"เพราะหนูดื้อไม่เชื่อฟัง แอบออกไปเล่นข้างนอกเลยป่วย"
"เพราะผมดื้อด้วยเหมือนกันพาน้องออกมาเล่นข้างนอกจนป่วย"
"หนูกับพี่มาร์คป่วยพร้อมกันเราอยู่ห้องในโรงพยาบาล แล้วเมื่อวานของเมื่อวานอยู่ๆทุกคนที่นี่ก็เปลี่ยนไป"
"นมกับพี่เลี้ยงบอกว่าจะออกไปดูข้างนอก แล้วก็ไม่กลับมา" เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กฝาแฝดสองคนพูดสลับกันไปมา เจอาร์นั่งฟังเงียบๆ ย่อยข้อมูลที่เด็กสองคนบอกเขา
"แม่นมบอกหนูว่าให้อยู่แต่ในห้องห้ามออกมา...ให้หนูล็อคประตู ไม่ว่าใครเคาะหรือได้ยินเสียงอะไรก็ห้ามเปิด หนูไม่ดื้อแล้ว เสียงร้องโวยวายเต็มไปหมดเลยค่ะมามี้"
"เมื่อกลางวันอาหารเราหมด พวกเราหิวเลยชวนกันออกไปหาซื้ออาหาร มีแต่...ซอมบี้...พวกเราแอบลงมา พวกเราหิวมาก"
"เก่งมาก ทั้งสองคน" เจอาร์เสียงเสียงเรียบ
สรุปคือวันสิ้นโลกเกิดได้สองสามวันแล้ว วันที่เขาประสบอุบัติเหตุคือวันเริ่มต้นวันสิ้นโลกอย่างแท้จริง
ตอนนี้เขาอยู่ห้องvipของโรงพยาบาลตั้งใจว่าจะรอให้เด็กๆเจอกับผู้ปกครองเสียก่อนจึงจะเดินทางออกจากโรงพยาบาล
ถึงจะเป็ซอมบี้แต่เขาก็ยังมีความเป็คนเหลืออยู่เถอะ!
เขาไม่ใจร้ายปล่อยให้เด็กตัวแค่นี้อยู่เผชิญหน้ากับความโหดร้ายตามลำพังได้หรอกน่า...
"นอนได้แล้ว" เขาบอกเสียงเรียบ
"ฝันดีค่ะมามี้/ฝันดีครับ"
เด็กๆจะไว้ใจคนที่ช่วยตัวเองไว้ก็ไม่แปลก แต่ปัญหาคือทำไมเด็กฝาแฝดถึงคิดว่าเขาเป็แม่!
...
..
.
"หนูไม่ได้ตั้งใจขโมยนะคะ มันหายไปเอง" เด็กหญิงมิเกลพูดพลางก้มหน้า
"ผมไม่ได้ตั้งใจเผามันนะครับ ผมแต่จับเฉยๆเสื้อตัวนี้ไหม้เอง"
เช้าวันใหม่ที่มีแต่ความวุ่นวาย เจอาร์อยากถอนหายใจ
เขาแย่แน่! แย่แน่ๆ!
นอกจากวันสิ้นโลก! เขากลายเป็ซอมบี้! ยังมีผู้มีพลังวิเศษอีก!
แสดงว่าใครที่ไม่กลายเป็ซอมบี้ก็จะมีพลังวิเศษแทนงั้นสิ เจอาร์เงียบไม่ตอบรับหรือพูดอะไร จนทำให้เด็กๆใจเสีย สีหน้าหม่นหมองลง อันที่จริงแล้วเขากำลังรวบร่วมสติของตัวเองอยู่ เื่ราวที่เจอในแต่ละวันมันช่าง...เหนือคำบรรยาย!
"เด็กๆ..." เจอาร์พูดเสียงเรียบตามเคย "พวกเธออาจจะมีพลังเหมือนซุปเปอร์ฮีโร่ในการ์ตูนก็ได้"
"เอ๋..."
"มิเกลรองคิดว่าจะเอาของที่หายไปออกสิ" เขาค่อยๆพูดอธิบายช้าๆ "อย่างข้าวเช้าของพวกเธอ"
เด็กหญิงคิดพยักหน้าทำตามคำแนะนำ หลับตาเน้นปากพึมพำหาแต่ข้าวเช้าของตัวเอง
แป๊บเดียวแซนวิชทูน่าสองชิ้นก็ปรากฏอยู่ในมือเล็กๆของเธอ
"เย้ๆ หนูทำได้แล้ว หนูเอาข้าวเช้าที่ทำหายมาได้แล้ว!" ร่างเล็กะโโลดเต้นด้วยความดีใจยื่นแซนวิชอีกหนึ่งชิ้นให้พี่ชายของตัวเอง
"ของที่หนูทำหายอยู่ในนั้นหมดเลยค่ะมามี้" เด็กหญิงพูดก่อนจะกัดแซนวิชคำโต
"ของที่ทำหาย"
"ใช่ค่ะ เมื่อวานที่หนูออกไปเอาอาหารหนูทำเค้กสตอเบอรี่หายไปทั้งถาดเลยค่ะ แล้วก็มีของกินเยอะแยะเลยค่ะในนั้น มันเป็ของที่หนู...ทำหายค่ะ" เ้าตัวเล็กพูดเจี๊ยวจ๊าวอีกครั้งหลังได้ของกลับคืนมา
"ลองเอาออกมาสิ" เขาบอกอยากรู้ว่าเด็กหญิงจะสามารถเอาของออกมาได้กี่ครั้งต่อวัน เขาอยากรู้ขีดจำกัดของมิเกลว่าจะทำได้กี่ครั้ง และถ้าเดาไม่ผิดมิเกลคงมีพลังเป็มิติเก็บของ
"ที่นั้นเป็ยังไงหรอมิเกล" เด็กชายแฝดพี่ถามน้องสาวตัวเอง
"เป็ห้องสี่เหลี่ยมเท่าห้องนอนของมิเกลเลยค่ะพี่ชาย แต่ไม่มีเตียงนอนไม่มีตุ๊กตา ไม่มีอะไรเลยนอกจากของที่น้องทำหาย" มิเกลตอบพี่ชายก่อนจะหลับตาลงแล้วเค้กสตอเบอรี่ทั้งถาดก็ปรากอยู่ตรงหน้าพวกเขา แสดงว่าสิ่งของอันไหนที่หนักเกินกว่าเ้าของมิติจะยกได้มันจะออกอยู่มาในสถานที่ที่เหมาะสมเอง
่บ่ายเจอาร์ลองให้มิเกลเรียกของออกมาแล้วนำกลับเข้าไปหลายๆครั้งจนเด็กหญิงบ่นว่าเหนื่อย ง่วงนอนเขาจึงหยุดและปล่อยให้มิเกลนอนกลางวัน
ส่วนมาร์คเขามั่นใจว่าเด็กคนนี้มีพลังไฟ แต่จะให้ฝึกยังไงดี
20:19น.
"ตอนที่เสื้อไหม้เธอคิดอะไรอยู่" เจอาร์ถามเด็กชาย
ตอนนี้เขาอยู่ในห้องน้ำ เผื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นจะได้ดับทัน
อะแฮ่ม~ เล่นกับฝืนกับไฟมันอันตราย
"ผมไม่ชอบเสื้อตัวนั้น" แสดงว่าอารมณ์คือสิ่งสำคัญในการเรียกพลังไฟออกมาสินะ
"งั้น..." เจอาร์คิดตัดสินใจดึงฮู้ดออกอีกครั้ง "มองหน้าฉัน ฉันเป็ซอมบี้เธออยากจะเผาฉัน" ว่าจบเขาก็ทำท่าทางน่ากลัวให้เด็กชายกลัวจะได้เรียกพลังไฟออกมาได้ แต่ผ่านไปสิบนาทีก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ผมทำไม่ได้" เด็กชายว่า
"ทำไม" เขาถาม เจอาร์เป็ซอมบี้นะ เด็กชายน่าจะรู้สึกกลัวจนอยากทำร้ายเขาไม่ใช่หรือ
"ผมไม่ได้อยากฆ่าคุณ ผมไม่ได้ไม่ชอบคุณ...คุณเหมือนมามี้"
"..." เขาควรจะตอบว่าอะไรดีละ
"ถ้าอย่างนั้นเธอลองคิดถึงคนสามคนที่เจอในร้านอาหารสิ" กว่าจะพูดได้ เขาต้องเรียงประโยคเกือบนาที
มาร์คทำตามที่เขาบอก มือเล็กแบออก สายตาคมมองมือตัวเองวาวโรจน์ รออยู่เกือบนาทีเปลวไฟสีแดงก็ปรากฏขึ้นบนกลางฝ่ามือของเด็กชาย ขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่
เจอาร์พยักหน้าพอใจกับผลลัพธ์ เด็กๆฉลาดมาก สอนแค่ครั้งเดียวก็ทำได้แล้ว แถมคนสอนอย่างเขาดันเดาล้วนๆ นี่มันอัจฉริยะชัดๆ!
น่าภูมิใจแทนพ่อแม่เด็ก
มาร์คฝึกพลังอยู่ในห้องน้ำนานเกือบชั่วโมงจนเขากลัวว่าเด็กชายจะป่วยเพราะหักโหมเกินไป
แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามเพราะรู้ดีว่าโลกใบนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว ยิ่งแข็งแกร่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีมากเท่านั้น
วันสิ้นโลก...วันที่คนอ่อนแอไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นาน วันที่ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์จะไม่ถูกปกปิดไว้ภายใต้กฏหมายอีกต่อไป การทำความดีที่มาควบคู่กับคนมีประโยชน์
เด็กและคนแก่จะถูกมองว่าไร้ประโยชน์ ผู้หญิงกลายเป็เหยื่อกามอารมณ์ของผู้ชายหรือผู้ที่แข็งแกร่ง
เจอาร์มั่นใจว่าความเลวร้ายเหล่านี้จะเกิดขึ้นแน่นอน
และมาร์ค...เด็กคนนี้เป็คนฉลาดย่อมคิดได้แน่ ด้วยสถานการณ์ที่เจอในตอนกลางวัน
เด็กคนนี้คงอยากแข็งแกร่งขึ้นเพื่อที่จะไม่ตกเป็เหยื่ออีก
ก็อกๆ!
"เลิกฝึก พรุ่งนี้จะพาไปหาอาหาร" เขาเคาะประตูบอกแล้วเดินออกมาสำรวจบริเวณนี้ โชนvipของโรงพยาบาลน่าจะมีผู้ป่วยไม่มาก ที่เขากลัวไม่ใช่ซอมบี้ แต่เป็มนุษย์
ตึกผู้ป่วยโชนvipไร้มนุษย์อยู่ อาจเป็เพราะว่าที่นี่มีแต่ระดับมหาเศรษฐีหรือพวกมีอำนาจ เกิดวันสิ้นโลกใหม่ๆคงมีคนพาพวกเขาหนีทัน
แต่ทำไมพ่อแม่ของเด็กสองคนนี้ถึงปล่อยลูกตัวเองไว้แบบนี้ล่ะ
พรึบ!
เจอาร์ชะงัก ไฟดับ? แสดงว่าไฟถูกตัดแล้ว น้ำก็คงจะเหมือนกัน ความมืดไม่ใช่ปัญหาของซอมบี้อย่างเขา เขาตัดสิ้นใจเดินกลับไปห้องเหมือนเดิม กลัวว่าเด็กตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วไม่เจอเขาอาจจะขวัญเสียเอาได้
...
..
.
"มามี้หนูขอเอาตุ๊กตาหมีตัวนั้นได้ไหมค่ะ"
"เอาสิ อย่าลืมเสื้อผ้าของพี่ชายเธอ" เจอาร์บอก
"ได้ค่ะ หนูเอาผ้าห่มลายโปรดของพี่ชายมาด้วยค่ะ"
"พี่อยากได้สีน้ำเงิน"
"ได้ค่ะ"
"เอาเสื้อผ้าพวกนี้ด้วย"
"ได้เลย"
เสียงพูดคุยดังขึ้นเป็ระยะ เจอาร์มีหน้าที่เข็นรถที่มีเด็กๆอยู่ในนั้น
ตอนนี้เขาพาเด็กๆมาห้างสรรพสินค้าใกล้ๆโรงพยาบาลเพื่อมาเอาของใช้จำเป็ก่อนที่จะมีใครมาสำรวจ ซอมบี้ในห้างมีมากกว่าที่โรงพยาบาลแต่ทันทีที่มันรับรู้ว่าเขาจะมาหรือเดินผ่าน มันจะรีบหลบหลีกหรือบางตัวไปไหนไม่ได้มันจะหลบเข้ามุมทันทีเท่าที่การเคลื่อนไหวช้าๆของมันจะทำได้
"ซอมบี้พวกนั้นกลัวคุณ"
"ไม่รู้สิ"
นั้นคือบทสนทนาระหว่างเขากับเด็กๆตอนที่เดินทางมาที่นี่
"อย่าลืมว่าเราต้องเก็บอาหารต่อ" เจอาร์เตือนเมื่อเห็นเด็กๆสนุกกับการเก็บของเข้ามิติ
"เหลือพื้นที่เยอะแยะเลยค่ะมามี้" มิเกลตอบเสียงใส
"งั้นไปเก็บอาหารของพวกเธอต่อกัน"
เจอาร์พาเด็กๆไปยังแผนกอาหารสำเร็จรูปบอกให้มิเกลเก็บเอาเฉพาะของที่มีอายุการใช้งานนาน พวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปลากระป๋อง นมกล่อง อาหารเช้าพวกธัญพืชแห้ง รวมทั้งเนื้อตากแห้งและน้ำดื่มที่เขาเน้นเป็พิเศษ ตามด้วยอุปกรณ์ห้องครัว เขาคิดว่าเด็กๆโตไปยังก็ต้องได้ใช้แน่นอน เตาแก๊สมินิ เตาไฟฟ้าเผื่อว่ามีโอกาสได้ใช้ จากนั้นเขาก็ได้แว่นกันแดดยี่ห้อดังมาใส่เพื่อปกปิดตาของตัวเอง เมล็ดพันธุ์พืชต่างๆเขาจะพาเด็กๆไปเก็บในวันพรุ่งนี้
พลังมิติของมิเกลไม่มีขีดจำกัดจำนวนครั้งในการนำของเข้าไปเก็บ นอกจากเ้าตัวจะเหนื่อยเมื่อต้องเตะของเพื่อนำของเข้ามิติเท่านั้น ดูเหมือนว่าขนานเท่าห้องนอนที่เ้าตัวบอกน่าจะใหญ่พอดูเพราะนำอาหารข้าวของมากมายใส่เข้าไปยังไม่เต็มเลย
มิเกลเป็เด็กดีมากถึงตัวเองเหนื่อยก็ไม่ยอมพูดหรือหยุดนำของเข้าไปเก็บไว้ในมิติ
พอเขาห้ามเ้าตัวก็บอกว่าอยากเอาไปใส่ไว้เยอะๆเผื่อคนอื่นๆที่บ้าน เขาจึงไม่ขัดอีก ในใจคิดว่าคนอื่นๆที่บ้านไม่น่าจะรอดกันแล้ว
หากถามว่าทำไมเขาถึงทำอะไรแบบนี้ให้เด็กๆมากขนาดนี้ คำตอบคือไม่รู้! เขาแค่รู้สึกเอ็นดูและอยากทำ หาเหตุผลไม่ได้จริงๆ รู้แค่ว่าต้องทำ!
การเดินทางกลับพวกเขาไม่ได้เจอปัญหาอะไร อาจจะเป็เพราะที่นี่เป็เขตที่ค่อนข้างเจริญผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่นซอมบี้จึงเยอะ รวมทั้งเพิ่งจะผ่านวันสิ้นโลกได้ไม่นานผู้ที่รอดชีวิตจึงยังไม่ออกมาหาอาหารและหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐ
เจอาร์ค่อยๆลากรถเข็นเด็กเอนกประสงค์เดินช้าตามฟุตบาต เด็กฝาแฝดนอนหลับสนิทอยู่ในนั้น ช่องเก็บของเล็กๆของรถเข็นเต็มไปด้วยเนื้อสดแช่แข็ง
เขาเพิ่งจะสังเกตว่าตัวเองกินอาหารเพียงแค่หนึ่งมื้อเท่านั้น แม้จะมีอาการอยากอาหารอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ไม่รุนแรง เขาลากรถหลบหลีกซากสิ่งของที่กระจายเกลื่อนพื้นอยู่ก่อนจะหยุดชะงักอีกครั้ง
อันตราย!!!
สัญชาตญาณร้องเตือนอยู่ในหัว เจอาร์หรี่ตาจ้องมองหัวมุมถนนเขม็ง
หนึ่ง...สอง...สาม...สี่...
สี่ตัว...สุนัขซอมบี้สี่ตัว!!!
'กรรรรร!!!'
ยังไม่ได้ตรวจคำผิดนะคะ