หลังจากรู้ว่าชายตรงหน้าคือไอดอลที่ชื่นชมซินเหยียนก็ถามเทียนคงไม่หยุด โดยเฉพาะเรื่องที่เขาสามารถใช้วิชาแพทย์โบราณได้ เทียนคงไม่รู้จะตอบอย่างไรจึงอ้างไปว่าเขาบังเอิญเจอหนังสือเก่าแก่เล่มหนึ่งที่หอหนังสือประจำโรงรักษาแล้วจึงลองใช้ดูปรากฏว่ามันได้ผลดี จึงลงมือรักษาชาวเมือง
แต่มีหรือว่าซินเหยียนจะไม่รู้ว่าเทียนคงกำลังเลี่ยงที่จะตอบความจริงในเมื่อเขาไม่อยากตอบ นางก็ไม่เซ้าซี้ที่จะถาม แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะขอให้เทียนคงสอนนางบ้าง
“ท่านจะอยากเรียนวิชาโบร่ำโบราณไปทำไมกันล่ะในเมื่อท่านเองก็เป็นถึงแพทย์ระดับสี่” เทียนคงได้ทราบแล้วว่าซินเหยียนที่เป็นผู้ใช้พลังด้านการรักษาคนนี้เป็นถึงแพทย์ระดับสี่จากน้องชายของนางที่โม้ไม่หยุด ท่าทีของเขาเปลี่ยนไปจนเห็นได้ชัด เขาพูดจากับเทียนคงดีขึ้นมากและดูเหมือนความหงุดหงิดที่เคยพ่ายแพ้ต่อเทียนคงจะจางหายไปแล้ว ราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น
“ไม่ว่าจะเรื่องอะไรขอแค่เป็นความรู้ที่เกี่ยวกับการรักษา ข้าก็สนใจอยากจะเรียนทั้งนั้นล่ะ และก็ไม่แน่ว่าข้าอาจจะต้องใช้มันก็ได้ใครจะรู้ ได้โปรด ช่วยสอนข้าหน่อยเถอะนะ”
เห็นหน้าตาอ้อนวอนชวนหลงใหลของกัวซินเหยียนเทียนคงก็ต้องกุมขมับ ไม่รู้เป็นเพราะอะไรทำไมเขาถึงได้ใจอ่อนกับสตรีทุกที เขาพยักหน้าไปทีหนึ่งก่อนจะบอกว่า“ก็ได้ ข้าจะสอนท่าน แต่มีข้อแม้ว่า ท่านห้ามบอกใครว่าท่านเรียนมาจากข้า ท่านทำได้ไหม”
“ได้อยู่แล้วขอบคุณนะ” ซินเหยียนแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจะต้องปิดบังเรื่องที่เขาใช้วิธีรักษาแบบโบราณได้มันไม่ใช่ว่าเป็นความลับหรือข้อห้ามอะไรเสียหน่อย เพียงแต่แค่มันหายากมากแล้วเพราะไม่มีคนใช้เท่านั้นเอง
เพราะวิชาการแพทย์แบบใหม่นั้นมันทั้งใช้ง่ายกว่า และเข้าใจได้ง่ายกว่ามากเอาเป็นว่ามันดีกว่าวิชาแพทย์โบราณมากกว่าทุกทางก็แล้วกัน
ดังนั้นแล้วจึงไม่มีใครสนใจเรื่องที่เทียนคงใช้วิชาแพทย์โบราณในการรักษาผู้ป่วยแต่สนใจเรื่องที่เขาช่วยเหลือคนอื่นฟรี ๆต่างหาก เพราะในยุคนี้การที่ใครจะทำอะไรให้ใครโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนั้นแทบจะหาไม่ได้แล้ว
“ดีแล้ว... ว่าแต่พวกท่านทั้งสองคนจะไปทำอะไรกันที่เมืองเพชฌฆาตอสูรกันเหรอ ....”เทียนคงเปลี่ยนเรื่อง
“เอ่อออ....” “มันเป็นภารกิจลับ ข้าบอกท่านไม่ได้หรอก ข้าอภัยด้วย” ซินเหยียนกำลังอ้ำอึ้งและไม่รู้ว่าจะบอกเทียนคงดีไหมถึงสถานะของนาง และเรื่องที่จะต้องไปทำที่เมืองเพชฌฆาตอสูรแต่ไหเจินก็พลันพูดขึ้นก่อน นับว่าช่วยนางไปได้ในคราวนี้
“อ่องั้นหรอกหรือ ... ข้าเข้าใจแล้ว ขออภัยด้วยที่เสียมารยาท” เทียนคงพยักหน้าเข้าใจเพราะเขาเองก็มีบางเรื่องที่ไม่อาจบอกใครได้เหมือนกัน พวกเขาเป็นเพียงคนที่เพิ่งเจอกันและร่วมเดินทางมาด้วยกันเท่านั้นไม่แปลกที่พวกเขาจะยังไม่อาจเชื่อใจกันและกันได้
ทั้งสามคนเดินทางด้วยยานพาหนะลำจิ๋วนี้อย่างช้าๆเอื่อย ๆไปจนถึงเมืองเพชฌฆาตอสูรจนได้ แต่เวลานั้นก็มืดค่ำแล้ว ซินเหยียนเห็นว่าเทียนคงน่าจะเคยมาเป็นครั้งแรกจึงอาสาพาเขาไปที่โรงแรมที่นางรู้จัก
ไม่ช้าก็มาถึง
“พนักงานช่วยจัดที่พักให้ชายคนนี้ด้วยหนึ่งห้อง และข้ากับน้องชายอีกคนละห้อง”ซินเหยียนวางเหรียญเงินเป็นจำนวนกว่า 5,000 เหรียญออกมาในทีเดียวพนักงานสาวที่ต้อนรับก็สีหน้าตกตะลึง ค่าห้องอย่างแพงที่สุดก็เพียงคืนละ 500เหรียญ นี่นางเอาออกมาถึง 5,000 หมายความว่าไงกัน พวกเขามีกันสามคน ก็ตกเพียง 1,500แล้วที่เกินมาล่ะ
เห็นพนักงานงุนงงซินเหยียนจึงพูดให้นางเข้าใจว่า“ข้า จะเหมาห้องที่อยู่ติดกันด้วยน่ะ จัดการให้ทีนะ” พนักงานจึงเข้าใจในที่สุดสตรีนางนี้คงจะเป็นลูกหลานตระกูลที่ร่ำรวย จึงไม่อยากพักใกล้กับคนอื่นแล้วทำให้เกิดเสียงรบกวน พนักงานพยักหน้ารับแล้วรีบไปจัดการทันที
“เอ่ออแม่นางซินเหยียน ข้าไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น ข้าคงไม่อาจ ....”เทียนคงกำลังจะบอกปฏิเสธ แล้วไปอาศัยนอนข้างทางเอา เพราะอย่างไรเขาก็มีอุปกรณ์มิติที่พกพาชุดที่พักสำเร็จรูปไว้อยู่แล้วและจริง ๆเขาเองก็ไม่ได้อยากจะมาที่โรงแรมแต่แรกแต่เป็นซินเหยียนยืนยันจะพาเขามาให้ได้
“อย่าได้เกรงใจเลยถือเสียว่านี่เป็นค่าตอบแทนที่ข้าจ่ายให้ท่านแทนชาวเมืองที่ได้ช่วยท่านรักษาเถอะนะ”ซินเหยียนยิ้มตอบ นางคิดแบบนี้จริง ๆเพราะในฐานะองค์หญิงหากมีคนทำเพื่อประชาชนของนาง นางย่อมต้องตอบแทน เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว
“ก็ได้ตามแต่ท่านก็แล้วกัน” เทียนคงพยักหน้าก่อนจะเดินตามพนักงานสาวไปที่ห้องของตัวเองสองพี่น้องก็เดินตามไปเช่นกัน
ค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างเงียบสงบ
เทียนคงนั้นได้ตื่นแต่เช้ามืดแล้วออกจากโรงแรมไปก่อนสองพี่น้อง และได้ทิ้งข้อความฝากไว้กับพนักงานสาวคนเดิมจากนั้นจึงมุ่งหน้าไปที่ สำนักคร่าอสูรสาขาประจำเมืองเพชฌฆาตอสูร ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักรบจะมาเพื่อขออนุญาตสร้างสังกัด
เทียนคงที่ไม่รู้จักสังกัดใดๆเลย จึงได้มุ่งหน้ามาที่นี่ เพราะอย่างน้อย จะต้องมีนักรบที่ต้องการสร้างสังกัดมาที่นี่แน่นอนและเขาจะได้ถือโอกาสขอเข้าร่วมด้วยกับนักรบพวกนั้น
และเขาก็คิดไม่ผิดนี่ขนาดยังไม่เช้าดี ท้องฟ้าเพิ่งจะมีแสงสาดส่อง ที่สำนักงานแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยนักรบมากมาย พลังขั้นต่ำอยู่ที่ระดับกลางขั้นสูง ส่วนสูงสุดที่มีอยู่ตอนนี้คือเชี่ยวชาญขั้นหนึ่งและเทียนคงได้กดระดับพลังตัวเองไว้ให้แสดงออกมาเพียงแค่ระดับสูงขั้นสองเท่านั้นจึงไม่ได้เป็นที่สังเกตจากคนอื่น เพราะก็นับได้ว่าเขาอยู่ในเกณฑ์ทั่วไปค่อนไปทางต่ำด้วยซ้ำในหมู่นักรบที่มาที่นี่จึงทำเขาไม่ได้โดดเด่นอะไร
นักรบที่จะสร้างสังกัดได้จำเป็นจะต้องเป็นนักรบระดับสูงขั้นสูงเสียก่อนและยังต้องได้รับหนังสือรับรองจากสำนักหรือหัวเมืองหลัก และสุดท้ายคือจะต้องมีสมาชิกที่พร้อมจะเข้าสังกัดที่จะสร้างอย่างน้อย15 คน นี่จึงเป็นเหตุให้ที่นี่เต็มไปด้วยนักรบมากมาย ที่เห็นอยู่ตอนนี้ก็ร้อยกว่าคนแล้ว
“นี่อีม่าน ทำไมพวกเหวินหงยังไม่มาอีก นี่ก็ได้ใกล้เวลา ถ้าหากพวกเราพลาดคิวนี้ไปจะต้องรออีกทีเมื่อไหร่ก็ไม่รู้นะ” สตรีสวยสดงดงามคนหนึ่งกล่าวอย่างไม่พอใจต่อชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าด้วยความโมโห
“ข้าจะไปรู้ได้ยังไงพวกเราก็ได้รับคำสั่งมาเหมือน ๆกันไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาถามข้ากันล่ะ” ชายหนุ่มตอบด้วยความไม่พอใจเช่นเดียวกัน
“เจ้า..... แล้วทีนี้จะทำยังไง ยังไม่ทันได้เริ่มทำภารกิจก็ทำท่าจะเหลวไม่เป็นท่าสะแล้วบ้าจริง” สตรีคนเดิมกล่าวสบถแล้วทำท่าจะปล่อยโฮออกมา
“พี่ใหญ่พี่รอง แย่แล้ว เกิดเรื่องกับ พี่เหวินหงแล้ว” ชายคนหนึ่งรีบร้อนวิ่งเข้ามาและตามมากันอีก 4-5 คน จนเป็นจุดสนใจของผู้คนโดยรอบทันที
“ว่าไงนะเกิดอะไรขึ้นกัน” ทั้งอีม่านและสตรีคนที่เถียงกับเขาเมื่อครู่หันขวับมาทันทีแล้วก็พูดขึ้นมาพร้อมๆกันเหมือนนัดกันมา
จากการสอบถามจึงได้รู้ว่าชายคนที่ชื่อ เหวินหง นั้นได้ไปมีเรื่องกับนักรบคนหนึ่ง เพราะเขาไปเกี๊ยวราพาสีนักรบหญิงระหว่างทางที่เดินทางมาและพรรคพวกของนักรบหญิงคนนี้เกิดความไม่พอใจ และได้ลงมือต่อสู้กัน แต่ผลออกมาคือเหวินหงนั้นแม้จะสู้หนึ่งต่อหนึ่งได้ แต่ไม่สามารถรับมือกับนักรบห้าหกคนที่พากันประเคนหมัดและเท้าเข้าหาเขาและพวกน้อง ๆที่ติดตามมาด้วยก็มีพลังต่ำกว่าพวกนั้นมากจนต้องล่าถอยแล้วรีบวิ่งมาแจ้งพวกพี่ ๆที่สำนักคร่าอสูรนี่
“เวรเอ้ยยยไอเจ้าโง่บัดซบ รู้ว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของตระกูล ยังมีหน้ามาสร้างเรื่องได้อีกอีม่าน เป็นความรับผิดชอบของเจ้า ไปจัดการพาตัวเขามาเดี๋ยวนี้เลย”สตรีคนเดิมกล่าวอย่างไม่พอใจ นางขมวดคิ้วแล้วตวาดออกมาโดยที่ไม่สนใจสายตาที่มองเข้ามาและเสียงซุบซิบนินทาเลยแม้แต่น้อย
“ข้า.... เห้ออ ก็ได้ เดี๋ยวข้าไปช่วยเขาเอง เจียเย่ เจ้ามากับข้าหน่อยได้ไหม” เขาคล้านที่จะต่อล้อต่อเถียงกับสตรีนางนี้แล้วพาน้องชายออกไปด้วยคนหนึ่ง
“เอ่ออพี่เย่อิ๋ง จะไม่ออกไปช่วยพวกเขาหน่อยหรือขอรับ” หญิงสาวหนึ่งในกลุ่มพวกเขาเอ่ยถามขึ้นมา
“ไม่ถ้าแค่พวกนักรบระดับนี้ยังจัดการไม่ได้ แล้วจะไปทำภารกิจของตระกูลได้ยังไงหากพวกเขาพ่ายแพ้กลับมา พวกเราก็พากันกลับตระกูลเถอะ เสียเวลาเปล่าที่จะไปล่าอสูรพวกนั้น”
“ค่ะเข้าใจแล้ว”
แต่แล้วสิ่งที่นางคิดดันเกิดขึ้นมาจริงๆ พวกผู้ชายที่ตั้งใจออกไปช่วยสองคนกับเหวินหงตัวต้นเรื่อง เป็นสามคนตอนนี้ถูกมัดมือมัดเท้าและลากเข้ามาที่ห้องโถงนี้อย่างทุเรศทุรัง สภาพนั้นถูกซ้อมมาจนจำหน้าแทบไม่ได้พวกเขาถูกลากเข้ามาโดยชายหนุ่มรูปร่างกำยำ เขามีพลังระดับสูงขั้น 7ซึ่งเท่ากันกับอีม่านจึงน่าแปลกใจมากที่เขาสามารถกำราบอีม่านได้โดยที่เขาไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนใด ๆ
“ฮ่าๆๆๆ ตระกูลหลิวมีดีกันแค่นี้หรือไง ความสามารถดั่งขยะ ยังกล้าที่จะมาสร้างสังกัดเรอะแถมยังคิดที่จะมาตอแยคนของข้าอีก” ชายร่างกำยำนี้หัวเราะร่าและเดินลากคนสามคนมาด้วยท่าทีหยิ่งยโสเสียเหลือเกิน
“เจ้า....” เย่อิ๋งที่เห็นสภาพคนของตระกูลเป็นแบบนั้นก็กัดฟันกรอดและมองไปยังชายร่างกำยำนี้อย่างไม่เกรงกลัว แล้วเริ่มรวมพลัง ทำให้ชายร่างกำยำเลิกคิ้วแล้วพูดว่า
“น้องเย่อิ๋งอย่าเพิ่งใจร้อน ... หึหึ ถือว่าข้าเห็นแก่หน้าเจ้า หากเจ้ายอมที่จะไปรินเหล้าให้ข้าสักมือข้ายินดีจะปล่อยคนพวกนี้ไป ดีหรือไม่” แม้จะบอกว่าเห็นแก่หน้านาง แต่สิ่งที่เป็นข้อแลกเปลี่ยนนั้นมั่นช่างเกินกว่าคำว่าดูถูกหรือสบประมาทเสียอีก
เย่อิ๋งทนไม่ไหวอีกต่อไป ก่อนจะระเบิดพลังระดับสูงขั้น 5 ออกมาเต็มพิกัดแล้วโจมตีไปยังชายร่างกำยำ ชายร่างกำยำเห็นดังนั้นก็ยิ้มอย่างชั่วร้ายเขาตั้งใจยั่วยุให้นางลงมืออยู่แล้ว ไม่คิดเลยว่าจะติดกับง่ายขนาดนั้นตัวเขามีพลังระดับสูงขั้น 7 แล้วนางจะเอาอะไรมาสู้กับเขากัน ....