ตอนที่ 70 ในฐานะบิดาของตัวร้าย ดูเหมือนจะเริ่มฉลาดหลักแหลมมากขึ้นแล้ว
ตำหนักเบื้องหน้าทั้งโอ่อ่าและยิ่งใหญ่ ราวกับราชวังสวรรค์ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนผืนโลก ทุกรายละเอียดภายในสะท้อนถึงพลังแห่งสรรพสิ่ง
มิติแห่งฟ้าและดิน จักรวาลและธาตุแห่งการสร้างสรรค์ ล้วนปรากฏออกมาอย่างแจ่มชัดในชั่วขณะนั้น
บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเลือนราง ทว่ามีเค้าลางละม้ายคล้ายกู้ฉางเกอ
ท่ามกลางหมอกควันแห่งความว่างเปล่าที่ล่องลอย เสียงแห่งจักรวาลและการสวดบูชาดังแว่วรอบกาย กึกก้องราวกับประกาศศักดาความยิ่งใหญ่
เพียงลมหายใจของเขาก็สร้างแรงกดดันที่ปกคลุมทั้งสรวงสวรรค์และโลกหล้า คล้ายกับเทพเจ้าที่ดำรงอยู่ก่อนการกำเนิดขึ้นของสายธารกาลเวลา
พลังของเขาลึกล้ำจนมิอาจหยั่งถึง
เมื่อกู้ฉางเกอก้าวเข้ามา บุรุษผู้นั้นลืมตาขึ้น ก่อนเผยสายตาแฝงความอบอุ่น ที่มีเพียงกู้ฉางเกอผู้เดียวเท่านั้นที่จะได้รับมัน
สำหรับโลกภายนอก เขาคือเทพเจ้าผู้สง่างาม เยือกเย็น และมองดูสรรพชีวิตทั้งมวลดั่งเศษธุลี
แม้แต่ทุกคำสั่งที่บัญชาการออกไปก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งพลังจิตของเขาที่จัดการให้ ยามปกติแล้วเขาหาได้ลดตัวลงไปกล่าววาจาบ่อยครั้งเช่นนั้นไม่
บุรุษผู้นี้คือกู้หลินเทียน ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าตระกูลกู้ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแดนสวรรค์
เพียงคำสั่งจากตำหนักแห่งนี้ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกทั้งใบ ควบคุมชีวิตและความตายของสิ่งมีชีวิตนับมิถ้วน
กล่าวได้ว่า ผู้นำตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงคือมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลาอย่างแท้จริง
“ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว”
กู้ฉางเกอกล่าวขณะยืนอยู่เบื้องหน้าบิดา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเคารพ
“การเดินทางเป็นไปได้ด้วยดีหรือไม่ การที่เจ้าลงสู่โลกเบื้องล่างครั้งนี้ ทำให้ผู้อาวุโสในอีกสายของตระกูลเกิดความมิพอใจ จึงมุ่งพยายามสืบเสาะหาเป้าหมายของเจ้าขึ้นมา” กู้หลินเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทว่าแฝงความลึกซึ้ง
ความลับที่กู้ฉางเกอมีดวงจิตแห่งมาร เป็นเรื่องที่รู้กันเพียงมิกี่คนในตระกูลเท่านั้น
ผู้ที่ล่วงรู้นอกจากผู้อาวุโสสายตรงมิกี่คนแล้ว ก็มีเพียงกู้หลินเทียนและมารดาของกู้ฉางเกอที่ล่วงรู้ถึงความลับนี้
ดวงจิตแห่งมารเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และอันตราย ตั้งแต่กำเนิดของแดนสวรรค์ มีผู้ครอบครองดวงจิตแห่งมารเพียงเก้าคนเท่านั้น และกู้ฉางเกอก็นับว่าเป็นรายนามลำดับที่เก้าของการกำเนิดนี้
แปดคนก่อนหน้า มิว่าจะมาจากสายเลือดหรือขุมพลังอำนาจใด ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ล้วนกลายเป็นมหามารผู้ก่อมหันตภัยแห่งโลกหล้า
พวกเขาคือมารร้ายผู้ครองโลก หรือมหามารที่สังหารผู้คนทั้งสวรรค์และพื้นพิภพให้เอ่อล้นไปด้วยโลหิตที่เจิ่งนอง ก่อให้เกิดการรวมตัวของเหล่าขุมพลังอำนาจเพื่อล่าล้าง
ผู้คนที่อยู่ใกล้ชิดกับพวกเขาล้วนประสบเคราะห์กรรมหายนะ
การปรากฏตัวของดวงจิตแห่งมาร ถือเป็นลางอันชั่วร้ายแห่งสรวงสวรรค์
ในแดนสวรรค์นี้ แม้จะมิถึงขั้นที่ผู้ครอบครองดวงจิตแห่งมารจะต้องเผชิญกับศัตรูจากทุกสารทิศ แต่ก็เป็นที่น่ารังเกียจมากพอที่จะทำให้ผู้คนหลีกเลี่ยงราวกับงูพิษที่นับเป็นสิ่งอัปมงคล
ในยามที่กู้ฉางเกอถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับดวงจิตแห่งมารที่ติดตัวมา กู้หลินเทียนถึงกับตกตะลึงนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง
แต่โชคดีที่เขาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว จึงรีบจัดการกับเหตุการณ์ในทันที โดยปิดบังความลับนี้จากสมาชิกตระกูลคนอื่นอย่างเคร่งครัด โดยมีเพียงผู้ใกล้ชิดที่ไว้ใจได้เท่านั้นที่รับรู้ถึงความลับนี้
มิว่ากู้ฉางเกอจะมีพรสวรรค์อันโดดเด่นหรือความสามารถอันเลิศล้ำเพียงใด แต่หากมีดวงจิตแห่งมารติดตัวก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอให้เขามิสามารถจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำของตระกูลในอนาคตได้
ทั้งในสายตาของคนในตระกูลและโลกภายนอก ล้วนปฏิเสธตัวตนของเขาอย่างไร้ข้อแม้
ยิ่งไปกว่านั้น สายอื่นๆ ในตระกูลกู้ก็ย่อมมิมีวันเห็นชอบ
ทว่าโชคดีที่ในห้วงเวลานั้น เด็กหญิงผู้หนึ่งจากอีกสายของตระกูลที่ซ่อนแสงแห่งพรสวรรค์ของตนไว้ กลับถูกกู้ฉางเกอซึ่งยังเยาว์วัยในขณะนั้นมองเห็นว่านางครอบครองกระดูกแห่งมรรคา
เพื่อปูทางอนาคตของกู้ฉางเกอ กู้หลินเทียนจึงตัดสินใจลงมืออย่างเด็ดขาด
เขาวางแผนอย่างรัดกุม ดึงกระดูกแห่งมหามรรคาจากเด็กหญิงผู้นั้นมา เพื่อใช้เป็นเกราะปิดบังดวงจิตแห่งมารของกู้ฉางเกอ
การปกปิดครั้งนี้กินเวลายาวนานกว่าสิบปี โดยที่มิมีผู้ใดล่วงรู้ถึงความผิดปกติแม้แต่น้อย
ในปัจจุบัน ผู้อาวุโสในตระกูลกู้ที่เคยรับรู้เรื่องราวนั้น ก็ถูกเนรเทศหรือถูกกดดันข่มขวัญจนแทบสิ้นอำนาจ
สายตระกูลที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรือง ก็กลับค่อยๆ ร่วงโรยจนแทบสิ้นสูญ
เหตุการณ์ในครั้งนั้น ดูเหมือนจะถูกฝังลึกไว้ใต้เงาแห่งอดีต
มีเพียงบางครา ที่เขาลองใช้วิชาเพื่อคาดการณ์ความเป็นไป ก็กลับพบว่าเด็กหญิงผู้นั้นที่หายไปเมื่อหลายปีก่อน คล้ายถูกอำพรางด้วยพลังลึกลับบางอย่าง
ในครั้งนั้น เขามิอาจกำจัดเด็กหญิงผู้นั้นได้โดยสมบูรณ์ เพราะนางถูกผู้อาวุโสในสายตระกูลของนางพาตัวหนีออกไป
หลังจากนั้น นางก็หายลับไปจากโลกหล้า มิมีผู้ใดล่วงรู้ถึงชะตากรรมของเด็กหญิงผู้นี้อีกเลย
แม้ว่าเขาจะพยายามสืบเสาะเรื่องราวนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ด้วยความลับของเรื่องดังกล่าว ก็ทำให้การค้นหายิ่งพบเจอกับอุปสรรคมากขึ้น
แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลที่มีอำนาจสูงสุด ก็เลือกที่จะปิดหูปิดตาต่อเรื่องนี้
แม้ว่าสายตระกูลนั้นจะเสื่อมโทรมลง แต่เขาก็ยังมิอาจแน่ใจได้ว่าภายในเขตตระกูล จะมิมีผู้อาวุโสบางคนของสายตระกูลนั้นแฝงตัวอยู่
ในตระกูลกู้ เหล่าผู้อาวุโสโบราณมักมีนิสัยปลีกตัวไปฝึกวิชา หากมิมีการขุดค้นตรวจสอบโดยละเอียด ก็มิมีผู้ใดสามารถบอกได้ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่
“ทุกอย่างราบรื่นดีขอรับ” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยท่าทางสุภาพ
สำหรับเขาแล้ว บิดามารดาคู่นี้ช่างแสดงความรักที่ล้นเกินจนเกือบจะกลายเป็นการปรนเปรอเขาอย่างมิมีที่สิ้นสุด
ดังที่พบในนิยายหลายเรื่อง บิดามารดาของผู้ที่ได้รับพลังโชคลาภมักละเลยหรือดูแคลนบุตรของตน แต่สำหรับฝ่ายตัวร้ายนั้น บิดามารดามักเอาใจใส่และมอบความรักเกินพอดี
นี่คือที่มาของคำกล่าวที่ว่า หากโจมตีทายาทของตัวร้าย บิดามารดาก็ย่อมต้องออกโรงปกป้อง” พร้อมส่งทั้งครอบครัวมาต่อกรกับทุกสิ่งเพื่อรักษาชื่อเสียง
“ให้พ่อช่วยตรวจอาวุธของมหามารในอดีตนี้หน่อยเถิด เพราะในเวลานี้เจ้ายังมิอาจควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์” กู้หลินเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ขอรับ ท่านพ่อ”
เมื่อสิ้นคำ กู้ฉางเกอก็ขยับจิตนึกคิด
ทวนมารทลายสวรรค์ซึ่งถูกเก็บซ่อนไว้ในมิติอาวุธ พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา
ครืน!
ความว่างเปล่ารอบตัวสั่นสะเทือน กลิ่นอายแห่งการสังหารอันแรงกล้าแผ่กระจายออกมาราวกับจะบดขยี้ทำลายล้างฟ้าดินทั้งหมด!
แต่ในเสี้ยววินาที กลิ่นอายอันน่าสะพรึงนั้นกลับถูกกดทับราวกับเปลวไฟที่เล็กจ้อย ที่ริบหรี่ไร้เรี่ยวแรงท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำ
ในสายตาของกู้ฉางเกอ สิ่งที่เห็นก็มิต่างจากแสงเทียนเพียงริบหรี่ที่กำลังสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจอันยิ่งใหญ่ซึ่งเหนือกว่ามันจนหมดสิ้นซึ่งความองอาจ
“ท่านพ่อ ท่านทำมันตกใจเสียแล้ว” กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความอ่อนใจ
พร้อมกันนั้นเขาได้ส่งพลังจิตเพื่อปลอบประโลม ทำให้ทวนมารเล่มนั้นค่อยๆ คืนสู่ความสงบ
กระนั้น มันยังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อการดำรงอยู่ของกู้หลินเทียน
มันเพิ่งถือกำเนิดสติปัญญามินาน อีกทั้งยังเคยเชื่อว่าตนเองแข็งแกร่งเหนือผู้ใด แต่ในยามเผชิญหน้ากับบุรุษผู้นี้ กลับเหมือนเรือใบเล็กจ้อยท่ามกลางมหาสมุทรอันไร้ที่สิ้นสุด ทั้งยังไร้ซึ่งพลังต่อกร
“ดูเหมือนเจ้าจะมีวาสนาอันน่าอัศจรรย์ วิธีเรียกอาวุธของเจ้านี้ แม้แต่ข้าก็ยังแทบมิอาจรับรู้ได้” กู้หลินเทียนกล่าวพร้อมรอยยิ้มจาง “ก็ดี ข้ากับแม่เจ้าจะได้เบาใจเสียที มิต้องมาฟังนางบ่นใส่ข้าทุกวัน”
“โชคดีที่ทวนมารเล่มนี้มิมีเจตนามุ่งร้ายอันใดต่อเจ้า มิเช่นนั้นแล้วมันคงมิจำเป็นที่จะต้องมีสติปัญญาอีกต่อไป การเป็นเพียงวิญญาณอาวุธไร้สำนึกก็นับว่าเพียงพออยู่แล้ว”
กู้หลินเทียนหัวเราะเบาๆ ก่อนจะถอนพลังจิตที่ใช้ตรวจสอบกลับคืน
แม้ทวนมารทลายสวรรค์นี้จะเป็นอาวุธอันล้ำค่าของมหามารผู้ยิ่งใหญ่
แต่เมื่ออยู่เบื้องหน้าบุคคลเช่นเขา แม้อาวุธนี้จะถูกปลุกขึ้นมาให้คืนสู่สภาพสมบูรณ์ เพียงความคิดเดียวก็เพียงพอที่จะกดมันไว้ได้อย่างง่ายดาย
ทว่าด้วยความที่นี่นับเป็นวาสนาของกู้ฉางเกอ เขาจึงเลือกที่จะมิเข้าไปยุ่งเกี่ยว
กู้ฉางเกอมีความลับซุกซ่อนอยู่ในตัวมิใช่น้อย แต่ในฐานะบิดา กู้หลินเทียนมิได้คิดจะไถ่ถามหรือก้าวล่วงเรื่องราวเหล่านั้น เพราะเขารู้ดีว่าความลับเหล่านั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของกู้ฉางเกอ
ทว่าหากเป็นเรื่องที่เขาต้องออกโรงปกป้อง เขาก็ย่อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอย่างสุดกำลัง มิยอมปล่อยให้ผู้ใดมาทำอันตรายแก่บุตรชายของเขาได้
กู้ฉางเกอพยักหน้ารับเล็กน้อย เขามิใช่ผู้ซึ่งไร้หัวจิตหัวใจ สำหรับผู้ที่ปฏิบัติต่อเขาด้วยความจริงใจ มอบความหวังดีให้เขาอย่างแท้จริง เขาย่อมรับรู้ได้
แม้ว่าเขาจะนิยามตนเองว่าเป็นฝ่ายตัวร้าย แต่หาใช่ผู้ที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมไม่ เขาเพียงแต่ยืนอยู่ในจุดที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตโดยบังเอิญเท่านั้น
“การเดินทางลงสู่โลกเบื้องล่างครั้งนี้ ทำให้พลังของเจ้าก้าวหน้ามิน้อย แม้แต่เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในสายอื่นๆ ของตระกูลก็ยังยากที่จะเทียบเคียงเจ้าได้…”
กู้หลินเทียนเอ่ยชมด้วยความพึงพอใจพลางสังเกตระดับพลังที่เพิ่มพูนขึ้นของกู้ฉางเกอ
ในช่วงวัยเดียวกัน เขาเองยังมีพลังอยู่เพียงระดับเจ้าครองแคว้น
ทว่ากู้ฉางเกอกลับอยู่ในจุดสูงสุดของระดับเจ้าครองแคว้น และกำลังจะก้าวเข้าสู่ระดับจอมราชันแล้ว
เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งแดนสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่อาจมีมากมาย แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถเดินมาถึงจุดนี้ได้ แม้แต่เขาเองก็มิอาจคาดเดาได้
“ท่านพ่อกล่าวชมเกินไปแล้ว”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ก็มิได้ปฏิเสธคำชมนั้น
ระหว่างทางกลับสู่แดนสวรรค์ เขาได้ใช้แต้มชะตาสวรรค์ถึงห้าพันแต้มเพื่อผลักดันพลังของตนจนถึงจุดสูงสุดของระดับเจ้าครองแคว้น
เมื่อประเมินพลังที่แท้จริงแล้ว เขาสามารถบดขยี้ผู้แข็งแกร่งระดับเทวะมายาได้อย่างง่ายดาย
แน่นอนว่า เรื่องนี้เขาเก็บเป็นความลับไว้กับตนเองเท่านั้น มิคิดจะเผยให้ผู้ใดล่วงรู้ได้
เขาได้ซุกซ่อนความลับไว้มากมาย รวมถึงเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพ ก็มิแม้แต่จะเปิดเผยให้บิดาได้รับรู้
มิใช่เพราะเขามิไว้วางใจบิดา แต่ยิ่งมีผู้รับรู้ความลับนี้น้อยเพียงใด ก็ยิ่งนับว่าเป็นผลดีต่อตัวเขาเท่านั้น
“ทวนมารทลายสวรรค์เป็นอาวุธของมหามารในอดีต แม้จะยากที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับมัน แต่ก่อนที่ตำแหน่งผู้นำของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงจะถูกกำหนดอย่างแน่นอน เจ้าก็พยายามอย่าใช้งานมันจะดีกว่า”
กู้หลินเทียนกล่าวเตือนกู้ฉางเกอด้วยสายตาลึกซึ้ง
หาใช่เพราะเกรงว่าอาวุธของกู้ฉางเกอจะถูกแย่งชิงไม่ เพราะอย่างไรในโลกนี้ยังมิมีผู้ใดกล้าคิดหยิบยื่นมือมาแย่งชิงสมบัติของตระกูลกู้อยู่แล้ว
แต่หากเรื่องนี้นำไปสู่การเชื่อมโยงถึงดวงจิตแห่งมารของกู้ฉางเกอ อาจก่อให้เกิดคำครหาภายในตระกูลได้ แม้เขาจะดำรงตำแหน่งนายน้อย แต่ตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคตยังมิได้ถูกตัดสิน
แม้อาวุธนี้จะล้ำค่า แต่ตำแหน่งผู้นำตระกูลนั้นย่อมสำคัญยิ่งกว่า
เมื่อถึงวันที่ตำแหน่งนั้นถูกกำหนดขึ้น เหล่าผู้อาวุโสที่เคยตั้งคำถามจะมิมีทางถอนคำพูด แม้พวกเขาจะมิเห็นด้วยกับดวงจิตแห่งมารของกู้ฉางเกอ แต่ก็ต้องยอมรับในตัวเขาอย่างมิอาจทำอันใดได้
กู้หลินเทียนได้วางแผนอนาคตไว้ให้บุตรชายเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่รอให้กู้ฉางเกอก้าวขึ้นมารับตำแหน่งเท่านั้น
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะเริ่มฉลาดหลักแหลมมากขึ้นแล้ว...”
จู่ๆ สายตาของเขาก็ตกไปอยู่ที่หยกหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณซึ่งกู้ฉางเกอได้พกติดตัวอยู่ พร้อมกันนั้นก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังของเยี่ยนจีที่แฝงอยู่
ใบหน้าของกู้หลินเทียนพลันเผยรอยยิ้ม ซึ่งขัดกับความเยือกเย็นลึกล้ำที่เขามักแสดงออกในยามปกติ
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
“ท่านพ่อ ท่านเข้าใจผิดแล้ว...”
กู้ฉางเกอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ พลางเล่าเรื่องของเยี่ยนจีให้บิดาฟังอย่างเรียบง่าย
แน่นอนว่าเขามิได้เอ่ยถึงแผนการที่เขาเคยใช้แทรกแซงความสัมพันธ์ระหว่างเยี่ยนจีกับเย่เฉิน เพราะหากมิใช่เพราะความนึกสนุกและความตั้งใจที่จะเก็บเกี่ยวแต้มชะตาสวรรค์ เขาก็คงมิเสียเวลาลงแรงทำสิ่งใดไปมากมายเช่นนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น การได้แสดงอำนาจเหนือผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตก็ทำให้เขารู้สึกถึงความสะใจอย่างยิ่ง
เมื่อกลับมายังแดนสวรรค์แล้ว เยี่ยนจีจะถูกจัดการอย่างไรย่อมมิสำคัญสำหรับเขา
ทว่านางเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากแดนสวรรค์โดยกำเนิด ย่อมต้องรู้จักความลับและโอกาสอันล้ำค่าอยู่บ้าง
“นี่คือเผ่าพันธุ์ที่สืบทอดพลังแห่งเปลวไฟโดยกำเนิดของสวรรค์และปฐพีมาแต่โบราณกาล ข้าเคยคิดว่าพวกเขาสูญสิ้นไปแล้ว ทว่าในเมื่อเจ้าถูกใจ ก็ปล่อยให้อยู่ข้างกายเจ้าเถิด”
กู้หลินเทียนกล่าวพร้อมมองเยี่ยนจีด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง
เพียงชั่วพริบตา เขาก็มองทะลุถึงแก่นแท้ของนาง
เผ่าพันธุ์แห่งเปลวไฟกำเนิดเหล่านี้เคยเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์
เมื่อพวกเขาถือกำเนิด ก็เต็มเปี่ยมด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่
แต่บัดนี้ เผ่าพันธุ์นี้ได้สูญสลายหายไปหมดสิ้น
หากวัดจากอายุ เยี่ยนจีก็เปรียบเสมือนมนุษย์ในวัยเพียงยี่สิบปีต้นๆ เท่านั้น กู้ฉางเกอเองก็ยังเยาว์วัย หากนางอยู่ข้างกายเขาโดยปราศจากความคิดแอบแฝง ก็ย่อมมิมีอันใดเสียหาย
“ในช่วงที่รุ่งโรจน์ถึงขีดสุด พลังของนางน่าจะอยู่ที่ระดับมหาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งนับว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์อันหาได้ยากยิ่ง…”
กู้หลินเทียนเอ่ยอย่างสงบนิ่ง
‘ระดับมหาศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ มิน่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดแต้มวาสนาของนางจึงได้สูงส่งถึงเพียงนั้น นางเองก็เป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยโชควาสนาโดยแท้จริง’
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น กู้ฉางเกอพลันเข้าใจ
ในช่วงที่เยี่ยนจีทรงพลังที่สุด นางคือผู้ที่บรรลุระดับมหาศักดิ์สิทธิ์
ระดับพลังเช่นนี้ แม้แต่ในแดนสวรรค์เบื้องบนก็หาผู้ใดเทียบเคียงได้ยาก ผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งอยู่ในระดับนี้สามารถทำลายดวงดาราให้แตกเป็นเสี่ยง อีกทั้งยังข้ามผ่านห้วงอวกาศได้โดยไร้สิ่งใดขัดขวางได้
สำหรับตระกูลกู้แล้ว ผู้มีพลังบำเพ็ญระดับราชันเทวะถือว่าเป็นเสาหลักของตระกูล ส่วนผู้แข็งแกร่งที่เข้าสู่ขอบเขตในระดับศักดิ์สิทธิ์นั้น จึงจะถูกยกย่องว่าเป็นยอดฝีมืออย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งเป็นผู้ที่บรรลุถึงระดับมหาศักดิ์สิทธิ์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเทียบเท่าได้กับผู้อาวุโสผู้ทรงอำนาจแห่งตระกูล
เมื่อคิดได้เช่นนี้ กู้ฉางเกอก็อดมิได้ที่จะรู้สึกว่า การได้เยี่ยนจีมาติดตามข้างกายนั้นนับเป็นโชควาสนาอันหาได้ยากยิ่ง
“หากเจ้ามีเวลาก็จงกลับไปที่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์สักครั้ง ช่วงเวลาที่เจ้าหายไปกว่าครึ่งปีนั้นทำให้มีถ้อยคำครหามากมาย อีกทั้งเรื่องการแต่งตั้งผู้สืบทอดที่นั่นก็ควรจะได้รับการตัดสินเสียที…”
กู้หลินเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความคิดคำนึงอันลึกล้ำ
ภายในดวงตานั้น ฉายภาพแห่งความหายนะที่ยากจะหยั่งถึง จักรวาลแตกสลาย ฟ้าดินปริร้าว ดวงดาราสูญสิ้น
ในชั่วขณะนั้น เขาคือผู้ปกครองสูงสุด ดุจผู้ควบคุมทั้งเอกภพ
“วางใจเถิดท่านพ่อ ตำแหน่งผู้สืบทอดของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นี้ ลูกจะต้องคว้ามาครอบครองให้ได้” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยความมั่นใจ
บิดาของเขาเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยาน
ซึ่งตัวเขาเองก็เป็นเช่นนั้นมิแพ้กัน
สำนักอมตะนิรันดร์อย่างตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ สักวันหนึ่งย่อมต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกเขาสองพ่อลูกอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
…