"ตายซะเถอะ!"
สิ้นเสียงคำรามนั้น กระบี่ยักษ์ก็พุ่งดิ่งตกลงมา! แม้เวทีประลองจะกว้างขวางใหญ่โตเพียงใด แต่ด้วยขนาดของกระบี่ยักษ์ที่กว้างจนทาบทับเกือบมิดลานประลอง ก็ยังทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับมันกำลังจะพุ่งทะลักล้นออกมานอกสนาม ผู้ชมที่อยู่รอบนอกต่างพากันตื่นตระหนกหวาดกลัวว่ามันอาจจะพุ่งมาโดนตน
ทว่าโชคดีที่ค่ายอาคมป้องกันสนามประลองถูกสร้างขึ้นไว้เพื่อคอยกันพลังเหล่านี้อยู่แล้ว ต่อให้การปะทะจะรุนแรงมากแค่ไหน หากไม่ใช่ระดับฐานวิญญาณเป็นผู้ลงมือโจมตีก็คงไม่มีทางพังทลาย อีกทั้งเมื่อพวกเขามองไปยังเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงที่คอยจับตาดูกลุ่มค่ายอาคมอยู่ไม่ไกล ทุกคนจึงค่อยรู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้าง
จ้าวเทียนเหอชี้นิ้วสั่งการลงไปเบื้องล่าง กระบี่ยักษ์มหึมาจึงสับผ่าลงใส่หลี่ซวนทันที!
"ฟัน!"
เมื่อหลี่ซวนเห็นคมกระบี่ยักษ์กำลังร่วงหล่นลงมาประชิดตัว เขากลับนิ่งสงบอย่างยิ่ง มือขวาจับด้ามกระบี่ของตนเองไว้มั่น ถ่ายทอด 'เจตจำนงแห่งการไม่ลืมตัวตน' เข้าไปในตัวกระบี่ เพ่งจิตวาดภาพถึงความยิ่งใหญ่ของตนในอนาคต เอ่ยนามของตนเองในใจ พร้อมกับอัดฉีดพลังวิญญาณเจ็ดส่วนลงในการโจมตีนี้...
สำหรับเขาแล้ว การรับมือกับอีกฝ่าย... แค่เจ็ดส่วนก็เพียงพอแล้ว
ฟู่วว—!
"กระบี่… ก้องยุทธภพ!"
เงามายาร่างของบุรุษลึกลับขนาดความสูงเกือบห้าจั้ง ผุดทะยานขึ้นมาซ้อนทับร่างของหลี่ซวน ครั้งนี้ภาพเงาร่างนั้นชัดเจนและสมจริงกว่าคราวก่อนหลายส่วน นัยน์ตาสีฟ้าครามของชายหนุ่มพลันเบิกโพลงขึ้น พร้อมกับตวัดกระบี่ฟาดฟันออกไปข้างหน้า ปลดปล่อยคลื่นกระบี่อันทรงพลังสวนกลับไป!
ปั้งงง—!
คลื่นกระบี่และกระบี่ยักษ์ปะทะกันจนเกิดเสียงระเบิดกึกก้อง ค่ายอาคมป้องกันสนามประลองสว่างวาบ ทำงานอย่างเต็มกำลังเพื่อรับแรงกระแทกอันมหาศาลนี้ไว้
จ้าวเทียนเหอพยายามใช้สองแขนฝืนส่งพลังวิญญาณเฮือกสุดท้ายเข้าไปในกระบี่ยักษ์ เพื่อกดดันให้มันผ่าทำลายทุกสิ่งตรงหน้าให้สิ้นซาก ทว่าไม่ว่าจะทุ่มพลังลงไปเท่าไหร่ คลื่นกระบี่เบื้องล่างก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับถอยร่นลงไปเลยแม้แต่น้อย
หลี่ซวนยืนมองคลื่นพลังปะทะกันอยู่เงียบ ๆ พลางคิดในใจ
‘แม้ข้าจะไม่รู้ว่าพลังวิชาดั้งเดิมของสำนักหยุนซานจะแข็งแกร่งเพียงใด... แต่ข้าก็ไม่เชื่อหรอกว่า วิชาที่สร้างโดยท่านบรรพจารย์ของสำนักเฟิงหยวน แม้จะไม่สมบูรณ์... ก็ไม่มีทางที่จะพ่ายแพ้ให้กับวิชาของสำนักเจ้า!’
และในตอนนี้เอง... พลังวิญญาณที่จ้าวเทียนเหออัดฉีดเข้าไปในตัวกระบี่ก็ถูกผลาญจนแห้งเหือดหมดสิ้น!
กระบี่ยักษ์บนฟ้าค่อย ๆ ถอยร่นกลับ ก่อนที่ภาพเงากระบี่จะแตกสลายกลายเป็นละอองแสง และคลื่นกระบี่ที่เหลือรอดก็พุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของจ้าวเทียนเหอทันที!
"ไม่! เป็นไปไม่ได้!!" จ้าวเทียนเหอผู้มีสีหน้าเรียบนิ่งสงบไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหนก็ตาม บัดนี้กลับแผดเสียงร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนกถึงขีดสุด
"ฝ่ามือสยบแปดทิศ... เต็มกำลัง!"
ครั้งนี้เขาชูสองมือขึ้นต้านรับ พร้อมกับรีดเร้นพลังวิญญาณหยาดสุดท้ายในร่างออกมาเป็นครั้งสุดท้าย
ปั้งงง—! อ้ากกกกก—!
แขนทั้งสองข้างที่ยกขึ้นรับแรงกระแทกเพียงชั่วครู่ หักสะบั้นลงอย่างรุนแรง และวิชาป้องกันทั้งหมดก็พังทลายลงในพริบตา!
ผู้อาวุโสประจำสนามคนหนึ่งรีบพุ่งเข้ามาแทรกแซงและหยุดยั้งสถานการณ์ทันที
ปั้ง!
กลุ่มควันจาง ๆ ฟุ้งกระจายขึ้นและเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นร่างของจ้าวเทียนเหอนอนหมดสภาพ แขนทั้งสองข้างหักผิดรูปจนบิดเบี้ยวไม่เหลือชิ้นดี ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ สภาพของเขาในยามนี้ดูย่ำแย่จนไม่อาจทนมอง
และเนื่องจากผู้อาวุโสผู้ตัดสินรู้ดีว่าพลังวิชาของหลี่ซวนนั้นรุนแรงเพียงใด จึงคอยเตรียมตั้งรับไว้อย่างไม่ประมาท จ้าวเทียนเหอจึงรอดพ้นจากความตายภายใต้คลื่นกระบี่ของหลี่ซวนมาได้หวุดหวิด
ทางด้านเหล่าศิษย์สำนักหยุนซานบนอัฒจันทร์ที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว ต่างก็พากันตกตะลึงจนหน้าซีดเผือด
"ส... สัตว์ประหลาด! ขนาดศิษย์พี่จ้าวยังพ่ายแพ้ กระบวนท่าเมื่อครู่เหตุใดถึงทรงพลังขนาดนั้น สำนักเฟิงหยวนมีกระบวนท่าใหญ่ระดับนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!"
"ข้าจะไปรู้ได้เช่นไร! กระบวนท่าใหญ่ที่สำนักเฟิงหยวนมี ก็ไม่เห็นจะมีท่าใดรุนแรงถึงเพียงนี้... หรือจะเป็นกระบวนท่าลับใหม่กันนะ? สำนักเฟิงหยวนน่ากลัวเกินไปแล้วกระมัง!"
"พวกเจ้าจะตื่นกลัวไปทำไม! พวกเรายังเหลือศิษย์พี่ฉืออิงอันดับหนึ่งของสำนักอยู่! ข้าได้ยินมาว่านางมีห้วงลมปราณที่กว้างใหญ่แทบจะมากที่สุดในระดับลมปราณแรกเริ่ม และพร้อมก้าวสู่ระดับฐานวิญญาณได้ทุกเมื่อ นางคืออัจฉริยะในรอบพันปีที่จะมีสักคน! แล้วไอ้เด็กบ้านั่นจะเอาชนะนางได้อย่างไร!"
"ใช่ ๆ! เรายังมีศิษย์พี่ฉืออิงอยู่ทั้งคน ตำแหน่งอันดับหนึ่งไม่มีทางหลุดรอดไปไหนแน่!"
"ศิษย์พี่ฉืออิง สู้ตาย! เอาชนะมันให้ได้!"
เหล่าศิษย์สำนักหยุนซานพากันตะโกนส่งเสียงเชียร์เพื่อปลอบขวัญและให้กำลังใจฝ่ายตนเองอย่างเอาเป็นเอาตาย
ตัดกลับมาที่ฝั่งสำนักเฟิงหยวน บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความปีติยินดีจนแทบคลุ้มคลั่ง ในตอนนี้หลี่ซวนการันตีตำแหน่งรองชนะเลิศไว้ในมืออย่างแน่นอนแล้ว หากเขาสามารถคว้าชัยในรอบชิงขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ ศิษย์สำนักเฟิงหยวนอย่างพวกเขาก็จะสามารถเชิดหน้าชูตา เดินไปไหนมาไหนพบเจอศิษย์สำนักอื่นก็ไม่ต้องรู้สึกอายอีกต่อไป!
แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่าวิชาที่หลี่ซวนใช้นั้นคืออะไร แต่พวกเขาก็คาดเดากันว่า มันคงเป็นวิชาหนึ่งภายในสำนักเฟิงหยวนที่หลี่ซวนนำมาปรับแต่งและประยุกต์ใช้ด้วยตนเอง เนื่องจากมันมีกระบวนท่าที่ละม้ายคล้ายคลึงกับ 'วายุแห่งเฟิงหยวน' ซึ่งเป็นวิชาใหญ่ของสำนักตนเองพอดี แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดมันถึงได้ทรงพลังมหาศาลถึงเพียงนี้ แต่พวกเขาก็รู้เพียงแค่ว่า หลี่ซวนน่าจะเป็นอัจฉริยะผู้ค้นพบวิถีทางของตนเอง จนสามารถปรับแต่งวรยุทธ์ให้แข็งแกร่งกว่าเดิมได้สำเร็จ
แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสบางคนของสำนักเฟิงหยวน เมื่อรู้ว่าไม่มีศิษย์ของสำนักตนผ่านเข้ารอบสิบคนสุดท้ายในการประลองระดับฐานวิญญาณ พวกเขาจึงเลิกสนใจการประลองในระดับของตน แล้วแอบมาซุ่มดูศิษย์ที่ได้ข่าวว่าสามารถทะลุเข้าถึงรอบสิบคนสุดท้ายในเวทีนี้ได้แทน และเมื่อพวกเขาได้เห็นกระบวนท่าอันน่าทึ่งนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสนใจและลอบชื่นชมอยู่ในใจ
บุรุษวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีในอาภรณ์ระดับผู้อาวุโสสำนักเฟิงหยวนสีน้ำเงินเข้มผู้หนึ่ง ยืนกอดอกจ้องมองเหตุการณ์อยู่ไกล ๆ พลางพึมพำกับตัวเอง
‘เจ้าเด็กนี่ใช้วิชาอันใดกัน? วายุแห่งเฟิงหยวนแบบปรับปรุงงั้นหรือ? แม้วิชานี้จะมีกระบวนท่าคล้ายคลึงกับวิชาของท่านบรรพจารย์สำนักเราก็ตาม... แต่มันจะมีอานุภาพรุนแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ? หรือเป็นเพราะเจ้าเด็กนี่มันปรับปรุงต่อยอดไปตามทางของตนเอง จนอานุภาพมันก้าวกระโดดขึ้น?’
‘แต่อยู่เพียงระดับลมปราณแรกเริ่ม... จะเป็นไปได้จริง ๆ หรือ?’ แม้แต่ผู้อาวุโสระดับฐานวิญญาณผู้นี้ ก็ยังขบคิดอย่างสงสัยและหาคำตอบไม่ได้ว่ากระบวนท่าของหลี่ซวนมีที่มาอย่างไร
‘ช่างเถอะ ถึงอย่างไรก็เป็นศิษย์สำนักเรา การได้อัจฉริยะเช่นนี้เพิ่มมาอีกคน... เหตุใดจะไม่ใช่เรื่องดีกัน’
ในขณะเดียวกัน บนลานประลอง หลี่ซวนกำลังยืนจ้องมองจ้าวเทียนเหอที่นอนสลบไสลร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลอยู่ที่พื้น
เขาเพียงปรายตามองอย่างเย็นชา แล้วหันหลังกลับ ทอดสายตามองไปทางอัฒจันทร์ฝั่งสำนักของตนเพื่อหาจางเหว่ย ก่อนจะขยับริมฝีปากกล่าวเสียงเรียบ
"ข้าล้างแค้นให้ท่านแล้ว"
เมื่อกล่าวจบ เขาก็เดินลงจากเวทีประลองทันทีเพื่อหลบไปหาที่สงบ ๆ ก่อนจะทรุดตัวลงหอบหายใจอย่างหนัก เนื่องจากสูญเสียพลังวิญญาณไปค่อนข้างมาก ซ้ำท่อนแขนยังรู้สึกปวดร้าวจากการฝืนใช้วิชากระบี่ก้องยุทธภพถึงเจ็ดส่วน
ชายหนุ่มรีบนั่งขัดสมาธิ กลืนโอสถรักษาที่สำนักเจ้าภาพเตรียมไว้ลงคอ แล้วเริ่มโคจรลมปราณเพื่อฟื้นฟูร่างกายและพลังวิญญาณกลับคืนมาในทันที
ทางด้านจางเหว่ยที่นั่งชมการต่อสู้ทั้งหมดอยู่บนอัฒจันทร์ เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้นของหลี่ซวน นัยน์ตาของเขาก็พลันแดงก่ำ หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อคลอขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"หลี่ซวน... หากมีโอกาส ภายภาคหน้าข้าจะต้องตอบแทนบุญคุณเจ้าอย่างแน่นอน"
"ฮ่า ๆ ๆ... เสี่ยวหลี่น้อยของพวกเราก็ช่วยจัดผมทรงใหม่ให้คนที่ทำให้ข้าแพ้ได้สะใจจริง ๆ แถมยังล้างแค้นให้เจ้าได้อีก ดูเหมือนข้าต้องตอบแทนด้วยการพามันไปเปิดหูเปิดตานอกสำนักให้หนำใจบ้างแล้วล่ะมั้งเนี่ย~ ฮิ ๆ ๆ" อวี่ฟ่านยืนยิ้มกริ่มพลางหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ออกมา ด้วยความถูกอกถูกใจเป็นอย่างยิ่ง!
ผ่านไปสองก้านธูป หลี่ซวนก็ฟื้นฟูพลังกับร่างกายจนพร้อมสำหรับการประลอง เมื่อผู้อาวุโสผู้ตัดสินเห็นว่าเขาพร้อมแล้ว จึงเรียกเขาขึ้นไปประลองรอบชิงชนะเลิศทันที
ฉืออิงก็ถูกเรียกตัวด้วยเช่นกัน ทั้งสองก้าวขึ้นสู่เวทีประลอง แล้วยืนจ้องหน้าประเมินท่าทีกันและกัน
ฉืออิงเผยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกล่าวหยอกล้อ
"ถึงกับเล่นงานสหายของข้าจนหมดรูปเช่นนั้น ถือว่าท่านแข็งแกร่งมากเลยทีเดียว ข้าขอชื่นชม... หวังว่าท่านจะไม่คิดออมมือให้กับข้าเพราะเห็นว่าเป็นสตรี จนต้องมานั่งเสียใจภายหลังล่ะ"
หลี่ซวนไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าอันใด เขาแผ่จิตสัมผัสไปที่ฉืออิงและพบกับไอวิญญาณอันมหาศาลรอบตัวนางที่ไม่ต่างจากเขาเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงกล่าวตอบกลับอย่างเรียบเฉย
"สหายแข็งแกร่งถึงขนาดนี้ เหตุใดข้าต้องออมมือด้วยเล่า?"
"หืม... ท่านพูดเช่นนี้ แสดงว่าพลังที่ข้าสัมผัสได้ว่าท่านกำลังซ่อนเร้นไว้ตอนนี้คือของจริงสินะ เช่นนั้นสหายก็คงจะมีห้วงลมปราณกว้างใหญ่พอ ๆ กับข้าเลยกระมัง" ฉืออิงเลิกคิ้วเล็กน้อย "ถ้าเช่นนั้น พวกเราสองคนคงไม่ต้องปิดบังพลังของพวกเรากันแล้วล่ะ"
"อืม ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน… ในเมื่อสหายเป็นคนสุดท้ายที่ข้าต้องเอาชนะ ข้าเองก็คงต้องทุ่มสุดตัว เพราะข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า ตัวข้าในตอนนี้... แข็งแกร่งมากแค่ไหน" หลี่ซวนเอ่ยเสียงหนักแน่น
สิ้นคำพูด ทั้งสองก็ปลดวิชาสะกดไอวิญญาณที่ใช้ซ่อนเร้นระดับพลังออกพร้อมกัน!
พริบตานั้น ไอวิญญาณอันหนาแน่นรอบตัวของทั้งสองก็ระเบิดกระจายออกมารอบทิศทาง ปะทะเข้าหากันอย่างสูสีดุเดือด แต่ไอพลังของฉืออิงกลับดูเหมือนจะถอยร่นให้กับหลี่ซวนอยู่เล็กน้อย!
แม้ภายนอกเวทีประลอง ผู้ชมจะไม่สามารถสัมผัสถึงไอวิญญาณที่แผ่ออกมาได้เนื่องจากมีค่ายอาคมกั้นไว้ ทว่าเมื่อพวกเขาลองแผ่จิตสัมผัสทะลวงเข้าไปตรวจสอบ ก็ต้องพบกับคลื่นพลังวิญญาณมหาศาลสองสายที่กำลังปะทะกันอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายใน!
มันคือขุมพลังที่น่าหวาดหวั่น... น่ากลัวเสียจนผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายทั่วไป ถึงกับต้องรีบถอนจิตสัมผัสกลับออกมาแทบไม่ทัน!
"เฮือก! น่ากลัวอะไรเช่นนี้! นี่พวกเขาอยู่ในระดับลมปราณแรกเริ่มจริง ๆ งั้นหรือ? หรือนี่คือโลกของยอดอัจฉริยะกัน!" ศิษย์คนอื่น ๆ ที่เห็นเหตุการณ์ต่างหน้าถอดสี รีบถอนจิตสัมผัสกลับอย่างตกใจ และทำได้เพียงเฝ้าดูการต่อสู้ตรงหน้าอย่างเงียบงัน
‘หืม...’ ฉืออิงถึงกับตกตะลึงในใจ ‘เสมอกันงั้นหรือ... ไม่สิ ดูเหมือนไอวิญญาณของเขาจะหนาแน่นกว่าข้าอยู่นิดหน่อย?’
นางลอบคิด ก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยความประหลาดใจ "น่าตกใจจริง ๆ ข้าไม่เคยเห็นคนที่อยู่ลมปราณแรกเริ่มแล้วมีพลังมากกว่าข้ามาก่อน... แม้จะเพียงนิดเดียวก็ตาม ท่านเป็นคนแรกเลย ช่างน่าตกใจจริง ๆ"
"สหายเองก็เช่นกัน" หลี่ซวนกล่าว "หวังว่าท่านก็จะไม่คิดออมมือให้ข้าเช่นกัน ไม่อย่างนั้นข้าอาจจะเผลอทำร้ายสหายจนบาดเจ็บหนักได้"
"หึ ไม่เคยมีใครกล้าพูดแบบนี้กับข้ามาก่อนเลย ท่านนี่ใจกล้ามากจริง ๆ" ฉืออิงกระตุกยิ้มมุมปาก แววตาทอประกายท้าทาย "เช่นนั้นก็ช่วยแสดงฝีมือทั้งหมดของท่าน ให้ข้าได้เห็นเป็นขวัญตาหน่อยเถิด!"
ฉับพลัน! ฉืออิงและหลี่ซวนต่างชักกระบี่ประจำกายออกมา อัดฉีดพลังวิญญาณเข้าไปพร้อมกัน แล้วพุ่งทะยานเข้าปะทะกันในทันที!!