั่วบริเวณจนคนของซูหยางหน้าเสีย เขาโค้งทั้งสองข้างน่ากลัวพอๆ กับกรงเล็บแหลมคมนั้น เทพมารยืนอยู่เคียงข้างเขา แค่แผ่พลังมหาศาลนั้นรอบด้านเหล่ากองโจรก็ต่างน้อมคำนับอย่างนอบน้อม พวกมันดีใจที่ซูเฟิงสามารถทำทุกอย่างไปตามแผน
"เทพมาร...เทพมารอยู่ที่นี่"
"ท่านซูเฟิงแข็งแกร่งมากนัก ขนาดที่สามารถผนึกเทพมารเอาไว้ได้"
เสียงของเหล่ากองโจรทั้งหลายดังขึ้นไปทั่วห้อง ซูหยางเห็นพวกมันยิ้มอย่างยินดีเมื่อรู้ว่าซูเฟิงนั้นแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าคนที่ครอบครองดินแดนแห่งนี้เสียอีก ซูหยางก้มหน้ายอมรับชะตากรรม รู้ดีแล้วว่าเป็นดั่งคำทำนายของเทพมารที่เคยลั่นวาจากับนางเอาไว้ก่อนหน้านี้
"ข้าคิดว่าจะสังหารเจ้าก่อนในทีแรก" ซูเฟิงไม่ได้เผยรอยยิ้มเพียงแค่ก้าวเข้ามาหาซูหยาง จับดาบขึ้นมาจ่อที่ลำคอของนางอย่างไม่เกรงกลัว...ไม่หรอก ตั้งแต่แรกซูเฟิงก็ไม่ได้กลัวซูหยางอยู่แล้ว ที่หายหน้าไปเพราะไม่อยากทำอะไรที่ยุ่งยากและต้องการเวลาในการรวบรวมกำลังพลที่เก่งกว่าทหารของนาง
"จะทำอะไรก็ทำ" ซูหยางเงยหน้ามอง เห็นเทพมารตระหง่านอยู่ข้างหลังของเขา แม้จะอยู่ในร่างวิญญาณโปร่งแสงแต่ก็สามารถรู้สึกถึงพลังมหาศาลที่ไหลพล่านไปทั่วห้องได้เป็นอย่างดี นางกลืนน้ำลายก่อนจะเอื้อนเอ่ย "ทุกอย่างสมใจเจ้าแล้ว"
"ยังหรอก..." ซูเฟิงกล่าว "ก่อนที่ข้าจะสังหารเจ้า ยังมีอีกคนหนึ่งที่ข้าจะต้องจัดการเสียก่อน"---ซูเหยียนกัดริมฝีปากไม่ให้ส่งเสียงร้องออกไปแม้ร่างกายจะกำลังถูกรุกราน ชิ่ว เหลียงฟู่หัวเราะอย่างสนุกตอนที่ผลักร่างของหญิงสาวลงไปที่พื้น ซูเหยียนพยายามดิ้นรน ยกมือที่ถูกตรึงเอาไว้ขึ้นสุดกำลังแต่จอมโจรก็กดมือของนางเอาไว้
"ท่าทีทรนงเหล่านั้นหายไปไหนหมดแล้วเล่า" มันเอ่ยถามเสียงเย็นเย็บ ไล้นิ้วที่น่ารังเกียจไปตามร่างกายที่อาภรณ์ยับย่น หญิงสาวเบือนหน้าหนีจากใบหน้าที่เต็มไปด้วยตัณหานั้น
ซูเหยียนหลับตาลงอย่างเจ็บปวด ร่างกายของนางเหมือนถูกถ่วงเอาไว้ด้วยหิน หูไม่ได้ยินเสียงของสิ่งใดอีกต่อไป ยามที่ชิ่ว เหลียงฟู่ก้มหน้าลงหาความอ่อนหวานจากลำคอของหญิงสาว ซูเหยียนรู้ดีแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเรียกรอให้ชิว เหวินเจี้ยนช่วยเพียงใด
'ทุกอย่างจบลงแล้วสินะ...' ซูเหยียนคิดในใจ ไม่ให้ความสนใจของตนไปที่ร่างกายที่ถูกรุกล้ำอย่างไม่ใยดี ชิว เหวินเจี้ยนเองก็เหมือนจะสิ้นลมหายใจไปอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่มีใครเข้ามาช่วยนางได้อีกต่อไป
'ยังเสียหน่อย' เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นในหัวของซูเหยียน รอยยิ้มที่เคยเห็นอยู่บ่อยครั้งฉายชัดอยู่ในความทรงจำแม้จะไม่ได้เห็นมานานแล้วก็ตาม
ซูเหยียนลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อแสงสว่างสีดำสนิทพุ่งกระจายสาดไปทั่วห้องอย่างรุนแรง เธอเบิกตากว้างเมื่อเห็นที่มาของแสงนั้นเป็นเตียงที่ร่างของชิว เหวินเจี้ยนนอนนิ่งอยู่ จอมโจรละการเสวยสุขจากร่างกายของนางมามองตาม
"เกิดบ้าอะไรขึ้น" มันพึมพำอย่างหงุดหงิดใจ คลายมือที่กระชากเสื้อตัวสุดท้ายของซูเหยียนออก
ลมที่ไม่มีที่มาโบกพัดอย่างรุนแรงในห้องนั้น ไอเวทย์ที่ไร้ธาตุและระดับเกินจะคาดเดาได้แผ่ออกมาจากเตียงนั้น ผ้าม่านสีทึบปลิวไสว ซูเหยียนเผยรอยยิ้มเมื่อเห็นเงาของใครบางคนอยู่ในนั้นขยับเคลื่อนไหว ไม่มีทางที่จะเป็นใครอื่นได้เลย
ชิ่ว เหลียงฟู่เพ่งสายตามองร่างที่อยู่ด้านใน แต่แค่เพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่เขาทำแบบนั้น แสงสีดำสนิทก็เกิดขึ้น มันวิ่งแล่นฉิวออกไปเป็นแนวราบในระดับที่สายตาของมนุษย์นั้นมองไม่ทัน หญิงสาวอ้าปากค้างเมื่อเห็นคอของชิ่ว เหลียงฟู่ขาดสะบั้นลงราวกับถูกบั่นด้วยขวานใหญ่ โลหิตสีแดงฉานสาดกระจายไปทั่วบริเวณอาบร่างของซูเหยียนให้เปียกปอน
"ข้าพักไปไม่เท่าไหร่ก็เกิดเรื่องเสียแล้วหรือ" เสียงกวนประสาทคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับเจ้าของร่างที่ค่อยๆ ก้าวลงจากเตียงใหญ่ ชายหนุ่มยกมือขึ้นเปิดม่านทึบนั้นออกก่อนจะส่งยิ้มให้แพทย์อัจฉริยะ ท่าทีของเขาไม่มีความร้อนรนอยู่เลย ชายหนุ่มไม่ได้บาดเจ็บ กลับกันชิว เหวินเจี้ยนดูจะแข็งแรงมากกว่าตอนที่นางพบเจอเสียอีก
พลังสีดำทะมึนที่ไหลเวียนอยู่รอบกายของเขานั้นเป็นพลังที่นางไม่รู้จัก วูบหนึ่งที่ดวงตาของเขาประกายแสงก่อนจะดับลงไป แววตาที่เปล่งเรืองรองนั้นไม่ใช่ของมนุษย์ เป็นสายตาของมังกรอย่างไม่ต้องสงสัย และยิ่งเวทย์ที่ไหลพล่านลงไปสู่พื้นนั้นมีพลังมหาศาล
ชายหนุ่มมองร่างของซูเหยียน ไม่รู้ว่านางคิดไปเองหรือไม่ที่ชิว เหวินเจี้ยนนั้นแสดงสีหน้าโกรธออกมาให้ได้เห็นครั้งแรก ชายหนุ่มย่อตัวลงระดับเดียวกับนาง ดึงผ้าคลุมที่อยู่บนเตียงมาให้ซูเหยียน เขาไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่สายตานั้นบ่งบอกความรู้สึกได้ดี
"ข้าไม่คิดว่าท่าน..." ซูเหยียนรับมันมาคลุมเรือนร่างที่แทบจะเปลือยเปล่าของตนเอาไว้ แพทย์อัจฉริยะกัดริมฝีปากกลั้นน้ำตา แต่เมื่อมองไปหาชิว เหวินเจี้ยน ท่าทียียวนนั้นหายไปหมดแล้ว ทุกครั้งที่เขามักจะพูดอะไรให้นางขุ่นข้องใจไม่มีอีก
"เจ็บตรงไหนหรือไม่" เอ่ยถามเสียงเบาพร้อมทั้งมองสำรวจไปทั่วร่าง เมื่อรู้ดีว่าซูเหยียนเพิ่งผ่านอะไรมาเขาก็เลือกจะหลุบตาลงต่ำ เห็นลูกน้องของชิ่ว เหลียงฟู่อยู่ด้านนอก ทีแรกพวกมันอยู่ในห้องนี้แต่ทว่าถูกไล่ออกไปเพราะต้องการจะขืนใจซูเหยียน
"ข้าคิดว่าท่านจะไม่กลับมาแล้ว" ซูเหยียนปาดน้ำตาที่สุดท้ายแล้วก็ไหลอาบแก้มที่เปรอะไปด้วยเลือดของชิ่ว เหลียงฟู่
ชิว เหวินเจี้ยนแตะมือของนางเบาๆ ไม่อยากทำให้หญิงสาวตื่นกลัวไปมากกว่านี้ เสียอย่างไรนางก็เป็นคนปกป้องร่างของเขาเอาไว้ให้ปลอดภัยถึงขนาดนี้ และเมื่อสัมผัสก็รู้สึกได้ว่าเวทย์ในกายของนางสูญเสียไปมาก คงใช้กางม่านปกป้องเขาจนมาเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้
"ข้าอยู่นี่แล้ว จงวางใจ..." ชิว เหวินเจี้ยนพูดอย่างอ่อนโยนก่อนจะตวัดสายตาไปหาลูกน้องของชิ่ว เหลียงฟู่ที่ยืนตัวสั่นงกเพราะนายของตนเพิ่งถูกบั่นคอไป
ดวงตาของเขาวูบไหวเปล่งประกายแวววาวและเต็มไปด้วยพลังที่ไม่มีใครรู้จัก พวกลูกน้องเหล่านั้นมองเห็นแววตาของเขาจากที่ไกลๆ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเบื้องหน้าร่างของซูเหยียน เหมือนปกป้องของๆ ตนเอาไว้
และแววตามาดร้ายที่มองมานั้นไม่เหมือนมนุษย์ แม้จะเป็นเพียงระดับพลังต่ำเรี่ยดิน แต่แววตานั้นไม่ใช่เลย
มันเป็นเหมือนดวงตาของมังกรไม่ผิดเพี้ยน