“ไน่ไน่เป็ลูกสาวหวันหวั่น และเป็หลานสาวเพียงคนเดียวของฉัน รับเธอกลับบ้านเป็ความ้าเพียงหนึ่งเดียวของฉัน แกอายุยังน้อย แต่งงานใหม่แล้วใช้ชีวิตของแกต่อไปได้สบาย ไน่ไน่ไม่เหมาะจะอยู่กับแก ให้ผู้ชายคนเดียวเลี้ยงลูก ยังไงก็ไม่เหมาะ” เหลียงจื้อยืนกราน
“แต่ไน่ไน่ก็เป็ลูกสาวคนเดียวของผมเหมือนกันนะครับ แม่ครับ ไม่มีที่ไหนให้ย่าแย่งหลานสาวไปเลี้ยงหรอก บางทีหากวันไหนผมตายขึ้นมา ค่อยวานแม่ดูแลไน่ไน่ครับ”
“แกยังไม่คู่ควรจะเป็พ่อใคร สอนลูกไม่เป็ด้วยซ้ำ” เหลียงจื้อเอ่ย
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองถูกแทง หน้าอกเจ็บแปลบ สีหน้าแข็งทื่อจนเกือบจะแสร้งมีมารยาทอย่างที่ลูกเขยพึงมีต่อแม่ยายไม่ไหว เหลียงจื้อชอบพูดจาไม่ไว้หน้าเสมอ “แม่ครับ ผมสอนเธอเป็อย่างดี”
ไน่ไน่บนโต๊ะอาหารไม่สนว่าคุณพ่อและคุณย่าของเธอปะทะคารมกันอย่างไร คุ้ยข้าวจนกระจายเต็มโต๊ะ กับข้าวก็หกเป็กอง
“ฉันขอถามแกอีกครั้ง” เหลียงจื้อเอ่ย
แต่หนนี้ผมไม่รอให้เธอพูดจบก็แทรกขึ้นก่อน “เื่ที่ผมตัดสินใจแล้วไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไน่ไน่เป็สิ่งที่หวันหวั่นทิ้งไว้ให้ผม แม่ล้มเลิกความคิดเถอะครับ!”
เหลียงจื้อมองผมเย็นเยียบ มีอยู่วูบหนึ่งที่ผมััถึงโทสะในแววตาของเธอ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงดึงดันจะพรากไน่ไน่ไปจากผม แล้วยังวางท่าเป็ผู้ผดุงคุณธรรม เหมือนผมทรมานไน่ไน่ ไม่ให้เธอกินข้าวอย่างไรอย่างนั้น
เหลียงจื้อตบโต๊ะอย่างแรงพลางลุกขึ้น หยิบกระเป๋าหนังเดินไปที่ประตู ผมรีบตามไปเปิดประตูให้เธอ
ก่อนไปเธอหันกลับมามองผม “อย่าบีบให้ฉันต้องฟ้องเอาสิทธิเลี้ยงดูบุตรจากแก”
ผมหรี่ตามองเธอกลับ “ผมเป็พ่อของไน่ไน่ แม่คิดว่าจะฟ้องชนะเหรอครับ”
“เฮอะ อย่างนั้นเหรอ” แม้ผมตอบไปแบบนั้น เหลียงจื้อก็ยังไม่มีทีท่าจะยอมถอย
“ผมพูดผิดเหรอครับ” ผมถามเหลียงจื้อ
“อาทิตย์หน้าฉันจะมาใหม่” เหลียงจื้อทิ้งประโยคนี้แล้วจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
“ไม่ส่งนะครับ!” ผมะโใส่แผ่นหลังของเธอ บอกตามตรง ผมก็ไม่อยากไปส่งเธอเหมือนกัน
“แม่มดไปแล้ว เย่...” ไน่ไน่ที่ถือถ้วยและตะเกียบในมือชะโงกหัวออกมา ทอดมองแผ่นหลังอาม่าของเธอที่จากไป
“ใช่แล้ว!”
“น่ากลัวจัง น่ากลัวจังเลย!” ไน่ไน่หดคอ หนีกลับไปในห้อง
ผมปิดประตูเก็บกวาดโต๊ะอันเละเทะ ไน่ไน่กินจนเม็ดข้าวกระเด็นไปทั่วโต๊ะ หล่นใส่เสื่อทาทามิอีกเป็กอง จู่ๆ ผมก็นึกถึงคำพูดของเหลียงจื้อ ผมสอนลูกสาวไม่ได้ขนาดนั้นเลยเหรอ
“คุณพ่อคะ เมื่อวานคุณพ่อบอกว่าวันนี้เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันนะคะ” ไน่ไน่เปลี่ยนชุดนอนเป็ชุดลำลองของเธออย่างรวดเร็ว
“เฮาส์เทนบอช” ผมบอกชื่อกับเธออย่างเสียงดังฟังชัด
“เย่...เย่...เย่...” เ้าตัวน้อยดีใจจนะโโลดเต้นบนเสื่อทาทามิ “เฮาส์เทนบอช...เฮาส์เทนบอช...”
ผมมองท่าทางของไน่ไน่ ลูกสาวของผมมีความสุขดีนี่! เพราะอย่างนั้นผมตัดสินใจไม่แยแสความงี่เง่าเอาแต่ใจของเหลียงจื้อ
วันแรกของวันหยุดยาว ที่จริงควรนอนจนถึง่สายค่อยตื่น แต่ด้วยบุญบารมีจากแม่ยายเหลียงจื้อ ผมกับไน่ไน่ถูกปลุกให้ตื่นั้แ่เช้า และซื้อตั๋วรถที่เคยคิดว่าไม่เหลือที่นั่งมาได้
ไม่รู้ทำไมอากาศ่ปลายเดือนตุลาคมเริ่มร้อนขึ้นมาอีกแล้ว ไน่ไน่ใส่กระโปรงยาวสีชมพูลายดอกไม้ บนหัวสวมหมวกฟาง ในมือถือตะกร้าสาน ยืนรอรถไฟฟ้าบนชานชาลาด้วยท่าทางเบื่อหน่าย
ผมซึ่งอยู่ข้างๆ หยิบปิ่นโตที่ทำเองก่อนออกจากบ้านออกมา อาหารเช้าที่แม่เหลียงจื้อสงวนให้หลานสุดที่รักของเธอ ผมไม่มีวาสนาได้กินอาหารเช้าเปี่ยมรักของเธอกับลูกสาว
รถไฟฟ้าแล่นเข้าชานชาลา เสียงประกาศดังขึ้น
“คุณพ่อคะ รถมาแล้ว!” เ้าตัวน้อยะโไปมาพร้อมรบเร้าผม
ผมโบกมือให้เธออดทนรอผมสักครู่
ห่างออกไปไม่ไกล หนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งลงจากรถ เสียงพูดคุยภาษาไต้หวันผสมภาษาจีนเจื้อยแจ้วชวนให้หันไปมอง นักท่องเที่ยวจากไต้หวันเหรอ ผมลอบชำเลือง แต่เพียงแวบเดียวเท่านั้น ปิ่นโตตรงหน้าสำคัญกว่า
“ขอโทษนะครับ...ขอถามหน่อยว่าทางออกทิศตะวันตกไปยังไงเหรอครับ...พวกเรา้าไปที่โรงแรมนี้...”
เสียงพูดภาษาญี่ปุ่นตะกุกตะกักดังอยู่ข้างหู ผมเงยหน้ามองอีกครั้ง คนไต้หวันกลุ่มนั้นดึงคนญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ไม่รู้เื่รู้ราวมาถามทางอย่างเห็นได้ชัด คุณลุงโบกมือยกใหญ่ด้วยความประดักประเดิด แต่จะไปก็ไม่ได้ อยู่ก็ไม่ได้ ได้แต่ส่ายศีรษะที่ไม่ค่อยมีผมไปมา
ลำบากคนเฒ่าคนแก่จริงๆ ผมกินซี่โครงหมูทอดชิ้นสุดท้ายเสร็จก็เอากล่องกระดาษทิ้งลงถังขยะ แล้วเดินไปมองแผนที่ของพวกเขาแวบหนึ่ง
“เดินตรงไปจากทางนี้” ผมชี้เส้นทางพลางบอกพวกเขา “แล้วเลี้ยวขวา เดินต่อไปราวๆ สิบห้านาทีก็จะถึงโรงแรมของพวกคุณ”
หนุ่มสาวไต้หวันทั้งหลายยิ้มดีใจ รีบกล่าวขอบคุณผม
“คุณก็เป็คนไต้หวันเหรอ” พวกเขาถามผม
“ฉันต้องขึ้นรถแล้ว บ๊ายบาย!” ผมยิ้มให้พวกเขาตามมารยาท ไม่อยากพูดอะไรไปมากกว่านี้ พวกเราไม่ได้สนิทกัน การเจอคนบ้านเดียวกันในต่างแดนหากพลั้งเผลออาจนำปัญหามาสู่ตัว
ขณะที่กำลังจะหันกลับไปซบอกลูกสาวสุดที่รักของผม จู่ๆ ก็มีมือหนึ่งยื่นมาจับไหล่ผมแน่น