เชียงยืนฟื้นฮัก

    ตอนที่ 57 ปลายเพลิง

         ด้านนายมากพอกลับมาถึงอาศรม ก็แปลกใจที่พบอริยะ


    เด็กน้อยนั่งข้างโยคีสาระ มีกระดานชนวน และดินสอพองให้ขีดเขียนเล่นไปพลาง ๆ


         “ลูกมึง มีคนเอามาส่งตั๊วหละมาก”


    โยคีสาระพูดบอกกับมังคลา ซึ่งขอร้องให้เรียกเปลี่ยนชื่อเป็นนายมาก


    อันมาจากไม่อยากให้ใครล่วงรู้ประวัติแท้จริง


    ด้วยให้เหตุผลกับโยคีสาระ กรณีไม่มีผู้ใดสนใจใครรู้ในตัวตน เพราะหลบหนีคดีมา


    การที่รู้จักกันมานาน กลาย ๆ คล้ายเป็นเครือญาติกับบิดาของมังคลา 


    ก่อให้โยคีสาระพรตซึ่งปลีกวิเวกท่ามกลางป่าเขา ต้องช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้


         “ไผหล่ะ ท่านโยคี คึใจดีแท้น้อ”


    เหลือบมองท่าทางจดจ่อกับของเล่นชิ้นใหม่ อริยะขีดเขียนตามประสาวัยซน


         “ผู้เฒ่าลุน ทรงห่วงบักน้อย ๆ หนิอยู่เด้มาก”


    เอ่ยนามถึงคนพามาส่งตัวเด็ก ทั้งกึ่งตักเตือนในประโยคพูด


    ฟังพอผ่านไม่ได้เอะใจในชื่อนัก หากแต่จ้องมองมาที่เด็ก


    ไม่น่าไปก่อเรื่องใหญ่โต ไม่เช่นนั้นโยคีสาระคงสิ้นเมตตา


    ถ้าไม่ใช่เอาไว้ใช้ประโยชน์ นึกจะเอาขี้เถ้ายัดปากให้ตายตั้งแต่ยังเป็นทารก


    ส่วนคำฝากฝังจากอชาตะ ไม่ถือว่าสลักสำคัญอะไร


    เนื่องกมลสันดานของมังคลา ล้วนทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น


         “มีแนวได๋ พอสิบ่ให้มันไกลหูไกลตา นอกสาว่าเอาโซ่มัดไว้”


    ระอาต้องมารับช่วงทายาทอสูร ซึ่งนับวันเผยด้านมืดอันสะพรึงกลัว


    ตัวเล็กเท่านี้ มันล้มเสือได้ ดีที่ยังฟังข้อตกลงตรงห้ามกินเลือดมนุษย์


    หรือใช้มนต์สะกดกับตน สัญญาซึ่งอริยะจดจำใส่ใจ


    เด็กน้อยจึงพุ่งประเด็นไปยังมวลสัตว์ต่าง ๆ โดยยึดเป็นอาหารหลัก


    ถึงแม้หัดกินข้าว ปลา เหมือนผู้คนปกติ แต่ก็ยากจะหักห้ามสัญชาตญาณ


         “เอาหนิ ตอกหมุดมันไว้”


    ท้ายแล้วโยคีสาระ จำเป็นยุ่งเกี่ยวในเรื่องนี้มอบดอกตุ้มหูเงิน สลักอักขระมนต์


    วัตถุสามารถควบคุมจำพวกอสูรได้ ที่ฤาษีไศลให้ไว้ ก่อนจากไปแบบมือเปล่า


    รับมาดู นายมากนึกประหลาดใจในตัวฤาษีไศล ใยเหมือนล่วงรู้เหตุการณ์ 


         “ฤาษีท่าน คึสิฮู้ฮอดกำพืดพวกมัน”


    เปรยพูดถึงบุคคลปริศนา จากนั้นจึงให้คำมั่นกับโยคีสาระ


         “ต่อไปข่อยกะสิแวดวัง บ่ให้มันไปกวนไผอีก”


    พนมมือกราบ ในความปราณีของพรตป่า หันมาเรียกอริยะ


         “ป่ะ บักยะ”


    ความเพลิน เด็กน้อยยังไม่วางแท่งดินสอพอง


    จนโยคีสาระพยักหน้าอนุญาตยกให้ มันจึงหนีบแผ่นกระดานชนวน ขยับลุกขึ้นเดินตามพ่อไป 


    ...บักโผนงอนที่โดนลงโทษ พออริยะก้าวเข้ามาในถ้ำ มันทำเป็นมองไม่เห็น


         “อ้ายโผน ข่อยมีของมาต้อน”


    อริยะอ้อนโดยล้วงเอาก้อนน้ำอ้อยมาง้อ ช่วงจะลงจากเกวียน 


    นางคำปงยัดใส่มือให้ อุตส่าห์เก็บไว้เผื่อพี่มัน


    เป็นแค่วิญญาณปลุกเสก หากบักโผนใจอ่อนยวบทันทีกับของโปรด


    มองสิ่งหยิบยื่นไม่มีร่องรอยกัดแทะ แม้แต่น้อย


         “น้องได่มาแต่ไส”


    ถามถึงใครให้มา พิจารณาก้อนน้ำอ้อย แสดงว่าตั้งใจจริง


         “อีแม่คำปง”


    ความเดียงสาขาดอบอุ่น อริยะทึกทักเอาเองจากความรู้สึกโหยหา


    สำหรับบักโผน มันเคยเห็นตอนเข้าไปสืบเรื่องเพศสภาพ


    ภายในตำหนักจะมีคนคอยดูแลอริยะเป็นอย่างดี 


    เลยไม่สงสัยอะไร เพราะเด็กน้อยมักมีผู้อุปถัมภ์


         “อะหนิ”


    จัดแจงบิหักก้อนของหวาน แบ่งกันระหว่างพี่ น้อง


    ยังมีสิ่งให้บักโผนถามถึงที่มา อันสังเกตใบหูอริยะมีเครื่องประดับ


         “พ่อมากเพิ่นเจาะใส่ให้ ญ้อนบักหล่าขี้ดื้อ”


    ไม่ต่างกัน มันจ้องลายเส้นหวายอาคมตรงหลังกุมารทอง


         “อ้ายกะถืกแส้ฟาดคึกัน”


    บักโผนยอมรับผิด เพราะพลาดปล่อยน้องออกไปหากินยามค่ำคืน


    ฝ่ายอริยะอาศัยจังหวะบักโผนหลับ ชอบนักช่วงอิสระล่าสัตว์กัดกินเลือด


    ทั้งที่ถูกห้ามปรามจากนายมากผู้พ่อ แต่ทำไม่ได้สักที


    ครั้งนี้มันโดนเจาะหูร้อยรูข้างเดียว เพื่อควบคุมพฤติกรรมแรง


    ...ผ่านยุครุ่งโรจน์ของคณะนักบวช สู่ความตกต่ำจนแทบไม่มีที่เหยียบในสังคม


    สมณะพราหมณ์ถูกกลืนโดย*พุทธะเถรวาท


    ขนาดราชสำนักตั้งให้เป็นศาสนาประจำอาณาจักร


    จามรเทวีเร่งบำรุงเคหะสถาน เพื่อภิกษุสงฆ์ได้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ


    พระนางวางการปกครองลักษณะเดิม ไม่ยอมให้ศักดิดาถูกล้มล้างโดยง่าย


    รวมอำนาจไว้ในชนชั้นสูง อีกทั้งลบอดีตความมีอยู่ของอริยะ


    กลบเกลื่อนด้วยเรื่องประชวรป่วยไข้ โอรสผู้เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขสิ้นพระชนม์


    จากไปด้วยวัยทารก ทิ้งให้เป็นเพียงพงศาวดารที่ถูกลืม


    บริบทซึ่งไร้ข้อกังขา เหล่าข้าราชการพากันปิดปากเงียบตามน้ำ


    ถึงคราวยามพระนางเรืองอำนาจ แต่ผูกขาดต่อท้าวแสนขร บิดากำกับอีกที


    ไม่ต่างกับเป็นเมืองขึ้น เพราะทรัพย์สินถูกยักย้ายถ่ายเท


    ส่งบรรณาการแก่เมืองเพชบุระ ขณะกำลังวางแผนแยกตัวเป็นเอกเทศ


    จึงต้องใช้สมบัติจำนวนมาก เพื่อรวบรวมบริวาร


    สมกับสถานะผู้นำ ซึ่งหมายจะสร้างอาณาจักรใหม่


    สาเหตุที่ท้าวรณชัยเดือดดาล ทั้งมีแววร้าวฉานของตนกับจามรเทวี


    บ้านเมืองฝั่งทางนี้ยังต้องระดมทุน พัฒนาเรื่องเศรษฐกิจ


    หนำซ้ำเหมือนหาเงินส่งไปให้อีกนคร ใครจะไม่อึดอัดใจได้


    ตำแหน่งเจ้าพระยา ยกระดับจากข้าราชการชั้นสูง 


    ขึ้นเทียบเคียงบัลลังก์ ดุจมานั่งอยู่บนกองไฟร้อนลนก้น


    แรกเอาความรักนำทาง หากนานวันเข้า ชักจะหมดความอดทนตรงเหนื่อยใจ


    หามาได้เท่าไรก็หมดเกลี้ยง เนื่องจามรเทวีผลาญเงินเป็นว่าเล่น


    อันไม่สามารถพูดได้เต็มปาก เพราะข้อตกลงพันธะผูกมัด


    อีกพื้นนิสัยเอาแต่พระทัย พระนางไม่สนใจใยดีต่อราษฎร


    หลายคราที่ปะทะคารมโต้เถียงกัน ก่อให้หมางเมินสะสม


         “แม่หยัว บ่มาเด้อเพคะ”


    เป็นอีปุนออกหน้ามาถวายรายงาน บอกการกิจในท้องพระโรง 


    องค์จามรเทวีงดปรากฏตัว เพราะยุ่งกับขยับขยายตำหนักแหล่งพำนัก


    โดยเบิกเงินในท้องพระคลัง ซึ่งจวนเจียนร่อยหรอ


    ท้าวรณชัยพลอยปวดกบาล กุมขมับกับความฟุ้งเฟ้อของจามรเทวี


    ใช้สอยชนิดละลายทรัพย์ไปกับสิ่งไม่ควร ชวนให้โมโหตัวเอง 


    ที่ทำอะไรไม่ได้ ท้ายต้องมีปากเสียงพาลทะเลาะเบาะแว้ง


    ...ระยะรอยต่อผลัดกันปกครอง หลังจากองค์เลอสรวงล่วงลับ


    ท้าวเทศต้องพลัดถิ่น เจอกับความกดดันอันมังคลาชิงชังในสถานะเชื้อพระวงศ์ 


    จึงโดนกลั่นแกล้ง ตัดสินใจเลือกรักษาครอบครัว 


    ส่งลูกเมียบางส่วน คืนยังถิ่นฐานบ้านเดิมก่อน อย่างน้อยก็พอคลายกังวล


    จำยอมสละคุ้มเรือน ออกตะเวนตามเส้นทางสร้างเครือข่าย


    นโยบายส่งเสริมทายาทองค์เลอสรวง ผลักดันให้ลายสือหรือท้าวฟ้าฟื้นขึ้นมาสืบทอด


    หากแต่ปรับลดเพดานการปกครอง เพื่อตอบสนองต่อมวลรากหญ้าอย่างแท้จริง


    บุกเบิกทัศนคติ ซึ่งขัดกับหลักอาณาจักรทั่วไปอย่างสิ้นเชิง


    เทียบชัดในด้านรากฐาน บางแห่งยังคงจำกัดสิทธิ


    ปฏิบัติต่อประชาชนดั่งเป็นเพียงสมบัติครอบครอง


    ซื้อขาย แลกเปลี่ยน เป็นเบี้ยทาสในเรือน เป็นไพร่ในสายตานายมูลต้นสังกัด


    การปลุกระดมความคิด ชีวิตเป็นไท ในมุมทันสมัย


    ชุมนุมส่วนใหญ่ยังล้าหลัง ไม่กล้าต่อกรกับอำนาจของผู้นำรัฐบาล


    ไม่ว่าจะเป็นระบบราชาคณะพราหมณ์เป็นใหญ่


    หรือระบอบแบบเทวาธิปไตย โดยยึดกษัตริย์เป็นที่ตั้ง


    ทั้งนี้มีบ้าง ไม่พร้อมจะก้าวออกจากกรอบเดิมนัก


    เนื่องสุ่มเสี่ยงกับความล้มเหลวในทางเลือกใหม่


    งานหนักที่ท้าวเทศหาญยืนหยัด ฝากความหวังไว้กับบักลายสือเชื้อพระวงศ์


    ผู้จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ นำพาประชาธิปไตยสู่หล้าพัฒนาคนด่านแรก


    หน้าฝนหลังเดือนหก ขบวนเกวียนท้าวเทศถึงนครตักสิลา


    อพยพกันมาเพื่อหลบภัย โดยขออาศัยพ่อตาช่วงนี้


    ...ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ทางราชสำนักไม่ละเลย


    เบาะแสที่ท้าวรณชัยตามล้างตามเช็ด กำลังได้เรื่อง


    ข่าวจากบักสากสมุนซึ่งให้เสาะหาแหล่งพักพิงของฝั่งตรงข้าม


    นำความมาแจ้งถึงตำหนักของพ่อเมืองครอบอาณาจักรคนใหม่


         “เห็นว่าไปเพิงพ่อเฒ่ามันตั๊ว พ่ะย่ะค่ะ”


    บักสากรายงานว่าท้าวเทศไปถึงไหนแล้ว ส่วนอีกคณะแยกย้ายกัน


    ตนจึงจับตาที่ขบวนของท้าวเทศ อันเสริมอีกอย่างควรระวัง


         “ม่องสุมหัวปราชญ์ใหญ่ ไผกะเชื่อถือ วังไว้สิมาเอาคืนเฮาสักมื้อ”


    ถ้อยคำไม่เกินจริง เพราะเด่นดังในเรื่องการศึกษา 


    ช่างหน้าเพ่งเล็ง ถ้าทั้งตักสิลากระด้างกระเดื่อง


    ปลายเพลิงที่พร้อมลุกโชน ด้วยเชื้อไฟทางการเมือง


    พอฟังบอกเล่า ก่อให้ท้าวรณชัยคิดควรทำเช่นไร


    ขืนปล่อยไว้คงลามปามเกินขอบเขต อันเหตุจะบานปลาย


    พิจารณาระหว่างใช้ทุนทรัพย์กับยกกองทัพไปปราบให้ราบคาบ


    หรือเลือกชะลอไว้ก่อนดูท่าที แต่ไม่ทำในตอนนี้ ก็ยิ่งสร้างความยุ่งยากภายในวันหน้า


    ตั้งคำถามกับตัวเอง เกรงต้องค้านมติเงื่อนไขที่จามรเทวีมีพันธะต่อบิดาท้าวแสนขร.


    *พุทธศาสนาเถรวาท คือ นิกายที่ยึดหลักคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด 


    ซึ่งถูกรวบรวมและสอบทานโดยพระอรหันตสาวก 500 รูป


    ในคราวปฐมสังคายนา หรือที่เรียกว่า คำสอนของพระเถระ


    เน้นการบรรลุนิพพานด้วยตนเองผ่านการปฏิบัติไตรสิกขา 


    และเป็นนิกายหลักที่นับถือในไทย พม่า ลาว กัมพูชา และศรีลังกา 


    ลักษณะสำคัญของพุทธเถรวาท


    คำสอนดั้งเดิม ยึดมั่นตามพระไตรปิฎกภาษาบาลี


    ที่เรียบเรียงขึ้นหลังพุทธปรินิพพานได้ 3 เดือน


    เป้าหมายสูงสุด ความหลุดพ้นจากทุกข์ (นิพพาน) 


    โดยเน้นการพึ่งพาตนเองในการปฏิบัติธรรม


    เน้นวินัยพึงปฏิบัติ ให้ความสำคัญกับพระวินัยของคณะสงฆ์อย่างเคร่งครัด


    คำสอนหลัก อริยสัจ 4 มรรคมีองค์ 8 ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) และกฎแห่งกรรม 


    พุทธเถรวาทเป็นนิกายที่แพร่หลายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 


    และในประเทศไทยมีผู้นับถือเป็นส่วนใหญ่ประมาณ 94% ของประชากร


    (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)