บทที่ 56
แปลงผักแรกของเมือง
ผลผลิตงอกงามออกมา ผู้คนทั้งเมืองที่เดินผ่านไปผ่านมาบนถนนเริ่มมองเห็นแปลงผักที่แปลกตา เหล่าผู้คนมากมายพากันประหลาดใจเกี่ยวกับแปลงผักที่ปรากฏ
อันที่จริงแล้วภายในเมืองแห่งนี้ไม่เคยมีแปลงผักปรากฏขึ้นมาก่อน เนื่องจากสภาพที่ดินที่แห้งแล้งเลยทำให้แทบจะไม่มีแปลงผักปรากฏขึ้นภายในเมืองแห่งนี้
แต่อยู่บนที่ดินที่เคยรกร้างและแห้งแล้ง ยามนี้กับมีแปลงผักแปลงแรกปรากฏขึ้นมา ผู้คนทั่วทั้งเมืองพากันให้ความสนใจเกี่ยวกับ
รั้วสูงที่กั้นที่ดินผืนใหญ่ ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาพากันชะโงกหูชะโงกตามองดู ของที่แปลกประหลาดสายตาของพวกเขามันคือแปลงผัก
“ นี่เจ้าได้ยินรึเปล่าที่ดินบนถนนเส้นนั้นของเมืองมีแปลงผักปลูกอยู่ด้วยแหละ ”
“ นี่เจ้าล้อเล่นหรือไม่ภายในเมืองของเรา ไม่ว่าผู้ใดก็รู้ดีผักเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปลูกได้”
“ ที่ดินภายในเมืองแห่งนี้แห้งแล้งจะตายเพราะแบบนั้นไม่สามารถปลูกผักได้หรอก ”
“ แต่ว่ามันมีจริงๆนะผู้คนส่วนใหญ่พากันไปดูที่ดินผืนนั้นเห็นว่าเป็นที่ดินที่อุดมสมบูรณ์มากเลย ”
“ เป็นไปไม่ได้เป็นไปไม่ได้ ข้าเคยเห็นแล้วที่ดินผืนนั้นเป็นที่ดินที่รกร้างจะสามารถปลูกผักได้อย่างไร ”
เสียงสนทนาของคุณภายในเมืองพากันดังขึ้น พวกเขากำลังสนทนาเกี่ยวกับหัวข้อสำคัญที่เป็นข่าวภายใน
แปลงผักแปลงแรกของเมืองแห่งนี้ปรากฏ ผู้คนมีทั้งคนที่มาเห็นด้วยสายตาของตนและเชื่อ กับอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่มาเห็นด้วยสายตาแล้วก็ไม่ยอมปักใจเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้
เพราะว่าเรื่องนี้มันน่าแปลกประหลาด โดยทั่วไปแล้วที่ดินภายในเมืองส่วนใหญ่เป็นที่ดินที่แห้งแล้ง เมื่อพูดเกี่ยวกับเรื่องการปลูกผักผู้คนจึงไม่เชื่อกัน
พวกเขาถอดใจเกี่ยวกับเรื่องการปลูกผักหรือว่าเพาะพันธุ์ทำการเกษตรไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อนที่ที่ดินภายในเมืองแห้งแล้ง
ถึงแม้ว่ายามนี้จะมีน้ำอยู่แต่สภาพพื้นดินและหน้าดินนั้นย่ำแย่เกินไป ถ้าจะใช้วิธีในการฟื้นฟูหน้าดินตามธรรมชาติก็คงจะใช้เวลาอีกหลายสิบปี
แต่ในยามนี้ภายในเมืองแห่งนี้มันกลับมีที่ดินที่สามารถปลูกพืชผักปรากฏขึ้น ผู้คนพากันเดินทางมามาดูแปลงผักแปลงแรกของเมือง
พืชผักออกผลงดงาม “ ดูนั่นสิผักจริงจริงด้วยไม่คิดว่าจะมีคนปลูกผักภายในเมืองแห่งนี้ ”
“ นั่นสินั่นสิเหตุใดจึงปลูกผักภายในเมืองแห่งนี้ขึ้นกัน อันที่จริงแล้วภายในเมืองแห่งนี้ที่ดินผืนนี้ข้าก็เคยเห็นว่ามันเป็นที่ดินที่แห้งแล้งไม่ใช่หรือ? ” เหล่าชาวเมืองชะโงกหน้าชะโงกตายอยู่ด้านหน้ารั้ว
ใช้ดวงตาของตนมองตรงเข้ามาภายในรั้วที่มีแปลงผัก แปลงหลายแปลงตั้งอยู่ด้านหน้าเป็นที่สนใจของผู้คน
“ ดูนั่นสิขอรับคุณหนูผู้คนมากมายให้ความสนใจมากเลย ” ฮุ่ยหวงสนทนากับคุณหนูที่ยืนอยู่ข้างกาย
ทั้งสองยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ภายในที่ดิน ใช้ดวงตาทอดมองยาวไปที่รั้วที่มีเหล่าชาวเมืองกำลังชะโงกหน้าชะโงกตามองแปลงผัก
ซูฉีแสยะยิ้มมุมปากนางพยักหน้า ดูเหมือนว่าการที่ชาวเมืองให้ความสนใจกับแปลงผักจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่นางต้องการ
“ แบบนี้แหละดีแล้วผู้คนสนใจกับแปลงผักของพวกเรามากขนาดนี้ย่อมเป็นผลดีกับพวกเราเอง ”
“ อย่างนั้นหรือขอรับคุณหนู ข้าเองก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเป็นผลประโยชน์กับพวกเราอย่างไร? ” เด็กหนุ่มเก้าสงสัย
ฮุ่ยหวงมีร่างกายแข็งแรงมีปัญญาในด้านการปลูกผัก เพราะว่าเขานั้นศึกษาเรื่องนี้กับบิดามาตั้งแต่ยัง แต่ว่ายังอ่อนด้อยเกี่ยวกับเรื่องการค้าขาย
ยามนี้ก็ไม่รู้เลยว่าความคิดของคุณหนูของมันกำลังคิดอะไรอยู่ ได้แต่เกาหัวและงุนงงในความคิดอ่านของคุณหนูของมัน
“ แน่นอนว่าย่อมดี ในยามนี้คนพวกนี้สนใจเกี่ยวกับสวนผักของพวกเราไม่ใช่รึ? ”
“ อันที่จริงแล้วแปลงผักพวกนี้ข้าเองก็คิดจะปลูกเพื่อขายผู้คนภายในเมือง การเกษตรจะทำให้เมืองแห่งนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ”
“ เจ้าไม่คิดอย่างนั้นหรือ? ” ซูฉีหันถามเด็กหนุ่ม
เมืองแห่งนี้เกี่ยวกับเรื่องการเกษตรนั้นแทบจะไม่มี ทำให้ภายในเมืองกลายเป็นเมืองที่ไร้ซึ่งความเจริญ ผู้คนมากมายอดอยากเกี่ยวกับอาหาร
สุดท้ายแล้วกลายเป็นเมืองชายแดนที่มีแต่ผู้คนหนีห่าง ในยามนี้ซูฉีเห็นผู้คนให้ความสนใจกับสวนผักของนาง รู้ได้ทันทีว่าอีกไม่นานเรื่องนี้ต้องพูดไปทั่วทั้งเมืองอย่างแน่นอน
และผลประโยชน์ของการพูดของผู้คน มันก็จะมาตกที่นางโดยตรงที่เป็นเจ้าของสวนผักแห่งนี้
“ เอาล่ะเก็บเกี่ยวผักรอบแรกได้แล้ว อีกไม่นานพวกเราจะเริ่มปลูกผักรอบที่สองโดยการขยายส่วนให้ ”
“ เข้าใจแล้วขอรับ ” เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบรับ
ทั้งสองเริ่มลงมือในการเก็บเกี่ยวพืชผลที่ได้มาจากสวนผักขนาดใหญ่ นี่เป็นเพียงแค่การทดลองปลูกเท่านั้น
เพราะว่านี้เป็นการปลุกหักในส่วนครั้งแรกของพวกเขา ในการปลูกผักครั้งนี้จึงเป็นเพียงแค่การทดลอง
แต่เมื่อเห็นว่าในครั้งแรกมันสามารถปลูกผักและก็ได้พืชผลได้อย่าง มันเองก็ทำให้นางนั้นมั่นใจและก็จะลงมือขยับขยายสวนผักให้ใหญ่ขึ้น
สถานที่แห่งนี้คือสวนผักส่วนแรกของเมือง พืชผลของมันจะกลายเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงทั้งเมืองแห่งนี้
ซูฉีเริ่มทำการเก็บ เกี่ยวกับเรื่องผักของนางก็เริ่มกระจายไปทั่วทั้งเมืองให้ผู้คนนั้นสนใจ
…
“ สวนผักอย่างงั้นรึ? ” หวงเจียวลู่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อุทานขึ้นด้วยใบหน้าประหลาดใจ
ดวงตามองตรงไปที่ทหารที่มารายงานเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทหารหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าพยักหน้าและตอบกลับ “ ใช่แล้วขอรับ ในยามนี้ผู้คนภายในเมืองพากันพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ”
“ พวกเขาบอกว่าคุณหนูซูปลูกผักภายในที่ดินของตนเอง ”
“ ที่ดินผืนนั้นเป็นที่ดินที่รกร้างและแห้งแล้งยามนี้กับสามารถปลูกพืชผลได้ ผู้คนบางคนยังกล่าวขานว่านางคือเทพเซียนอีกด้วย ”
“ บอกว่านางนั้นมีความสามารถพิเศษในการแปรเปลี่ยนที่ดินที่แห้งแล้งให้กลายเป็นที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ ”
“ เกี่ยวกับข่าวเรื่องนี้กระจายไปทั่วทั้งเมือง ผู้คนพากันแตกตื่นเกี่ยวกับเรื่องที่ ดูเหมือนว่าในยามนี้นางจะเป็นที่สนใจกับผู้คนภายในเมืองมากกว่าที่พวกเราคิดขอรับ ” ทหารหนุ่มที่มีหน้าที่รายงานรายงานออกมา
ซูฉีในยามนี้เป็นที่สนใจของผู้คน เพราะว่าพืชผักที่นางสามารถปลูกได้เป็นเรื่องที่น่าเชื่อ
หลังจากที่ได้ยินคำรายงานของทหารหนุ่ม หวงเจียวลู่ที่นั่งอยู่ยิ้มเล็กน้อย แววตาฉายความครุ่นคิดบางอย่าง
“ การเกษตรภายในเมืองห่างไกลที่แห้งแล้งแห่งนี้อย่างงั้นหรอ? ”
“ น่าสนใจไม่คิดว่านางจะสามารถปลูกพืชภายในที่ดินที่แห้งแล้งแบบนี้ได้ ”
“ ดูเหมือนว่าเมืองแห่งนี้จะมีอะไรที่น่าเหลือเชื่อมากกว่าที่คาดคิดเอาไว้เสียอีก ”
“ เมืองแห่งนี้น่าเหลือเชื่อหรือว่านางเป็นคนที่น่าเหลือเชื่อกัน ” แม่ทัพหนุ่มกำลังครุ่นคิดเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในเมือง
มันเป็นเพราะว่าภายในเมืองแห่งนี้มันมีความน่าเหลือเชื่อซ้อนเร้นอยู่แล้ว หรือเป็นเพราะว่าคุณหนูจากเมืองหลวงผู้นั้นเป็นคนสร้างความน่าเหลือเชื่อพวกนั้นขึ้นมา
แม่ทับหนุ่มที่นั่งอยู่แสดงร้อยยิ้มที่มุมปากราวกับว่าพบเจอเรื่องที่ตนสนใจ ใบหน้าของแม่ทัพหนุ่มในยามนี้ไม่มีผู้ใดสามารถอ่านออก
แม้แต่ทหารที่รายงานเบื้องหน้าก็รู้สึกสับสนแม่ทับหนุ่มผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
“ ไปกันเถอะ! ” หวงเจียวลู่ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ ไปไหนอย่างนั้นหรือขอรับ ”
“ ไปพบนางข้ามีเรื่องที่ต้องสนทนากับนางสักหน่อย ในยามนี้มีเรื่องที่น่าสนใจมากมายเกิดขึ้นการเกษตรที่เกิดขึ้นภายในเมืองบางทีอาจจะเป็นประโยชน์กับกองทัพของพวกเรา ”
“ ไปกันเถอะ ” แม่ทัพหนุ่มหยิบผ้าคลุมขนสัตว์สีดำคลุมร่างกายก่อนที่จะเดินออกไปพร้อมกับทหารผู้ติดตามมุ่งตรงเข้าไปภายใน
จบบท
มาช้าขออภัยด้วยน๊า