ตอนที่ 10 (ภาค 2): ศึกเปิดม่านสงครามข้ามแคว้น
“เมื่อขอบเขตของแผ่นดินกลายเป็นลวดลายบนกระดาษ
สิ่งที่ตัดสินว่าใครจะอยู่รอด…มิใช่เส้นเขตแดน แต่คือผู้ที่กล้าเหยียบมันข้ามไปก่อน”
วันประกาศศึก — เสียงที่แผ่นดินสะท้อนกลับ
ราชสภาหลันชิงส่งคำประกาศอย่างเป็นทางการฉบับแรกในรอบ 16 ปี
“แคว้นจงจิ่น และแคว้นฉู่หลัว ได้รวมพันธมิตรเงา
แทรกแซงเขตแดนของหลันชิงทางตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันออก
เห็นสมควร…เปิดศึกตอบโต้ และเคลื่อนทัพข้ามแดนอย่างเป็นทางการ
โดยผู้บัญชาการศึกครั้งนี้ คือขุนศึกเฟิงหมิง แห่งขอบฟ้าคราม”
เสียงแห่งคำประกาศมิใช่เพียงสั่งการ
แต่มันคือการเปลี่ยนโฉมหน้าสงครามของทั้ง 15 แคว้น
เพราะครั้งนี้…หลันชิงจะเป็นฝ่ายรุกเต็มตัวต่อสองแคว้นใหญ่
และทัพที่นำหน้าไม่ใช่กองทัพหลวง
หากเป็น “กองกำลังที่เติบโตขึ้นจากศรัทธาของคนเล็ก ๆ”
การรวมทัพครั้งใหญ่ — กำเนิด ‘แนวร่วมขอบฟ้า’
เฟิงหมิงเรียกประชุมแม่ทัพในสนาม
กระโจมบัญชาการกลางถูกตั้งไว้ใจกลางที่ราบระหว่างหลันชิงกับแคว้นจงจิ่น
ภาพเบื้องหน้าคือทัพรวมกว่า 20,000 นาย
ประกอบด้วย:
เฟิงหมิงยืนหน้ากระดานสนาม
แสงแดดกระทบดาบที่ห้อยข้างเอว
เขามิได้ใส่เกราะทองหรือผ้าคลุมหรู
แต่ใส่เพียงชุดทหารที่เปื้อนฝุ่นสงคราม
“เราคือทัพที่ไม่ได้ถูกก่อจากตราประทับ…
แต่จากคนที่รู้ว่า
หากไม่ยกดาบเสียบัดนี้ วันหน้าอาจไม่มีใครยกได้อีก”
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังพรมแดนตรงหน้า
“วันนี้…เราจะไม่ขอเส้นเขตแดน
แต่จะ ‘เขียนใหม่’ ด้วยปลายเท้าของพวกเราเอง!”
เสียงโห่ร้องดังก้องไปถึงผืนฟ้า
ธงของแต่ละกองโบกไหว แต่ไม่มีผืนใดเด่นเท่าผืนฟ้าครามของเฟิงหมิงที่ปักอยู่ใจกลางสนาม
กลศึกรุกสองด้าน — แผน ‘แตกกลางรุกหนัก’
เฟิงหมิงวางกลยุทธ์โดยอิงจากข้อมูลของโม่เฉินและรายงานภาคสนามของซูเหวิน
แผนที่ถูกขึงกลางกระโจม ระบุชัดเจนว่า…
แคว้นจงจิ่นมีป้อมชายแดนชื่อ “ฉางหมิง” ที่มีกำแพงหินแน่นหนา
แคว้นฉู่หลัวมี “หุบปักษาแดง” ซึ่งควบคุมเส้นทางเสบียงและม้าเร็วทั้งหมด
เป้าหมายของเฟิงหมิงคือ ‘ไม่ตีพร้อมกัน’ แต่ ‘ตีให้ศัตรูคิดว่าเขาตีพร้อมกัน’
—
กลศึก “แตกกลางรุกหนัก” ประกอบด้วย 3 แกนหลัก:
ส่งหน่วยอิสระป่วนแนวป้อมฉางหมิง พร้อมข่าวลือปลอมว่าทัพหลันชิงจะตีตรงการตัดเส้นเสบียงฉู่หลัว —
ใช้หน่วยของเหยียนหลีแทรกเข้าตัดการลำเลียงข้าวและม้า
ทำให้ทัพฉู่หลัวต้องขยับออกมาเปิดพื้นที่การตีกลางแบบสายฟ้าฟาด —
เมื่อศัตรูแตกทัพรับสองทิศ เฟิงหมิงจะนำหน่วยม้าหนักของเจียงหลง
บุกตี “แนวบัญชาการร่วม” ซึ่งตั้งอยู่กลางภูเขาซิวซาน
คืนก่อนเคลื่อนพล — ความเคลื่อนไหวจากพันธมิตรเงา
ขณะทุกอย่างกำลังดำเนินตามแผน
สารด่วนจากโม่เฉินถูกส่งมาถึงมือเฟิงหมิง
เพียงประโยคเดียว:
“ขุนศึกจิ้นหมิง กำลังเจรจากับฉู่หลัวลับหลังเรา”
เฟิงหมิงนิ่งเงียบ
เจียงหลงขบฟันแน่น
“หมายความว่า…พวกเขาจะถอนตัวจากพันธมิตรเรา?”
ลั่วเฉิงวางกระบอกไม้ลงบนแผนที่
“ถ้าเป็นจริง…ศัตรูที่อยู่ข้างหลังเราจะเริ่มขยับทันที
และเรา…จะถูกล้อมจากสามด้านโดยไม่รู้ตัว”
การตัดสินใจที่เปลี่ยนแผ่นดิน
เฟิงหมิงเงยหน้าขึ้น
มองแสงคบไฟที่สะท้อนในตาขุนพลของตน
“ถ้าพวกเขาจะหักหลังในเงา…ข้าจะทำลายมันในแสง”
เขาตัดสินใจเพิ่มแผนที่สี่
กลศึก “ตัดเสียงสะท้อน” — การเข้าโจมตีจุดรวมของการเจรจาแทนการตีแนวทัพ
เฟิงหมิงจะนำกองทัพขนาดเล็กเข้ายึด “ป้อมผานหลัว”
ที่ใช้เป็นสถานที่เจรจาลับระหว่างพันธมิตรจิ้นหมิงกับฉู่หลัว
ป้อมผานหลัว — แดนเงาของการทรยศ
ยามสามคืนถัดมา
เฟิงหมิงนำทัพม้าเบา 800 นาย
พร้อมหน่วยลอบข่าวสารของซูเหวิน และหน่วยดาบไร้เสียงของเหยียนหลี
บุกเข้าสู่ป้อมผานหลัวก่อนการเจรจาจะเริ่ม
ป้อมผานหลัว มิใช่แนวรบ แต่คือ “สถานที่ต้องห้าม” ที่ไม่เคยมีทัพใดกล้าแตะ
เป็นสัญลักษณ์ของการเจรจาและสันติ…ในนาม
ทว่าคืนนั้น — มันคือเป้าหมาย
สายฟ้าฟาดกลางหอคำมั่น
ขณะเหล่าผู้แทนจิ้นหมิงและฉู่หลัวเพิ่งเข้าสู่ห้องเจรจาชั้นใน
เสียงเปลวไฟระเบิดก็ดังลั่นกลางค่าย
ธนูเพลิงของซูเหวินปักเข้าหลังคา
หอกม้าเบาของเจียงหลงซัดทะลุกำแพงไม้
เสียงดาบของเฟิงหมิงตัดผ่านม่าน
พร้อมประกาศกลางเงา
“ข้าคือเฟิงหมิงแห่งขอบฟ้าคราม
ข้ามิได้มาขอข้อตกลง
ข้ามาเผาสัญญาที่เกิดจากหลังคำโกหก!”
เสียงของเขากลบทุกเสียง
ก่อนจะปักธงขอบฟ้าครามไว้กลางหอคำมั่น
คำพูดที่เปลี่ยนขั้วสงคราม
ภายในห้องหลัก
ขุนศึกฉู่หลัวถึงกับหน้าถอดสี
ทูตจิ้นหมิงพยายามร้องขอเจรจา
แต่เฟิงหมิงกลับกล่าวเพียงประโยคเดียว
“เจรจา…เป็นของคนที่รักษาคำพูด
ข้าเจรจาได้กับศัตรู แต่ไม่ใช่กับคนที่ซ่อนดาบหลังเสียงหัวเราะ”
เขาสั่งถอนทัพกลับทันที
แต่ก่อนกลับ…เขาทิ้งถ้อยคำที่สะเทือนถึงสามแคว้น
“นับแต่วันนี้
ทัพขอบฟ้าครามจะถือธงของศรัทธา ไม่ใช่สัญญา
ใครยืนข้างศรัทธา — เราจะปกป้อง
ใครยืนข้างผลประโยชน์ — เราจะไม่ยอมเดินข้างพวกมันอีกแม้ก้าวเดียว”
หลังศึก — การยอมรับโดยไม่ต้องรับรอง
แม้ราชสภาจะยังไม่ออกแถลงการณ์
แต่ข่าวการ “ทำลายข้อตกลงเงา” และ “ปิดเจรจาพันธมิตรทรยศ” ของเฟิงหมิง
แพร่สะพัดไปยังทุกแคว้น
คำเดียวที่เกิดขึ้นตามหลังชื่อเขา…
“ขุนศึกผู้กล้าสะบั้นเสียงเท็จ ด้วยคมดาบของความจริง”