“ช่วงนี้ฉันยุ่งนิดหน่อย ทำไมเหรอ?” อู๋ฉือยิ้มเล็กน้อย
“ไม่มีอะไร ฉันแค่ล้อเล่นเท่านั้น”
หลี่โปยักไหล่พลางเอ่ยขึ้นว่า“หลังจากได้รับรางวัลครั้งที่แล้ว ฉันก็เอาแต่เพาะปลูกมาตลอดเดิมทีตั้งใจจะปลูกต้นขนมปังเอลฟ์เป็นหลักในช่วงแรก แต่ตอนนี้มีโอกาสดีๆเข้ามาแล้ว จะปล่อยทิ้งไปได้ยังไง”
“ฉันกับน้องสาวได้ปลูกพืชชนิดใหม่ ชื่อ ‘มันเทศเวทมนตร์’ถ้ากินไปนานๆสามารถเพิ่มขีดจำกัดพลังเวทภายในร่างกายได้อย่างถาวรเลยนะ!”
“ท่านลอร์ดอู๋ผู้ร่ำรวย ท่านอยากจะซื้อบ้างไหมครับ?” หลี่โปเลิกคิ้วขึ้น
ดวงตาของอู๋ฉือเคลื่อนไหวเล็กน้อยพลางนึกย้อนกลับไป
‘มันเทศเวทมนตร์’ นั้นแตกต่างจาก ‘กิ่งหยกเก้าแขนง’ เพราะค่อนข้างพบเห็นได้ทั่วไป
แม้จะเป็นแค่คุณภาพหายาก
แต่เนื่องจากมีผลช่วยเพิ่มขีดจำกัดพลังเวทได้อย่างถาวรพืชชนิดนี้จึงได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ลอร์ดสายเพาะปลูกและยังเป็นที่ต้องการในตลาดอย่างล้นหลาม
บ่อยครั้งที่สินค้าขาดตลาด
แน่นอนว่าคุณภาพหายากย่อมหมายความว่าพืชชนิดนี้ไม่อาจมีประสิทธิภาพดีเลิศเกินไปนัก
แต่หากรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานก็ย่อมส่งผลดีไม่น้อย!
“ขอโทษด้วยนะ ฉันไม่ต้องการน่ะ” อู๋ฉือส่ายหน้า
‘มันเทศเวทมนตร์’ ก็เหมือนกับ ‘ข้าววิเศษฟ้าประทาน’ที่เป็นอาหารหลัก
เขาคงโง่มากที่จะให้ทหารใต้บังคับบัญชาละทิ้ง‘ข้าววิเศษฟ้าประทาน’ ไปเลือก ‘มันเทศเวทมนตร์’ แทน
“ก็ได้”
หลี่โปไม่ได้ผิดหวังเพราะเขาก็ไม่ได้มีโชคดีอะไรเป็นพิเศษอยู่แล้วมันเทศเวทมนตร์เป็นพืชที่ขายได้ไม่ยาก จึงไม่ได้พูดอะไรมากนัก
ขณะนั้นเอง
เฉินเชี่ยนหันกลับมาถามว่า“ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีไหม?”
“ใกล้แล้ว!” อู๋ฉือให้คำตอบที่แน่นอน
ได้ยินเช่นนั้นดวงตาของเฉินเชี่ยนก็สว่างไสวขึ้นพลางยิ้มและพยักหน้า
หลายคนมองทั้งสองด้วยความสงสัย
หลี่โปหัวเราะพลางพูดว่า“พวกเธอเล่นทายปัญหากันเหรอ มีการตกลงกันลับๆ หรือเปล่าเนี่ย?”
หลี่เหวินก็มองทั้งสองคนพลางหัวเราะและพูดว่า“พวกเธอนี่... กำลังคบหาดูใจกันอยู่หรือเปล่า?”
“ไม่น่าใช่!”
“ก็เป็นไปได้นะ คนหนึ่งก็อัจฉริยะ คนหนึ่งก็โชคดี! เหมาะสมกันดี!”
..........
คนรอบข้างต่างหัวเราะคิกคัก
เฉินเชี่ยนมองค้อนพวกเขาอย่างไม่สบอารมณ์และอธิบายว่า “พวกเธออย่าคิดมากสิฉันแค่ฝากเรื่องหนึ่งให้อู๋ฉือช่วยเท่านั้นเอง”
เป็นการฝากเรื่องแต่เป็นเรื่องอะไร เธอก็ไม่ได้บอก
ทุกคนก็เป็นลอร์ดเหมือนกัน
จึงเข้าใจดีว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัวก็เลยแค่พูดแซวกันสองสามคำ ไม่ได้ซักถามลงลึก
ขณะที่กำลังสนทนากันอยู่นั้นอาจารย์คนหนึ่งก็เข้ามา
แต่ไม่ใช่‘จูเจี้ยน’ ที่อยู่ในตารางเรียนของพวกเขากลับเป็นชายร่างกำยำผมสั้นที่ดูเคร่งขรึมและจริงจังมาก
“สวัสดีครับทุกคน!”
อาจารย์คนใหม่กล่าวด้วยใบหน้าเยือกเย็นอย่างเคร่งขรึมว่า“ผมแซ่เหยียน พวกคุณเรียกผมว่าอาจารย์เหยียนก็พอ!”
“อาจารย์จูเจี้ยนติดธุระ จึงขอลาพักชั่วคราว ตอนนี้ผมจะมาสอนแทน!”
อาจารย์จูเจี้ยนลาพักงั้นหรือ?
เหล่านักเรียนดวงตาเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้สงสัย
ในยุคนี้การที่ครูอาจารย์หรือนักเรียนจะลาก็เป็นเรื่องปกติ
อาจารย์เหยียนกระแอมไอเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “พรุ่งนี้ก็จะเป็นวัน ‘จุติ’ ครั้งที่สองแล้ว ใครพร้อมที่จะ ‘จุติ’ อีกครั้งขอให้ยกมือขึ้น เพื่อให้ผมได้เห็น”
ได้ยินดังนั้นอู๋ฉือใจเต้นระรัว พลางยกมือขึ้น
ในห้องเรียนแบบอัฒจันทร์ผู้คนส่วนใหญ่ยกมือขึ้น แต่ก็ยังมีส่วนน้อยที่ไม่ได้ยกมือ
เช่นหลี่โปเขาขาดความสามารถในการรบของดินแดน จึงตั้งใจจะเพาะปลูกไปก่อนสองสามเดือนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของดินแดน แล้วค่อยไปสำรวจมิติว่างเปล่าไร้ขอบเขต
“ดีมาก ผู้ที่กล้าหาญในการผจญภัยยังคงมีจำนวนไม่น้อย”
อาจารย์เหยียนพยักหน้าพลางเอ่ยขึ้นว่า “ผมไม่ชอบพิธีรีตองดังนั้นผมจะบอกพวกคุณตรงๆ เลยแล้วกัน”
“การสำรวจมิติว่างเปล่าไร้ขอบเขตนั้นสามารถพบเจอสถานการณ์อะไรก็ได้!พวกคุณจะต้องใจเย็น และพยายามหาทางรวบรวมทรัพยากรให้ได้!”
“ทรัพยากรอะไร? ในเมื่อมันคือมิติว่างเปล่าไร้ขอบเขตอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับมิติว่างเปล่าล้วนเป็นทรัพยากรทั้งสิ้น!”
“เมื่อโลกถูกมิติว่างเปล่ากลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างในโลกก็จะกลายเป็นทรัพยากรในมิติว่างเปล่า ผลึกมายาทั่วไปศิลาแก่นสุญญะ จริงๆ แล้วเป็นเพียงสิ่งของทั่วไปของมิติว่างเปล่าเท่านั้น”
..........
อาจารย์คนนี้มีสไตล์การสอนแตกต่างจากอาจารย์คนอื่นๆโดยสิ้นเชิง
มีบุคลิกที่แข็งแกร่ง
และมีออร่าที่‘คมกล้า’ ราวกับว่าเขาพร้อมที่จะระเบิดความโกรธเพื่อสังหารคนได้ทุกเมื่อ
เพียงแค่สบตาก็ทำให้รู้สึกขนหัวลุก ราวกับผิวหนังถูกคมมีดจ่ออยู่
จากนั้นเขาก็ได้นำเอาสมบัติชิ้นหนึ่งออกมา สร้าง “มิติภาพลวงหลัวเทียน”ขึ้นมา
เขานำกองทัพระดับ1ทั้งหมด 10,000 หน่วยออกมาในขณะที่นักเรียนแต่ละคนมี 100 หน่วยซึ่งรวมกันแล้วเป็นหลายหมื่นหน่วย!
ที่แห่งนี้ไม่มีปัจจัยภายนอกใดๆเป็นการต่อสู้ระหว่างทหารประเภทเดียวกันล้วนๆ
โดยปกติแล้วด้วยความแตกต่างหลายเท่านี้ นักเรียนควรจะเป็นฝ่ายชนะ!
แต่จากการทดลองครั้งหนึ่งนักเรียนกลับถูกกำจัดอย่างง่ายดาย!
ไม่มีพลังจากภายนอกมีเพียงความแตกต่างด้านการบัญชาการล้วนๆ!
หลังจากจบลงอาจารย์เหยียนก็ฉายภาพเหตุการณ์ในมิติภาพลวงย้อนกลับ ชี้ให้เห็นปัญหาต่างๆ ทีละจุดพร้อมทั้งให้คำแนะนำในการตัดสินใจเกี่ยวกับการต่อสู้!
ไม่นานนักคาบเรียนก็สิ้นสุดลง!
เวลาก็ล่วงเลยมาถึงประมาณ11โมงเช้า ทุกคนยังคงรู้สึกไม่เต็มอิ่ม
สิ่งที่อาจารย์คนใหม่สอนนั้นค่อนข้างน่าสนใจทำให้ลอร์ดหลายคนที่ต้องการเดินตามเส้นทางสายสงครามรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขมาก
ผู้คนต่างพากันแยกย้ายไป
ในขณะที่อู๋ฉือกำลังจะจากไปเช่นกันอาจารย์เหยียนก็เรียกเขาไว้พลางบอกให้เขาไปที่ห้องทำงาน
“ผมเหรอครับ?” อู๋ฉือผงะไปชั่วขณะ ก่อนจะเดินตามไป
ในอาคารเรียนทุกชั้นทางด้านขวา เป็นห้องทำงานของอาจารย์แต่ละท่าน ตกแต่งอย่างเรียบง่าย
เมื่ออู๋ฉือเดินเข้าไปมีเพียงอาจารย์เหยียนอยู่เพียงลำพังในนั้น
เขาผายมือให้อู๋ฉือนั่งลงก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า “ผมได้ยินเรื่องของคุณมาบ้างแล้วทำได้ดีมาก”
“หืม?”
อู๋ฉือรู้สึกงงงวยเล็กน้อยพลางถามว่า “อาจารย์เหยียนหมายถึงการประลองจำลองหรือครับ?”
“ทั้งใช่และไม่ใช่”
อาจารย์เหยียนยิ้มเล็กน้อยพลางเอ่ยขึ้นว่า “ที่ผมตามหาคุณไม่ใช่เรื่องอื่นแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์จูเจี้ยน”
“อาจารย์จูเจี้ยนงั้นหรือครับ?” อู๋ฉือประหลาดใจ
ในความทรงจำของเขาจูเจี้ยนเป็นอาจารย์ที่ดี ซื่อสัตย์ และมีความรับผิดชอบมาก
ในฐานะอาจารย์วิชาการต่อสู้คนก่อนของอู๋ฉือเขาทำงานอย่างเต็มที่และจริงจัง
เมื่อไม่กี่วันก่อนเขายังกล้าที่จะเผชิญหน้ากับคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยตรงอีกด้วย!
พูดตามตรงความประทับใจดีมาก
แต่...
ช่วงนี้กลับไม่เคยเห็นเขาเลย
อู๋ฉือเคยคาดเดาว่าจูเจี้ยนอาจจะถูกเทพธิดาลั่วไล่ออกไปแล้วก็ได้!
แน่นอนว่าการคาดเดาเช่นนี้ค่อนข้างเลวร้าย เทพธิดาลั่วไม่น่าจะใจแคบขนาดนั้น
“ใช่ คุณกับอาจารย์จูเจี้ยนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน”
“ก่อนหน้านี้ คุณเคยได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์จูเจี้ยนบ้างหรือไม่?”
อาจารย์เหยียนพลันทำหน้าเคร่งขรึม
ทว่าหลังจากที่เขาครุ่นคิดเล็กน้อย
ดูเหมือนจะรู้สึกว่าท่าทีของตนเองไม่เหมาะสมนักจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
พลางอธิบายว่า“หรือจะเรียกว่า ‘ความช่วยเหลือ’ ก็ได้!”
“อาจารย์จูเจี้ยน...” อู๋ฉือขมวดคิ้วแน่น