ตอนที่ 24 พลังที่ไม่ควรถูกปลุก
วงล้อมของกองทัพิญญาโลกันตร์บีบกระชับเข้ามาทุกขณะเหนือลานวัดสิงห์คำ อากาศที่เคยเย็นเยียบกลับร้อนระอุด้วยเปลวไฟสีม่วงที่แผ่ออกมาจากร่างของนักรบผีพวกนั้น นกฮูกราตรีนับร้อยส่งเสียงร้องบาดแก้วหู ราวกับเพลงสวดส่งิญญาที่กึกก้องไปทั่วพระนครศรีอยุธยา
ธีรภพยืนอยู่ใจกลางกลุ่มเพื่อน มือหนึ่งถือดาบนิรันดร์โลหิต อีกมือหนึ่งกำกระจกสัจจะที่บัดนี้ส่องแสงสีขาวนวลเจิดจ้าท้าทายความมืด เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืที่ส่งผ่านมาจากใต้ฝ่าเท้า มันไม่ใช่แค่การขยับของแผ่นดิน แต่เป็เสียงชีพจรของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่กำลังขยับกายอยู่ใต้คุกิญญาแห่งนี้
“ธีรภพ! พวกมันใกล้เข้ามาแล้ว!”
ลลินทิพย์ะโพยายามรวบรวมพลังจันทราที่เหลืออยู่สร้างบาเรียป้องกันแสงสีเงินรอบตัวทุกคน
“ฉันต้านไว้ได้อีกไม่นาน พลังพวกมันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ!”
“รุ่นพี่! ผมจะใช้หุ่นพยนต์พลีชีพเปิดทางให้!”
น่านฟ้าหยิบหุ่นลวดทองแดงขนาดใหญ่ออกมาสามตัว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
“ถ้าทางข้างหน้าเปิดออก พี่ต้องรีบพาทุกคนหนีไปที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ตามที่บันทึกของพ่อพี่ภาคินบอกนะ!”
“เดี๋ยวน่านฟ้า!” ธีรภพห้ามไว้ สายตาเขาจ้องมองเข้าไปในกระจกสัจจะ
“กระจกนี่ มันไม่ได้แค่แสดงภาพ แต่มันกำลังเรียกร้องให้ผมส่งพลังเข้าไป ถ้าเราหนีตอนนี้ เราจะถูกพวกมันไล่ล่าไปตลอดทาง และคนในอยุธยาจะต้องตายกันหมด”
ธีรภพหลับตาลง เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ตำราเล่มไหนก็ไม่เคยสอน เขาเริ่มคลายพันธนาการอาคมที่ปู่เคยผนึกไว้ที่หัวใจของเขา ไม่ใช่แค่เนตรอสูรที่มือ แต่เป็แก่นแท้แห่งอาคมศราวิญญ์ที่สืบทอดมาทางสายเื
“ธีรภพ คุณจะทำอะไรน่ะ” ภาคินถามอย่างตื่นตระหนก เมื่อเห็นออร่ารอบตัวธีรภพเริ่มเปลี่ยนจากสีแดงกลายเป็สีทองสลับดำ และขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว
“ผมจะปลุกเขาขึ้นมา...” ธีรภพพึมพำ
“เ้าแน่ใจหรือ เ้าเด็กน้อย?” เสียงหนึ่งก้องกังวานมาจากกระจกสัจจะ มันไม่ใช่เสียงของบรรพชนที่แสนดี แต่เป็เสียงที่แหบพร่าและเก่าแก่ดุจจุดกำเนิดของโลก “พลังของมหาจอมเวทย์ดวงตาที่สามไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะทนรับไหว หากเ้าปลุกข้าขึ้นมา ร่างกายของเ้าอาจจะแตกสลาย และจิติญญาของเ้าจะถูกผนึกไว้ในกระจกนี้ตลอดกาล”
“ถ้ามันจะช่วยหยุดการทำลายล้างของัดำและช่วยพี่ชายผมได้ ผมก็ยอม!” ธีรภพคำราม
เขากดกระจกสัจจะลงบนหน้าอกของตนเองโดยตรง เืจากาแเก่าที่ยังไม่แห้งสนิทซึมซับเข้าสู่เนื้อกระจก ในวินาทีนั้น แสงสว่างสีทองเจิดจ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหมือนเสาเข็มั์ที่ทิ่มแทงก้อนเมฆสีม่วงดำให้แตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆ
เปรี้ยงงงงงงง!
แรงะเิของอาคมส่งผลให้กองทัพิญญาโลกันตร์ที่อยู่ใกล้ที่สุดสลายกลายเป็เถ้าถ่านในพริบตา ร่างของธีรภพลอยสูงขึ้นเหนือพื้นดิน ผมของเขากลายเป็สีขาวโพลน และที่กลางหน้าผาก รอยแยกเล็กๆ ปรากฏขึ้นก่อนจะเปิดออกเป็ดวงตาที่สามที่ส่องแสงสีทองเย็นเยียบ
“นี่น่ะหรือ พลังของปฐมอาคม” น่านฟ้ามองดูด้วยความทึ่งจนลืมหายใจ
ธีรภพในร่างใหม่มองลงมาที่โลกเบื้องล่างด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ เขาััได้ถึงดวงิญญาทุกดวงในระยะสิบกิโลเมตร เขามองเห็นเส้นใยแห่งโชคชะตาที่ผูกมัดทุกคนไว้ และเขามองเห็นเงาของัดำที่กำลังเกาะกินธีรเทพอยู่ที่วัดสีกระจ่าง
เขายกมือขวาขึ้น แล้วสะบัดเบาๆ ไปทางกองทัพิญญาที่เหลืออยู่
“อาคมปฐมกาล : ล้างสัจจะ!”
คลื่นพลังสีทองรูปครึ่งวงกลมพุ่งกระจายออกไป ทันทีที่มันัักับิญญาร้าย แทนที่มันจะฆ่า แต่มันกลับชำระล้างความอาฆาตออกไป ร่างของนักรบผีที่ดูดุดันกลับคืนสู่ร่างิญญาสีขาวบริสุทธิ์ก่อนจะค่อยๆ สลายตัวไปสู่สุขคติทีละดวงๆ
นกฮูกราตรีที่บินอยู่บนฟ้าต่างกรีดร้องด้วยความสยองขวัญก่อนจะร่วงหล่นลงมาตายเกลื่อนพื้นดิน พลังนี้รุนแรงและบริสุทธิ์จนสิ่งมีชีวิตอาถรรพ์สายมืดไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในรัศมีของมัน
ทว่า... ชัยชนะครั้งนี้มาพร้อมกับราคาที่แสนแพง
ร่างกายของธีรภพเริ่มมีรอยร้าวสีทองปรากฏขึ้นตามิั ราวกับแก้วที่กำลังจะแตก ลมหายใจของเขาเริ่มขาด่ พลังปฐมกาลนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าภาชนะที่เป็มนุษย์ธรรมดาจะแบกรับได้ยาวนาน
“ธีรภพ! พอแล้ว! คุณจะตายนะ!” ลลินทิพย์วิ่งเข้าไปพยายามจะคว้าตัวเขา แต่เธอก็ถูกกระแทกออกมาด้วยบาเรียพลังงานที่รุนแรง
ขณะที่ธีรภพกำลังจะเสียการควบคุม พลังนั้นกลับเริ่มดึงดูดบางอย่างจากใต้ดินขึ้นมา
พื้นดินวัดสิงห์คำถล่มลงเป็หลุมั์ แสงสีเขียวมรกตจากคุกิญญาพุ่งขึ้นมาประสานกับแสงสีทองของธีรภพ และที่ใจกลางหลุมนั้น ปรากฏร่างของนักรบโบราณในเกราะสีหยกที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนสีนิล เขาคือผู้คุมคุกิญญาที่หลับใหลมานานนับพันปี และการปลดปล่อยพลังปฐมกาลของธีรภพได้ไปทำลายผนึกที่คุมขังเขาไว้
นักรบเกราะหยกลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาเป็สีเขียวโชติ่ เขามองไปที่ธีรภพแล้วคำรามด้วยเสียงที่สั่นะเืมิติ
“ใคร... ใครกล้าปลุกข้าจากการหลับใหลนิรันดร์!”
นักรบเกราะหยกไม่ได้เป็พวกเดียวกับนกฮูกราตรี แต่น่ากลัวกว่าหลายเท่า เขาคือตัวตนที่ถูกสร้างมาเพื่อทำลายทุกสิ่งที่เป็อาคม ไม่ว่าจะเป็มืดหรือสว่าง เขาพุ่งเข้าใส่ธีรภพด้วยง้าวั์ในมือ
ธีรภพที่สติเริ่มเลือนลางพยายามยกดาบนิรันดร์โลหิตขึ้นรับ
เคร้งงงงงง!
แรงปะทะทำให้พื้นที่รอบบริเวณราบเป็หน้ากลอง ลลินทิพย์ ภาคิน และน่านฟ้า กระเด็นไปคนละทิศละทาง ธีรภพกระอักเืออกมาเป็สีทองคำ ร่างปฐมกาลของเขาเริ่มเสถียรน้อยลงเรื่อยๆ
“นี่คือพลังที่ไม่ควรถูกปลุก” ภาคินที่หัวแตกเือาบหน้าพึมพำขณะพยายามคว้ากล้อง “เราไปกระตุ้นระบบป้องกันโลกโบราณขึ้นมาแล้ว!”
“รุ่นพี่ ถอยออกมา” น่านฟ้าะโสั่งหุ่นพยนต์ทั้งหมดให้เข้าชาร์จนักรบเกราะหยกเพื่อถ่วงเวลา
แต่หุ่นพยนต์เ่าั้กลับถูกบดขยี้เป็ผงธุลีเพียงแค่ัักับออร่าสีเขียว
ในวินาทีที่ง้าวั์กำลังจะปลิดชีพธีรภพ ลลินทิพย์ตัดสินใจทำสิ่งที่เสี่ยงที่สุดในชีวิต เธอรวบรวมพลังจันทราทั้งหมดที่มีในร่าง แล้วพุ่งตัวเข้าไปกอดธีรภพจากด้านหลัง เธอไม่ได้ใช้พลังสู้ แต่เธอใช้การเสียสละจิต เพื่อดึงเอาพลังปฐมกาลส่วนเกินออกจากร่างของธีรภพมาไว้ที่ตัวเธอเอง
“ธีรภพ กลับมาหาฉันเถอะค่ะ อย่าปล่อยให้พลังนี้กลืนกินคุณไป” เธอกระซิบข้างหูเขา น้ำตาหยดลงบนบ่าของธีรภพ
หยดน้ำตานั้นเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่ราดลงบนเตาหลอมที่ร้อนจัด แสงสีทองของดวงตาที่สามค่อยๆ หม่นแสงลง รอยร้าวตามิัของธีรภพเริ่มจางหายไป พลังที่เคยรุนแรงเริ่มสงบลงและไหลย้อนกลับเข้าสู่กระจกสัจจะ
นักรบเกราะหยกชะงักง้าวในมือ เขาจ้องมองลลินทิพย์ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความโกรธเกรี้ยวสลายกลายเป็ความงุนงง “สายเืแห่งจันทรา การเสียสละเช่นนี้ ข้าจำได้แล้ว”
เขาลดง้าวลง แล้วร่างเกราะหยกก็ค่อยๆ สลายกลายเป็ฝุ่นสีเขียวมรกตที่กระจายไปทั่วลานวัด ก่อนจะหายไปพร้อมกับเสียงกระซิบสุดท้าย “เวลาของเ้ายังมาไม่ถึง จงเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อัดำตื่นเต็มที่ ข้าจะกลับมาถามหาคำตอบจากเ้าอีกครั้ง”
ธีรภพและลลินทิพย์ล้มลงบนพื้นหญ้าที่ไหม้เกรียม ทั้งคู่หมดสติไปพร้อมๆ กันท่ามกลางซากปรักหักพังของวัดสิงห์คำ ภาคินและน่านฟ้ารีบพุ่งเข้าไปหาเพื่อนด้วยความใ
“ปลอดภัยไหม เฮ้ ตื่นสิ” ภาคินเขย่าตัวธีรภพ
น่านฟ้าเช็คชีพจร “ยังมีชีวิตอยู่ครับ แต่พลังของทั้งคู่ถูกสูบไปจนเกือบหมด เราอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว แรงะเิเมื่อกี้คนในเมืองต้องเห็นแน่ๆ และพวกนกฮูกที่เหลืออาจจะกลับมาซ้ำ”
ภาคินแบกธีรภพขึ้นหลัง น่านฟ้าอุ้มลลินทิพย์ ทั้งคู่รีบพาเพื่อนกลับไปที่รถ SUV อย่างทุลักทุเล พวกเขาต้องรีบออกไปจากพื้นที่นี้ก่อนที่ตำรวจหรือพวกจอมเวทย์ฝ่ายมืดจะแห่กันมา
สองชั่วโมงต่อมา รถของภาคินมาจอดสนิทอยู่ที่โกดังร้างริมแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเป็จุดพักสำรองที่ภาคินเคยสืบไว้ ธีรภพเริ่มได้สติเป็คนแรก เขามองดูเพดานโกดังที่มืดสลัวด้วยความรู้สึกที่เ็ปไปทั้งตัว
เขามองไปที่มือขวา เนตรอสูรกลับมาเป็สีแดงปกติแล้ว แต่เขารู้สึกได้ถึงรอยประทับของดวงตาที่สามที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ในจิติญญา
“ฟื้นแล้วเหรอครับรุ่นพี่” น่านฟ้าเดินเข้ามาพร้อมผ้าชุบน้ำ “พี่ทำบ้าอะไรลงไปรู้ไหม เมื่อกี้พี่เกือบจะลบอยุธยาออกไปจากแผนที่แล้วนะ”
“ผมรู้” ธีรภพพูดด้วยเสียงที่แหบแห้ง “แต่พลังนั่น มันทำให้ผมเห็นวิธีที่จะช่วยธีรเทพได้ชัดเจนขึ้น”
เขามองไปที่ลลินทิพย์ที่ยังคงหลับอยู่ข้างๆ “เธอเป็ยังไงบ้าง?”
“เธอเสียพลังไปเยอะครับ แต่นอนพักซักคืนน่าจะดีขึ้น” ภาคินเดินเข้ามาสมทบ “แต่สิ่งที่เราเจอวันนี้มันพิสูจน์แล้วว่า พลังของตระกูลศราวิญญ์ไม่ใช่แค่ไสยศาสตร์ธรรมดา แต่มันคืออาวุธระดับทำลายล้างโลก และตอนนี้พวกนกฮูกคงไม่ปล่อยเราไว้แน่”
ธีรภพพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “เราต้องฝึก ไม่ใช่ฝึกเพื่อฆ่า แต่ฝึกเพื่อควบคุมพลังนี้ให้ได้ก่อนที่าสุดท้ายที่วัดสีกระจ่างจะมาถึง ลลินทิพย์ต้องเรียนรู้วิธีผสานพลังจันทรากับผม และน่านฟ้า หุ่นพยนต์ของคุณต้องเป็ปราการด่านสุดท้าย”
ค่ำคืนที่เงียบสงัดริมแม่น้ำป่าสัก กลายเป็จุดเริ่มต้นของการฝึกฝนอาคมที่เข้มข้นที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเจอมา เพื่อเตรียมรับมือกับัดำและธีรเทพที่กำลังจะเข้าสู่ร่างสมบูรณ์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
จบตอนที่ 24
สนับสนุนค่ากาแฟ หรือโดเนทเป็กำลังใจให้ได้นะครับ 4380169722 : ธนาคารไทยพาณิชย์