แม้ภายในใจ เจ้านางดาราสายจะรู้สึกขุ่นเคือง กระนั้นก็มีน้ำเสียงตอบกลับพระชายามุกประดับอ่อนหวานละมุนละม่อม
“ข้าขอต้องขออภัยพระชายามุกประดับและเจ้านางละอองทองด้วยเจ้า ที่ทำเหมือนไม่รู้ความอันใดถ้ามิใช่คำสั่งของเจ้าหลวงข้าเจ้าก็มิบังอาจเพ่นพ่านมาแถวนี้อย่างแน่นอนและเพื่อไม่ให้ปัญหามันบานปลาย ข้าเจ้าก็จะกลับตำหนักของข้าเจ้าฝากพระชายาทูลกับเจ้าหลวงด้วยเจ้า..” พระชายามุกประดับและเจ้านางละอองทองค่อนข้างพอใจในส่วนหนึ่งที่เจ้านางดาราสายมีท่าทีเจียมเนื้อเจียมตัวไม่ลำพองว่าตนเป็นคนโปรดของเจ้าหลวงสองน้าหลานจึงไม่เอาความต่อแล้วพากันกลับเข้าไปในตำหนักของเจ้านางละอองทองเพราะพระชายามุกประดับยังไม่ลืมเรื่องที่จะเมาส์มอยหอยสังข์กับเจ้านางละอองทองผู้เป็นหลานของตน
เมื่อพระชายามุกประดับกับเจ้านางละอองทองพ้นหูพ้นตาแล้วเจ้านางดาราสายจากที่ยืนสงบนิ่งก็เงยหน้าขึ้นมองคนทั้งสองด้วยแววตาเหี้ยมเกรียมและในทันทีทันใดเงาดำคล้ายเงาคนก็เคลื่อนวูบไหวไปมาอยู่เบื้องหลังของเจ้านางดาราสายเจ้านางดาราสายปลายตาชำเลืองมองแว้บหนึ่งก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบดุจไม่กลัวเงาดำเบื้องหลังนั่นเลย
“ยังรอให้ถึงวันเดือนดับก่อน เจ้าจึงจะได้กินพวกมัน...!!” เจ้านางดาราสายพูดพลางยิ้มเย็นก่อนจะโปรยเศษชี้เถ้าสีขาวแต่มองไปมองมาคล้ายเถ้ากระดูกเสียมากกว่ารอบบริเวณหน้าตำหนักของเจ้านางละอองทอง เมื่อโปรยเศษเถ้ากระดูกนั่นแล้วเจ้านางดาราสายก็หันกลับไปมองตำหนักของเจ้านางละอองทองอีกคราก่อนจะพูดลอยลม
“ใครว่าข้าจะมาหาเจ้าภูแสนข้ามาหาเจ้าต่างหากเจ้านางละอองทองเพราะถึงอย่างไรเสียเจ้าภูแสนก็ต้องเป็นของข้าอยู่ดี!!” พูดจบก็เดินจากไปด้วยอาการหยิ่งทะนงเปี่ยมด้วยความถือตนของเจ้านางแห่งเมืองบัวแสน
ทางด้านเจ้านางละอองทองเดินนำหน้าพระชายามุกประดับเข้าสู่ตำหนักของตนแต่แทนที่เจ้านางละอองทองจะพาพระชายามุกประดับมายังห้องประทับส่วนพระองค์เจ้านางละอองทองกลับพาพระชายามุกประดับไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งทอดเป็นทางยาวคล้ายกับสะพานไม้มีราวจับทั้งสองด้านมุงครอบด้วยหลังคาดินเผาตลอดเส้นทาง มีตะเกียงห้อยให้แสงสว่างเว้นระยะห่างพอสมควร
เมื่อพ้นจากสะพานไม้เข้ามาก็พบเรือนไม้ขนาดเล็กด้านหลังตำหนักเจ้านางละอองทองเดินตรงเข้าไปในเรือนนั้นด้วยความคุ้นเคยจนกระทั่งถึงห้องหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าอีกสองห้องภายในเรือนหลังนั้นเมื่อมาถึงเจ้านางละอองทองก็หันมาบอกบ่าวรับใช้ 4 คน ที่เดินตามหลังมาติดๆ
“พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้หากมีเหตุฉุกเฉินให้เคาะประตูเรียกข้าทันที แต่หากพวกเจ้าปล่อยคนนอกเข้ามายังอาณาเขตส่วนตัวของข้าพวกเจ้ารู้นะว่าจะเป็นเช่นไร” เจ้านางละอองทองออกคำสั่งน้ำเสียงดุกร้าวนัยน์ตาฉายแววเหี้ยมอย่างที่ไม่เคยมีใครจะได้เห็นมาก่อน ข้ารับใช้ทั้ง 4 คนต่างรู้ดีว่าถ้าทำหน้าที่พลาดจะต้องลงเอยด้วยชีวิตทั้งชีวิตเป็นแน่!! ทั้งหมดค้อมหัวรับคำสั่งด้วยความยำเกรง
เมื่อสั่งความเสร็จเจ้านางละอองทองก็เปิดประตูบานหนาใหญ่เข้าไปยังห้องเบื้องหน้าที่มีแสงไฟจากตะเกียงสลัวๆพื้นห้องปูด้วยพรหมกำมะหยี่สีแดงสดราวกับสีเลือด จากนั้นประตูบานนั้นก็ถูกปิดลงช้าๆ
เจ้านางผู้สูงศักดิ์สองพระองค์เดินเข้าไปในห้องที่มีแสงไฟสลัวๆจนกระทั่งเจ้านางละอองทองมาหยุดยืนหน้าแท่นประรำพิธีที่มีไว้สำหรับประกอบพิธีกรรมตามไสยเวทย์ด้านหลังแท่นพิธีมีประตูเล็กๆเชื่อมต่อราวกับเป็นห้องลับสำหรับเจ้าของห้องที่ตอนนี้นั่งอยู่บนแท่นพิธีเพียงคนเดียว
เมื่อเจ้านางละอองทองและพระชายามุกประดับเดินมาหน้าแท่นพิธีเจ้านางละอองทองก็รีบทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยพร้อมยกมือไหว้ผู้ที่อยู่บนแท่นบัลลังก์นั้นทิ้งยศตำแหน่งที่เหนือกว่าเพราะยอมสิโรราบให้กับความเก่งกาจด้านไสยเวทย์ของบุคคลที่เธอเคารพนับถือเป็นที่ยิ่งเช่นเดียวกับพระชายามุกประดับ เมื่อเห็นว่าบนบัลลังก์มีเจ้าของพิธีนั่งองอาจอยู่พระชายาก็รีบลงนั่งยกมือไหว้บุคคลผู้นั้นอย่างพินอบพิเทาก่อนจะเอ่ยเรียกคนผู้นั้น
“แม่เฒ่าหมอธรรมคำหอม...”ผู้ที่นั่งอยู่บนแท่นพิธีคือสตรีวัยกลางคนอายุอานามพอๆกับโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ แต่ดูชราวัยกว่าโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ของเราหลายขุมนักผู้ที่ถูกเรียกว่าแม่เฒ่าหมอธรรมคำหอมลืมตาขึ้นหลังจากพระชายามุกประดับเอ่ยเรียกตนเองพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ผุดพราย ก่อนเอ่ยขึ้นช้าๆ สุขุม
“มีคนอยากลองดีกับข้า..!”พระชายามุกประดับและเจ้านางละอองทองมองหน้ากันก่อนพูดพร้อมกัน
“ดาราสายอีกแล้วรึ?”เมื่อลูกศิษย์ผู้สูงศักดิ์ของตนพูดเช่นนั้น แม่เฒ่าหมอธรรมคำหอมก็แค่นยิ้มแล้วค่อยๆหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ และหยิ่งทะนงในความเก่งกาจของคาถาอาคมตนเองที่สามารถมองเห็นมนต์ดำของเจ้านางดาราสายได้อย่างชัดเจนแม่หมอธรรมคำหอมพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย
“นั่นไม่น่ากังวล มันก็แค่สัมภเวสีที่วนเวียนอยู่รอบๆพวกเราเท่านั้นประเดี๋ยวข้าจะไปจัดการให้เรียบร้อยไม่ต้องเป็นห่วง แต่... ที่ข้ากังวลเพราะข้ารู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรหรือใครบางคนกำลังเดินทางมาที่เชียงภูแสนพลังวิญญาณผู้นั้นไม่ธรรมดาและน่าแปลกที่ข้าไม่พบร่องรอยแห่งกระแสใดๆ ของผู้ครองจิตดวงนี้เลย เหมือนไม่มีตัวตนแต่ญาณของข้าก็สัมผัสได้ชัดเจนว่ามี และมันเหยียบย่ำถึงที่นี่แล้ว..!” แม่เฒ่าหมอธรรมคำหอมพูดเสียงเบา ก่อนจะเปลี่ยนคีย์กลับมาหนักแน่นดังเดิม
“แต่เจ้านางทั้งสองอย่าได้กังวลไปกับข้านี่ก็แค่ข้อสันนิษฐานไม่ว่าพวกมันจะเป็นใคร ข้าจะกำจัดพวกมันให้พ้นทางให้หมด!” พระชายามุกประดับและเจ้านางละอองทองค่อนข้างเบาใจแต่กระนั้นพระชายามุกประดับก็ยังอุตส่าห์เตือนเพราะหวังดี แต่คำเตือนนี้ทำเอาแม่เฒ่าหมอธรรมคำหอมยิ้มกระตุกไปนิดด้วยความไม่พอใจแต่ก็ได้แต่เก็บอาการเอาไว้เงียบๆ
“ระวังตัวด้วยก็ดีนะหมอธรรมคำหอมอย่าให้เหมือนครั้งที่แล้วล่ะ ชะล่าใจจนหนานเมืองอินทร์ได้ตำแหน่งโหรหลวงไปอย่างน่าเสียดายจริงๆ”แม่เฒ่าหมอธรรมคำหอมหันขวับมองพระชายามุกประดับดวงตาแดงฉานก่อนจะหายวับไปและกลับมาเป็นดวงตามนุษย์เช่นเดิมและแว้บหนึ่งก็หันไม่มองเจ้านางละอองทองอย่างไม่พอใจ เจ้านางละอองทองก็มีสีหน้าไม่แตกต่างจากแม่หมอธรรมคำหอมเท่าไหร่นักหากแต่อาการทั้งหมด พระชายามุกประดับหาได้สังเกตเห็นไม่แม้แต่นิดเดียว..
ขณะเดียวกันเจ้าภูแสนซึ่งกำลังอยู่ในสถานการณ์น้ำท่วมปากเพราะตนเองได้ก่อเรื่องขึ้นด้วยการพูดไม่คิด ซึ่งเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์เพียงแค่ได้ยินว่าแพงอรยังไม่ตายก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต และจะต้องพิสูจน์ให้เห็นกับตาด้วยความเป็นเจ้าหลวงผู้ทรงศักดิ์ และความที่ทำอะไรมีแต่ความมั่นอกมั่นใจมาโดยตลอดเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ก็ออกคำสั่งเปรี้ยงๆ ทันที
“ถ้าแพงอรยังไม่ตายจริงดังที่ว่าและตอนนี้มีตัวตนอยู่จริง ในฐานะที่ข้าเป็นเจ้าหลวงแห่งเมืองเชียงภูแสน หากท่านมิได้พูดโป้ปดมดเท็จก็จงพาตัวแพงอรมาเฝ้าข้ายังท้องพระโรงในหอหลวงต่อหน้าทุกคนที่ได้รู้เรื่องข่าวการตายของแพงอรไปแล้วและคำสั่งนี้กำหนดให้ถึงก่อนเข้าพิธีพญาวันในอีกสามเดือนข้างหน้า...!!” คุณพระ! นี่สินะที่เรียกว่างานเข้าเจ้าภูแสนที่แท้ทรูแม้ในใจเจ้าภูแสนแสนออกจะวุ่นวายกับความคิดว่าแม่อลินตาจะมาหรือไม่มาแล้วจะป่วนหนักขนาดไหน หากทว่ากลับรับคำหนักแน่นยิ่งนัก
“ข้าจะพาแพงอรเข้าเฝ้าตามกำหนดเวลาที่เจ้าหลวงนัดหมายแน่นอน”เจ้าหลวงแสนยาศักดิ์แอบกลืนน้ำลาย แอบคัดค้านอยู่ในใจจะเป็นไปได้อย่างไรกัน...