"ราชวงศ์โบรอส แห่งประเทศเดอะ เฮฟเว่น"
ใช่! นี่คือความคิดของซุนหรงในเวลานี้ แน่นอนว่าเธอไม่ได้คาดเดาไปมั่วๆแต่อย่างใด เพราะต้องบอกก่อนว่าคอสมิคธาตุสายฟ้านั้น หาได้ยากพอๆกับคอสมิคฟรอสธาตุแสง ความมืด และน้ำแข็ง แม้มันจะไม่ได้อยู่ในระดับแรร์เท่า พลังจิต ก็ตาม แต่คนที่มีมันก็น้อยจนนับนิ้วได้
ราชวงศ์โบรอสเองก็เป็นหนึ่งในนั้น พวกเขาสืบเชืื้อสายพันธุกรรมของคอสมิคฟรอสธาตุสายฟ้ามา ดังนั้นซุนหรงจึงคิดว่าต้องเป็นราชวงศ์โบรอสอย่างแน่นอน
"ปั้ง!"
"เพล้ง!"
เสียงกระสุนกับเคียวปะทะกันอีกครั้ง คราวนี้ซุนหรงไม่ได้หลบอีกต่อไป เธอแผ่คอสมิคฟรอสธาตุความมืดเพื่อตรวจสอบและชะลอสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามากใกล้ เคียวของเธอร่ายรำปัดป้องกระสุนปืนที่ถูกยิงใส่ อีกทั้งยังไม่วายหาจุดที่ฝ่ายตรงข้ามยิงมา
"ตรงนั้น!!"
ซุนหรงพุ่งทะยานฝ่ากระสุนเข้าไปบริเวณของต้นไม้ใหญ่ มือสองข้างกระชับเคียวคู่ใจฟาดใส่เป้าหมายอย่างไม่รั้งรอจนฝ่ายตรงข้ามต้องกระโดดถอยหลังเพื่อหลบการโจมตี
ซุนหรงเพ็งมองจึงเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นชายผมสีม่วงหน้าตาหล่อเหลา สวมใส่บอดี้สูทสีม่วงลายดำที่มีสัญลักษณ์สายฟ้าอยู่บริเวณหน้าอก ซึ่งมันเป็นสิ่งบ่งบอกว่า ชายคนนี้มาจากราชวงศ์โบรอสแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย
ชายคนนั้นชักดาบที่สะพายเอาไว้ด้านหลังออกมา จากนั้นยกยิ้มเล็กน้อยร่างกายพลันแผ่ออร่าของสายฟ้าและพุ่งกระโจนใส่ซุนหรงด้วยความเร็วสูงจนซุนหรงที่เห็นก็ถึงกับตื่นตระหนกในใจ
"เพล้ง!"
"ระดับผู้บัญชาการ แถมเป็นขั้นกลาง!!"
ซุนหรงรับการโจมตีแรกของอีกฝ่ายเอาไว้ได้ แต่ทว่าด้วยความหนักหน่วงของการโจมตีทำให้เคียวของเธอกระเด็นไปด้านหลังในทันที เธอจึงดึงเอามีดสั้นที่เก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินออกมาแล้วตั้งท่าป้องกัน
"หึ ระดับขขุนพลขั้นต้น ราชวงศ์อู่คิดจะยอมแพ้แล้วหรือไง ถึงได้ส่งคนที่มีระดับต่ำแบบนี้ลงมาสู้"ชายคนนั้นกระชับดาบจนเข้ามือและพุ่งเข้าใส่ซุนหรงอีกครา แต่ทว่าในครั้งนี้มันยังไม่ถึงตัวของซุนหรงมีดบินสีน้ำเงินก็พลันพุ่งเข้าใส่จนมันต้องหยุดชะงักการโจมตี
เบื้องหน้าของซุนหรงปรากฏชายหนุ่มผมสีดำขลับหน้าตาหล่อเหลาเกินบรรยายในชุดบอดี้สูทสีดำ ซึ่งเขาไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก ไป๋ฉี ที่ตอนนี้ได้มาถึงแล้วหลังจากที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงเป็นเวลานาน
"อะไรกัน คราวนี้เป็นขุนพลขั้นกลางงั้นหรือ ถ้าแบบนี้ต่อให้มาอีกสิบคนก็ไม่ต่างกัน"ชายแห่งราชวงศ์โบรอสกล่าว ประกายสายฟ้าห่อหุ้มร่างกายอีกครั้งและพุ่งเข้าหาทั้งไป๋ฉีและซุนหรงอย่างรวดเร็วจนพวกไป๋ฉีมองเห็นอีกฝ่ายเป็นเพียงเส้นแสงสีม่วงเท่านั้น
ไป๋ฉียกยิ้ม อีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ระดับผู้บัญชาการขั้นกลางตัวเขาหาได้หวั่งเกรงไม่ ทั้งยังถือโอกาสนี้ทดสอบพลังที่เขาพึ่งฝึกมาเสียเลย
"ปราณดาบสายฟ้าทมิฬ"
ไป๋ฉีฟาดฟันดาบสวนไปเบื้องหน้า คลื่นพลังงานการโจมตีรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ปกคลุมไปด้วยสายฟ้าสีดำถูกฟันออกไป รวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าของชายที่กำลังพุ่งเข้ามา
อีกฝ่ายเมื่อสัมผัสได้ถงความอันตรายจากคลื่นพลังนี้ก็พลันยกดาบขึ้นมาปัดป้องการโจมตีอย่างไม่รอช้า แต่ทว่ามันกลับไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด
"ฉับ!"
คลื่นการโจมตีตัดผ่านดาบอย่างง่ายดายและพุ่งทะลุตัวของอีกฝ่ายไปจนร่างกายขาดเป็นสองท่อน ลำแสงสีแดงที่คล้ายกับละอองเลือดสาดกระเซ็นจากนั้นก็กลายเป็นแสงหายไปในชั่วพริบตาต่อมา
"อะไร!!"
ราชวงศ์ทั้งสิบที่ได้เห็นภาพนี้พากันอุทานแล้วลุกขึ้นพรวดพราด พวกเขารู้อยู่แล้วว่านี่คือเสี่ยวฉีลูกศิษย์ของอู่จินหยางที่เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของโลกรุ่นอายุสิบแปดปีในปัจจุบัน
แต่การที่ชายหนุ่มถึงกับจัดการศัตรูที่มีระดับพลังสูงกว่าสองขั้นได้ด้วยการโจมตีเดียวนั้นมันก็ออกจะเกินไปหน่อยหรือไม่! เรื่องนี้แม้แต่เหล่าราชาของอาณาจักรในอายุเท่ากับไป๋ฉีก็ยังทำไม่ได้
'เด็กคนนี้เรียนทักษะอะไรมากัน'ความคิดนี้เกิดขึ้นในหัวของทุกคนในราชวงศ์ทั้งสิบ ก่อนที่สายตาของพวกเขาจะจับจ้องไปที่อาจารย์ของไป๋ฉีอย่างอู่จินหยางซึ่งหน้าตาก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงไม่ต่างอะไรจากพวกเขามากนัก
"ให้ตายเถอะ เจ้าเด็กคนนี้ทำให้ฉันประหลาดใจได้ทุกเวลาจริงๆ"อู่จินหยางอดเอ่ยปากชมเชยไม่ได้
ในขณะเดียวกัน ราชาอู่หลง และราชินีซาร่าก็พากันยิ้มแก้มปริยกใหญ่ เพราะถึงอย่างไรเด็กหนุ่มไป๋ฉีคนนี้ก็เป็นหลานเขยของพวกเขาอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่พวกเขาพึงพอใจมาก เมื่อไป๋ฉีแสดงฝีมือที่โดดเด่นออกมาเช่นนี้
"ไป๋ฉี หนึ่งแต้ม!"
ด้านในสนาม AI แจ้งเตือนขึ้นมาหลังจากที่ไป๋ฉีสังหารชายของราชวงศ์โบรอสได้ ชายหนุ่มแม้จะนึกแปลกใจแต่ก็ไม่ได้คิดมากอะไร เขาเก็บดาบจากนั้นก็หันไปมองซุนหรงที่ตอนนี้กำลังตกใจจากเหตุการณ์เมื่อครู่จนอ้าปากค้าง
"เฮลโล คุณซุนหรงเป็นอะไรหรือเปล่า"ไป๋ฉีเมื่อเห็นอาการของเธอจึงได้กล่าวถามออกไป
"อ๊า.....ฉันไม่เป็นไรๆ"ซุนหรงสะดุ้งโหยงกล่าวตอบไป๋ฉีออกไปอย่างร้อนรน
ไป๋ฉีพยักหน้า"อืม ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ถ้าแบบนั้นเราออกเดินทางกันเถอะ พี่อู่เทียนกับพี่อู่ถงอยู่ไม่ไกล"
"อืม" ซุนหรงตอบรับ เมื่อไป๋ฉีเปิดแผนที่ดูตำแหน่งเสร็จสิ้นก็วิ่งนำซุนหรงไปในทันที และเป็นที่แน่นอนว่าตัวซุนหรงเองก็วิ่งไปคว้าเคียวของเธอและตามไป๋ฉีไปติดๆไม่ห่างกาย