“พี่ชายเฉิงซวี ไม่ต้องทำหน้าเศร้าแบบนั้น เดี๋ยวข้าไปบอกพวกท่านให้เอง ว่าข้าจะแต่งงานกับท่าน!”
“เซียวเหยาเจ้าเป็นผู้หญิง จะออกนอกเรื่องนี้ได้ยังไง” เหวินฟู่พูดขึ้น
“อาจารย์พวกเราต้องกลับไปที่แดนเทพอสูร ต้องจัดการแต่งงานที่นี่ให้เรียบร้อย ท่านก็รู้ว่าหนทางไกล ไปมาลำบาก”
“พูดถึงเรื่องเดินทาง ตอนนี้ข้าเอาสัตว์ของข้า ออกมาได้แล้วใช่ไหมคะ ข้าอยากให้พวกเขามารับพลังที่แดนเทพ”
“น้องสาวตอนนี้ปลอดภัยแล้ว เจ้าเอาสัตว์ของเจ้าออกมาได้” เซียวเหยารีบเอาผิงผิงและงูน้อย ออกมารับพลัง
“เซียวเหยา ขนาดเจ้ายังคิดจะให้สัตว์อสูรมารับพลังที่นี่ เจ้าไม่คิดว่าถ้าแต่งงานแล้ว จะอยู่ที่นี่สักพักหรือ!”
“อย่างน้อยก็อยู่ให้พ่อแม่เจ้า เห็นหน้าของเจ้าไปอีกสักพัก บ้านก็มีตั้งหลายหลังเป็นเรือนหอ สักหลังหนึ่งก็ได้” เหวินฟู่แนะนำ
“พี่ชายมีเรื่องที่แดนเทพอสูร ที่ต้องรีบไปทำไหม เจ้าค่ะ”
“จะว่ามีก็มี แต่เจ้าอยู่กับพ่อแม่ก่อนก็ได้ จากกันตั้งหลายปี”
เรื่องของทั้งสองจบลง ด้วยการแต่งงานจะอย่างเรียบง่าย ที่แดนสวรรค์ แล้วค่อยไปเฉลิมฉลอง ตอนขึ้นเป็นราชินีที่แดนเทพอสูร
เพราะเซียวเหยา ต้องช่วยอาจารย์ฟื้นฟูกฎระเบียบของสวรรค์ ตั้งแต่เรื่องข้อห้ามต่างๆ ให้เหมาะกับการเป็นเทพ และเรื่องการมีบุตร ไม่เป็นเรื่องต้องห้ามอีกต่อไป ตอนนี้ที่แดนสวรรค์ไม่มีเด็กอยู่เลย อายุต่ำสุดก็มีแต่เซียวเหยา
สิบวันต่อมา บ้านหลังเล็กตกแต่งด้วยโคมไฟสีแดง และผ้าสีแดงที่ไหวพลิ้วตามสายลม หน้าบ้านเต็มไปด้วยดอกไม้ สีแดงและสีชมพู ต่างแย่งกันชูช่อและส่งกลิ่นหอม เหมือนมีส่วนร่วมในงานแต่งครั้งนี้
เซียวเหยาและเฉิงซวีอยู่ในชุดสีแดง หน้าตาของทั้งคู่ ไม่มีหน้ากากอยู่ จะมีเพียงฝ่ายหญิงที่มีผ้าสีแดงคุมไว้
ถึงวิธีจะไม่มีแขกที่ไหน แต่วิธีการของพวกเขา ก็ครบสมบูรณ์โดยมีอาจารย์เหวินฟู่ เป็นผู้จัดการให้ วิธีกราบไหว้ฟ้าดิน คำนับพ่อแม่ และคำนับซึ่งกันและกัน
ระหว่างที่ทำพิธีอยู่นั้น มีดอกไม้สีชมพูและขาวโปรยปราย มาจากบนท้องฟ้า “เซียวเหยา เฉิงซวี เทพบรรพกาล อวยพรให้พวกเจ้าแล้ว”
“ตอนพวกเจ้ากราบไหว้ฟ้าดิน ท่านคงรับรู้ได้ จึงอวยพรมาให้”
หลังจากดอกไม้โปรยปรายหมดแล้ว ทั้งคู่ถูกส่งเข้าห้องหอ ที่เดินไม่กี่ก้าวก็ถึง แต่…ยังไม่ทันถึงห้องหอ มียันต์สื่อสารปรากฏขึ้นต่อหน้า เฉิงซวีรีบจับขึ้นมาอ่าน
“แดนเทพอสูร ถูกมารยกทัพมาประชิด” เขาอ่านออกมาเสียงดัง คิดว่าไม่ให้เป็นความลับต่อเจ้าสาว
“พี่ชายเฉิงอวีเรื่องเร่งด่วน แต่ฤกษ์ดีจะเสียไม่ได้ รีบเข้าห้องหอ กินเหล้ามงคล แล้วเดินทางไปแดนเทพอสูรกัน ข้าจะไปกับท่านด้วย” เซียวเหยาจูงมือ เจ้าบ่าวเข้าห้องหอ
เฉิงซวีกำหมัดแน่น รอให้ผ่านวันนี้ไปก่อนก็ไม่ได้ เขาเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก จูงมานั่งที่โต๊ะรินเหล้ามงคลส่งให้
“ต่อไปเจ้าก็เรียกข้าว่าท่านพี่ ส่วนข้าก็เรียกเจ้าว่าน้องหญิง” ทั้งคู่กินเหล้ามงคล เฉิงซวีลุกขึ้นยืน สะบัดมือทีเดียวชุดเจ้าบ่าวแดงสีล้วน กลายเป็นชุดสีแดงขลิบดำ
“ไปกันเถอะ! เจ้าต้องเปลี่ยนชุดก่อน แล้วออกไปพร้อมกัน”
ทั้งสามคนยืนรออยู่นอกห้อง ด้วยความเป็นห่วง เรื่องที่เกิดขึ้น จากความสุขที่เห็นทั้งสองแต่งงาน เปลี่ยนเป็นความกังวลแทน
“ผิงผิง กับงูน้อยอยู่ที่ไหน กลับเข้าอยู่ในมิติจิต เราจะกลับแดนเทพอสูรกัน” เซียวเหยาสื่อจิตออกไปบอกทั้งสอง
“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าต้องไปกับท่านพี่ พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วง พอเสร็จเรื่องราวแล้ว ข้าจะรีบกลับมาหา มาเยี่ยมท่านบ่อยๆ หรือไม่ก็รับท่านไปเที่ยวที่แดนเทพอสูร และแดนเซียนเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าทั้งสองเดินทางปลอดภัย ขับไล่ศัตรูออกจากแผ่นดินให้ได้ ไว้ให้พ่อกับแม่ มีพลังที่เยอะกว่านี้ จะไปหาลูกที่นั่นเอง”
“ใช่แล้วเซียวเหยาเจ้าไม่ต้องห่วง มีอาจารย์อยู่ทั้งคน ถ้าทั้งคู่แข็งแรงแล้ว อาจารย์จะพาไปเยี่ยมเจ้าเอง ส่วนเจ้าทั้งสอง ก็อย่ามัวแต่ทำศึกสงคราม จนไม่มีเวลาทำลูกล่ะ พ่อแม่เจ้าจะได้เลี้ยงหลาน”
“ข้าว่าท่านพ่อท่านแม่อายุยังน้อย สามารถมีลูกได้อีก ควรจะมีลูกเพิ่มอีกสักคนสองคนนะเจ้าคะ จะได้ไม่เหงา ส่วนข้ายังไม่อยากมีลูกตอน รออีกสักหลายปีก่อน”
“ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ ท่านพ่อท่านแม่ท่านอาจารย์” ทั้งสองคนกล่าวลา ก่อนจะขึ้นอาวุธเวท กลับแดนเทพอสูร
ความเร็วของอาวุธเวท ดูเหมือนจะไม่ทันใจเทพอสูรหนุ่ม เขามีท่าทางกระสับกระส่ายและกังวล จนเซียวเหยาเอื้อมมือไปจับ แขนของชายหนุ่มเบาๆ เพื่อให้กำลังใจและไม่ให้เขาเสียสมาธิ ในการบังคับอาวุธเวท
อารมณ์ของชายหนุ่มสงบลง อาวุธเวทเร็วขึ้น ไม่แกว่งเหมือนตอนแรก ถึงจะไวขนาดไหน ใช้เวลาไปถึงห้าชั่วยาม เขาแวะลงที่ตำหนัก เพื่อส่งเซียวเหยาลงก่อน
“ท่านพี่ไม่ให้ข้าไปด้วยหรือเจ้าคะ ท่านก็รู้ข้าพอมีฝีมือ ให้ข้าไปด้วยเถอะ”
“ไม่ได้น้องหญิง นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วพวกมารโหดเหี้ยม คัมภีร์เจ้าที่ก็มีถูกเก็บไปแล้ว ถึงมีอาจจะใช้ได้กับเทพเท่านั้น มันน่าจะใช้กับพวกมารไม่ได้ เจ้าอยู่รอที่นี่เถอะ ข้าไปไม่นาน จะรีบกลับมา” เขาดึงนางเข้ามากอด จูบที่หน้าผากเบาๆ แล้วกระโดดขึ้นอาวุธเวทจากไป
เซียวเหยาเดินกลับมาที่ห้องนอน ซึ่งพ่อบ้านได้ตกแต่งห้องเป็นสีแดงเหมือนเป็นห้องหอ ของทั้งคู่อีกที่หนึ่ง “เฮ้อ! ทุกอย่างถูกจัดแต่งพร้อมหมด ยกเว้นเจ้าบ่าว ไม่เป็นไรหลอก ความจริงแล้วข้าก็ยังไม่พร้อม”
‘คัมภีร์ที่เรามีอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่ว่าที่เทพบรรพกาลเก็บออกไปแล้ว มีแสงเจ็ดสีเพิ่มเข้ามา แต่องค์ความรู้จากสามบทเรียนทั้งสาม ยังจำอยู่ในหัว มันต้องใช้ได้สิ ไว้มีเวลาจะทดลองดู’
“ผิงผิงงูน้อย พวกเจ้าออกมาได้ เราจะไปฝึกพลังที่ป่าท้อกัน จะให้ข้าอยู่รอเจ้าบ่าวที่นี่ ข้าอยู่โดยไม่ทำอะไรไม่เป็น”
“ท่านพ่อครัว ข้าจะไปที่ป่าดอกท้อแดนแปด ฝึกวิชาอยู่ที่นั่น ถ้านายท่านของพวกเจ้ากลับมาก่อนข้า ก็บอกเขาด้วย แต่ไม่แน่ข้าอาจจะกลับมาก่อนก็ได้”
เซียวเหยากลับมาที่ห้อง ตั้งสติสัมผัสไปที่ฝ่ามือรูปดอกท้อ ลืมตามาอีกทีก็มาอยู่ที่ป่าท้อแล้ว นางหยิบเอาไม้กายสิทธิ์ ในแหวนมิติออกมา
“เอ๊ะ! ไม้กายสิทธิ์ เฆี่ยนตีพวกมารไม่ได้หรือ ฝึกอยู่ที่นี่ให้ใจสงบ ถ้าท่านพี่ไม่กลับมา พวกเราค่อยแอบตามไปที่ชายแดนกัน”
“พวกเราทั้งสองความสามารถก็ไม่ด้อย ช่วยเจ้าได้อีกตั้งสองแรง” ผิงผิงพูดขึ้น เมื่อสัมผัสได้ถึงความห่วงใย ที่เซียวเหยามีต่อชายหนุ่ม
“พวกเราฝึกอยู่ที่นี่สักสองวัน กลับออกไปถ้ายังไม่มีข่าว ค่อยตามไปที่ท่านพี่อยู่กัน”
นางใช้เวลาในสวนดอกท้อให้คุ้มที่สุด ตอนมีแสงฝึกควบคุมไม้กายสิทธิ์ การต่อสู้ รอสิ้นแสงอาทิตย์ก็นั่งโคจรพลัง สัตว์ทั้งสองไม่ต่างกัน ฝึกตัวเองให้มีความว่องไวขึ้น จนเจ้างูน้อยขยายร่างได้เท่ามังกร
“ผิงผิงครบสองวันแล้ว พวกเจ้าต้องการอยู่ต่อไหม”
“กลับเถอะเหมือนจิตใจเจ้า จะเป็นห่วงเขามาก ไปไหนไปกัน”
“ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมตัวกัน ไม่รู้ว่าจะกลับไปอยู่ที่เดิม หรือว่าแค่หน้าทางออกของป่ามรกตแดนแปด” งูและนกน้อยรีบเข้าไปอยู่ในมิติจิต
เซียวเหยายืนหลับตาตั้งสมาธิอีกครั้ง เพื่อจะออกจากป่า
วูป!!!
นางลืมตาขึ้นมา “กลางห้องนอน แสดงว่าไปจากที่ไหนก็กลับมาที่เดิม ดีจังเลย เจ้าทั้งสองออกมาได้แล้ว ข้าจะไปถามไถ่ ข่าวคราวของท่านพี่ก่อน”
เซียวเหยาเดินออกจากห้อง เข้าไปในห้องครัวเพื่อจะถามข่าวเรื่องชายแดน กลับเจอแต่ความว่างเปล่า
“พวกเขาไปไหนกันหมด เตาไม่มีการจุดไฟทำอาหารมานานแล้ว หรือพวกเขาเห็นว่าไม่มีใครอยู่เลยไม่ทำอาหาร แล้วพวกเขาไม่กินหรือ”
เซียวเหยาเดินจนรอบตำหนักไม่เจอใคร เลยเดินไปที่บ้านพักคนสวน ที่มองเห็นอยู่ไกลออกไป
“นายหญิงกลับแล้วหรือ นี้คือกระดาษข้อความ ที่พ่อครัวฝากไว้ให้ ตอนนี้พวกเขาเดินทางไปที่ชายแดน ที่นั่นกำลังลำบาก เหลือแต่พวกเราที่ฝีมือต่ำไว้ก็ตำหนักที่สิบห้าคน”
เซียวเหยาเปิดกระดาษออกอ่าน “นายหญิงพวกเราเดินทางไปชายแดน ถ้าท่านกลับบ้านแล้ว ให้อยู่ที่บ้านอาหารอยู่ในกล่องไม้ อย่าตามหาพวกเรา มันอันตราย เป็นคำสั่งของนายท่าน!”
นางเก็บกระดาษข้อความ “พวกเขาให้ตามไป ข้าไม่รู้ทางจะตามไปอย่างไร เจ้าเขียนแผนที่ให้ข้า หน่อยได้ไหม!”
“ห้ะ!! พ่อครัวพวกนั้นให้นายหญิงตามไปอย่างนั้นรึ ไหนบอกว่าที่นั่นขาดแคลนอาหาร จนพวกเขาต้องเข้าไปในป่า เป็นคนไปหาอาหารเลี้ยงกองทัพ ถ้านายหญิงไป จะมีอาหารให้กินหรือ”
“เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วง พวกเขาทำอาหารใส่กล่องไม้ ไว้ให้ข้ากินได้เป็นเดือน ไม่ต้องยุ่งยากให้พวกเขาทำให้กินอีก”
“ได้ๆ นายหญิงรอสักครู่ ข้าจะเขียนแผนที่ให้!” เขาเดินเข้าให้ห้องครู่หนึ่ง กลับออกมาพร้อมกับแผ่นกระดาษ
“นายหญิงเดินทางตามเมืองเหล่านี้ ของแดนเทพอสูร ถ้านั่งอาวุธวิเศษไป น่าจะใช้เวลาเดินทางหนึ่งวัน ไปถึงชายแดน ที่กำลังตึงเครียดกันอยู่ตอนนี้”
เซียวเหยากางแผนที่ออกมายืนดู “จุดเล็กๆ นี้คือหมู่บ้านที่อยู่ รอบค่ายทหารหรือ ทำไมลักษณะมันถึงได้คล้ายกันหมด ดูไม่ออกเลยไม่มีชื่อหมู่บ้านหรือ”
“รอบค่ายทหาร มีหมู่บ้านอยู่แปดหมู่บ้าน ชื่อหมู่บ้านตากหมอกหนึ่ง ถึงหมู่บ้านตากหมอกแปด เครื่องหมายมันเลยเหมือนกัน”
“เหมือนป่ามรกตมีแดนหนึ่ง ถึงแดนแปด ข้าจะเร่งออกเดินทางตามพ่อครัวไป เดี๋ยวนี้แหละ!”
“นายหญิง ท่านจะไปแบบนี้ไม่ได้อันตราย นายหญิงปลอมตัวไปสักหน่อยดีไหม ถ้าเกิดศัตรูมันรู้ว่านายหญิง เป็นผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นราชินีแดนเทพอสูร พวกมันอาจจะใช้ท่าน กดดันนายท่านและทหารได้”
“อืม! ขอบใจเจ้าที่เตือนสติ ข้าจะปลอมตัวก่อนเดินทาง”
“อ้อแล้วเมืองเทพอสูร มีร้านขายเสื้อผ้าของใช้อยู่ตรงไหน ข้าต้องซื้อของพวกนั้นมาไว้ปลอมตัว”
“เดินทางไปกลางเมืองไม่ไกลหรอก เป็นทางผ่านพอดี นายหญิงก็แวะเปลี่ยนเสื้อผ้าที่นั่นได้”
เซียวเหยากลับมาที่ห้อง ยกกล่องอาหารที่มีมากถึงห้ากล่อง แต่ละกล่องมีถึงห้าชั้น “ขนาดจะไปทำศึกสงคราม ยังห่วงข้าถึงขนาดนี้เลยรึ เก็บไว้ก่อนตอนนี้ไม่หิว ไม่แน่ว่าวันต่อไปอาจจะหิว”
“ผิงผิงเดินทางกันเถอะ ข้ายังต้องแวะซื้อเสื้อผ้าเปลี่ยนก่อน” เซียวเหยาเดินทางโดยการขี่ไม้กายสิทธิ์ ไปลงตรงตลาดกลางเมือง
“เดี๋ยวก่อนเจ้าจะเข้าไปซื้อชุด แล้วเอาอะไรไปซื้อ ศิลาวิญญาณของแดนเซียน จะใช้ในแดนเทพอสูรได้หรือ!”
“จริงด้วย ถึงข้าจะอยู่แดนเทพอสูร แต่ไม่เคยได้มาจับจ่ายซื้อของเลย พวกเขาใช้อะไรแลกเปลี่ยนกัน แต่ที่ข้ามีสมุนไพร ที่ได้มาจากป่ามรกต น่าจะขายได้ ถ้าอย่างนั้นไปเดินดูก่อน ว่าพวกเขาใช้สิ่งใด ซื้อขายกัน”
เซียวเหยาเดินดูตลาด ขายขนมคาวหวาน พวกเขาใช้จ่ายด้วยศิลาอสูร ที่มีพลังเข้มข้นกว่า ศิลาวิญญาณในแดนเซียน
“ต้องหาที่ขายสมุนไพรก่อน มองหาร้านรับซื้อไม่มี ถามพ่อค้าในตลาด บอกว่าต้องไปขายให้กับตำหนักปรุงยา ที่อยู่ไกลออกไป เสียเวลาจริง มีอย่างอื่นขายได้อีกไหมนะ” นางบ่นพึมพำ กับนกน้อยที่เกาะอยู่บนไหล่