ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่61 สังสรรค์

            หนิงเฟยหลงเดินไปกดจุดหนิงอันอันก่อนหน้านี้หนิงเฟยหลงได้ทำการสะกดจุดนางไว้เนื่องจากหากหนิงอันอันเผลอดีใจเมื่อเห็นว่ามันมีชีวิตอยู่แผนนี้ก็จะไม่สำเร็จนอกจากมันจะต้องสังหารหนิงจินให้ได้แล้วมันยังต้องปิดบังตัวตนอันแข็งแกร่งของตนเอง เพียงลมพายุเล็กน้อยทำอะไรมันไม่ได้หรอก

     

              อันที่จริงแล้วหนิงเฟยหลงแสร้งทำเป็นว่าตนเองนั้นถูกการโจมตีของหนิงจินผ่านความเป็นความตาย ทะลวงพลังเข้าสู่ระดับสอง แล้วจึงสยบหนิงจินให้ผู้อาวุโสในสำนักเข้าใจเช่นนี้เสียดีกว่า หากโดดเด่นเกินไปผู้คนล้วนอิจฉาและจะนำภัยมาสู่ตน

             

            แต่ที่มันเกินความคาดหมายคือเจตจำนงของกระบี่ได้เลื่อนเข้าสู่กระบี่โดยไม่ได้ตั้งใจ จู่ ๆมันก็เข้าสู่สภาวะรับรู้กระบี่จากกระบี่แม่ทัพมาเป็นผู้เข้าสู่กระบี่เสียอย่างนั้นมันจึงต้องใช้เวลาในการรู้แจ้ง ทำให้เหอไฉเฉินต้องรับศึกหนักแต่เพียงผู้เดียวหลังรู้แจ้งในกระบี่แล้วจึงรีบลงมือทันที

     

              ..........

     

            หลังจบการทดสอบกลุ่มทั้งสามก็ได้นำแก่นสัตว์อสูรมามอบให้ทางสำนักนับตามจำนวนแล้วกลุ่มของหนิงเฟยหลงได้รับคะแนนมากที่สุด นั่นเพราะแก่นสัตว์อสูรระดับสามนั้นมีมากถึงสามลูก แก่นระดับสองอีกนับสิบลูกจึงได้ที่หนึ่งไป

     

            รองลงมาคือกลุ่มของเหอไฉเฉินที่สร้างกลุ่มใหม่มีแก่นสัตว์อสูรระดับสามสองลูกจากกิ้งก่าระเบิดและอสรพิษสองหัวที่ได้รับคืนจากกลุ่มของหนิงจินและแก่นสัตว์อสูรระดับสามอีกนับสิบเช่นกันที่เหลืออีกสองกลุ่มก็ล้วนมีคะแนนเท่ากัน

             

            สุดท้ายทางสำนักทำการประเมินรายบุคคล ในตอนแรกถูลู่หลิ่งได้เสนอให้มีการจัดประลองเลือกอันดับหนึ่งทว่าผู้ทดสอบแต่ละคนนั้นกลับไม่มีใครกล้าขึ้นประลองกับอัจฉริยะอย่างหนิงเฟยหลง รวมถึงผู้อาวุโสที่คัดค้าน

             

            นั่นเพราะความสามารถที่โดดเด่นของหนิงเฟยหลง และการทดสอบที่มากเกินจำเป็นแล้วหนิงเฟยหลงจึงถูกรับเลือกให้เป็นอันดับหนึ่งไป ส่วนอันดับสองนั้นย่อมต้องเป็นเหอไฉเฉินอันดับที่สามคือเหรินอวิ้นอวี้ที่บัดนี้มีหน้าตาที่บวมเปล่ง ซี่โครงหักหลายท่อนต้องพักฟื้นนานนับปี

             

            หลังจากที่เหรินอวิ้นอวี้ก็แกล้งสลบไป ผู้คนไม่ใช่คนโง่ไหนเลยจะไม่รู้หนิงจินและเหรินอวิ้นอวี้นั้น ใช้อำนาจขู่บังคับให้มาต่อสู้ด้วยกลุ่มของหนิงเฟยหลงพวกของมันนั้นตายไปหลายคน จึงบังเกิดความโกรธแค้น พอสบโอกาสก็รุมทำร้ายจากนั้นก็ชุลมุนกันยกใหญ่อยู่พักหนึ่ง

             

            หนิงเฟยหลงเห็นว่าพอแล้วจึงห้ามปรามถึงอย่างไรคนที่สมควรตายที่สุดก็ได้ตายไปแล้วแม้ว่าเหรินอวิ้นอวี้จะสมควรตายแค่ไหน พวกมันก็ไม่อาจสังหารได้ เหรินอวิ้นอวี้หาใช่คนสามัญไม่ไม่เช่นนั้นผู้เข้าร่วมการทดสอบทุกคนจะเดือดร้อนได้

             

            ..........

             

            จวนเสนาบดีกรมราชพิธีการ

             

            “ศิษย์พี่จิ๋นหลี่ เชิญท่านด้านในก่อน”หนิงเฟยหลงผายมือเชิญจิ๋นหลี่เข้าภายในจวนเดินนำไปยังตึกของตน

             

            ชายหนุ่มได้จัดงานเลี้ยงให้กับจิ๋นหลี่ตามคำเชิญ เพื่อแสดงถึงความจริงใจและใจกว้างของมันอีกทั้งยังมีจุดประสงค์ที่จะดึงเอาศิษย์ภายในสำนักยุทธ์หลวงมาเป็นพวกให้มากที่สุดเพราะศิษย์ในสำนักยุทธ์หลวงล้วนแล้วแต่ถูกคัดกรองมาอย่างดี ในอนาคตย่อมต้องเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียง

             

            ในอนาคตอาจเกิดศึกระหว่างตระกูลทั้งสามขึ้นในไม่ช้าหากได้ผู้ฝึกยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมเข้าร่วมย่อมเป็นผลดีไม่น้อย

             

            ในงานเลี้ยงวันนี้หนิงเฟยหลงสามารถเชิญศิษย์ในสำนักยุทธ์หลวงฝ่ายในมาร่วมงานได้สองคนและศิษย์ฝ่ายนอกอีกห้าคน และยังมีคุณชายของตระกูลขุนนาง ตระกูลสูงมาร่วมงานอีก

             

            ในบรรดาคนพวกนี้ บุคคลที่ชายหนุ่มสนใจที่สุดคงไม่พ้นเหอไฉเฉินมันรู้เพียงว่าเหอไฉเฉิน มีแซ่เดียวกับขุนนางผู้ทรงอำนาจของแคว้นอู๋แต่ไม่รู้เลยว่าชายผู้นี้มีความเป็นมาอย่างไร?แต่อย่างน้อยในตอนนี้สนิทสนมไว้ดีที่สุด นอกจากกำลังภายในแคว้นแล้วนอกแคว้นก็ถือว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมากยิ่งแคว้นอู๋นั้นเป็นถึงแคว้นลำดับสองรองจากแคว้นฉู่เท่านั้นไม่ต้องกล่าวถึงอำนาจการทหารเลย แม้แต่พื้นที่ ประชากร แคว้นเยว่ก็ด้อยกว่าแล้ว

             

            หนิงเฟยหลงต้อนรับแขกที่เข้ามาร่วมงานหมดแล้วตนเองจึงเดินเข้ามาประจำยังที่นั่ง “ทุกท่านเชิญ”

             

            “เชิญ”

             

            หนิงเฟยหลงนั่งลงกวาดตามองทุกดวงสายตาที่อ่อนโยน พลางยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า“ข้าหนิงเฟยหลง ขอบคุณทุกท่านมากที่มาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ตัวข้าพึ่งจะเข้ามาในเมืองหลวงได้ไม่นาน จึงอยากคบหามิตรสหายเอาไว้..”

             

            “แน่นอนพวกเราต้องช่วยสนับสนุนซื่อจื่ออยู่แล้ว ขอท่านอย่าได้เกรงใจพวกเราเลยท่านเชิญพวกเรามานับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”

             

            “อืม” หนิงเฟยหลงพยักหน้าให้กับจิ๋นหลี่อย่างพอใจ

             

            “เอาล่ะ อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย ข้าเชิญพวกท่านมาสังสรรค์ด้วยความจริงใจทุกท่าน เชิญ” หนิงเฟยหลงยกจอกสุราขึ้นมาจากนั้นก็เชิญทุกคนดื่มระหว่างนั้นก็ลอบสังเกตปฏิกิริยาของทุกคน

             

            หนิงเฟยหลงกวาดสายตาไปมองทุกคนที่เข้าร่วมงาน แล้วมาหยุดอยู่ที่ชายหนุ่มอาภรณ์ฟ้าซึ่งคน ๆนั้นจะเป็นใครไม่ได้ถ้าไม่ใช่ ‘เหอไฉเฉิน’ชายหนุ่มยิ้มขึ้นอย่างอ่อนโยน “เสี่ยวเฉินหลายวันที่ผ่านมาพวกเราร่วมทุกร่วมสุขมาด้วยกันต่อไปข้าหวังว่าพวกเราจะได้เป็นมิตรสหายที่ดีต่อกันนะ”

             

            เหอไฉเฉินมองไปที่หนิงเฟยหลงด้วยสายตาที่จริงจัง พร้อมกันถือจอกสุราในมือแล้วยืนขึ้น“เจ้าแน่ใจแล้วหรือ?”

             

            หนิงเฟยหลงเห็นดังนั้นก็อดแปลกใจไม่ได้ในคำถาม แต่ก็ตอบไปด้วยเสียงหนักแน่น“แน่ใจ”

             

            “เยี่ยม! เชิญ”

             

            “เชิญ!”หนิงเฟยหลงและเหอไฉเฉินยกจอกสุรากระดกไปหมดจอกอย่างรวดเร็ว “สุราดี!”

             

            “ทุกท่าน เชิญสนุกให้เต็มที่ไม่เมาไม่เลิกรา...”

             

            งานเลี้ยงเริ่มครึกครื้นขึ้น หญิงสาวออกมาร่ายรำพร้อมกับดนตรีที่บรรเลงระรื่นหู ผู้คนต่างเมามายและเพลิดเพลินไปกับการสังสรรค์นี้งานนี้นับว่าประสบความสำเร็จทุกคนในงานคล้ายจะเข้าร่วมกับมันแล้ว

             

            ..........

             

            เสร็จงานชายหนุ่มออกมาเดินหน้าตึก ลมโชยผ่านพัดมาเส้นผมยาวลู่ตามสายลม ชายเสื้อปลิวล่องในใจมันรู้สึกถึงความสบาย เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เห็นหมู่ดาวพร่างพรายดุจเม็ดทรายล้อมรอบดวงเดือนส่องแสงสุกสกาว แสงจันทร์กระทบใบหน้าของชายหนุ่มอย่างอ่อนโยนก่อนหน้านี้มันมีเรื่องที่ครุ่นคิดมากมาย แต่ในยามนี้ไม่จำเป็นแล้ว...

             

            “เฮ้อ...” ชายหนุ่มถอนหายใจยาวหนึ่งครา

             

            ผ่านเรื่องราวมามากมาย มันพบเจอเรื่องราวต่าง ๆที่ไม่คาดว่าจะได้พบเจอความแข็งแกร่งที่เพิ่มมากขึ้น ปัญหาและอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามา ความลึกลับของนครหลวงที่น่ากลัวมือธนูที่น่าพิศวง และการสังหารลูกพี่ลูกน้องของตนมือของมันในตอนนี้เปื้อนเลือดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์อสูรความรู้สึกอ่อนไหวย่อมมีบ้าง มันไม่ใช่คนใจยักษ์ใจมารจะสังหารคนหรือสัตว์โดยไม่คิดสิ่งใด อย่างน้อยพวกมันก็มีชีวิตจิตใจ

             

            ทว่าจะให้ปล่อยผ่านไปตัวของมันเองก็จะต้องถูกสังหารในทวีปแห่งนี้ความเมตตาไม่มีอยู่จริง จะมีก็แต่ความแข็งแกร่งเท่านั้น ชายหนุ่มทอดถอนใจออกมาอีกครามันไม่รู้เลยว่าอนาคคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไรจุดหมายปลายทางที่มันต้องการจะไขว่คว้าคือสิ่งใด แรงผลักดันในตัวมันมีน้อยนักหากไม่ใช่เพราะความอัจฉริยะคงมาได้ไม่ถึงขนาดนี้ ความสับสนทำให้ใจไม่สงบแต่เมื่อมันเข้าถึงความสงบเรื่องราวนับร้อยพันล้วนปล่อยผ่านดั่งสายน้ำที่ไหลไปไม่หวนคืน

             

            แต่แล้วความสงบก็ได้หมดลง เมื่อมีเสียงของหญิงสาวดังขึ้นมาจากด้านหลังของมัน

             

            “พี่..ท่านคิดสิ่งใดอยู่?”หนิงอันอันท่าทางสงสัยดวงตากลมโตของนางเต็มไปด้วยความสงสัย

             

            หนิงเฟยหลงหันหน้ามามองน้องสาวที่น่ารักของตน ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนแล้วจึงกล่าวขึ้น “อันอัน หลายวันนี้ลำบากเจ้าแล้ว เจ้าไม่ทำให้พี่ผิดหวังจริง ๆ”จากนั้นมันก็เดินไปลูบหัวน้องสาว

             

            หนิงอันอันรู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนของพี่ชายจึงโผกอดนางรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและกอดอยู่อย่างนั้น สักพักหนึ่งจึงปล่อยมือออกและเงยหน้าขึ้นเผยรอยยิ้มอันสดใสใบหน้านั้นเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มและคราบน้ำตาแห่งความสุขหนิงเฟยหลงยิ้มบางให้น้องสาวอีกครั้งแล้วจูงมือกันเข้าไปยังตึก

             

            ดวงตาที่เศร้าหมองจดจ้องหญิงสาวไปตลอดจนลับสายตา “อย่างน้อยๆความสุขเล็กน้อยนี้ พี่ก็มอบให้เจ้าได้ แม้ไม่อาจชดเชยสิ่งที่ขาดหายไป...” ใบหน้าของมารดาก็ลอยขึ้นมาโดยฉับพลันดวงตาของชายหนุ่มสั่นไหว

             

            “ราตรีนี้ตัวข้าคล้ายหมู่ดาวหลายร้อยเรื่องราวปรากฏทั่วนภา...”

             

            ..........

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน