ตอนที่ 80 กลืนกิน
มือที่ไขว้มาด้านหลัง ได้ลดนิ้วมือลงจนเหลือเพียงหนึ่งนิ้ว และในทันทีที่นิ้วหดกลับจนเหลือศูนย์
ทันใดนั้นเอง ชายชราก็พลันปลดผนึกพลังเวทขั้นสูงสุดที่เป็นเสมือนไม้ตายลับของตัวเองออกมา
‘จิตคุกคามแห่งพยัคฆ์ระดับ 2 ดาว’
ร่างกายที่เกือบจะสั่นเทา เพราะความหวาดกลัวที่ต้องเผชิญหน้ากับเจ้าโปริ่ง หลังจากปลดปล่อย จิตคุกคามแห่งพยัคฆ์ขั้น 2 ออกมา หัวใจที่เต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ ก็ค่อยๆ กลับมาสงบนิ่ง
และมันยังได้แผ่กระจายไปถึงกลุ่มนักผจญภัยที่อยู่รอบข้างๆ อีกเล็กน้อย ให้ทุกคนจิตใจสงบลง ประหนึ่ง ออร่า
พลัง ‘กายาคชสารระดับ 2 ดาว’ ทำให้ร่างของคาห์นนั้นดูเดือดพล่านไปด้วยไอความร้อนที่แผ่กระจายออกมา ผิวหนังที่เคยเหี่ยวย่นตามวัยอายุ จู่ๆ ก็กลับมาแน่นตึง จนคล้ายกับลดทอนอายุลงไปหลายสิบปี
เมื่อพลังเวทขั้นสูงสุดประจำตัวของคาห์นถูกเรียกใช้ออกมา เจ้าโปริ่งที่ยืนประจันหน้าก็รับรู้ได้ถึงการคุกคามที่อันตราย มันกำลังตื่นกลัวเช่นเดียวกัน มันส่ายหน้าไปมาเพื่อมองหาให้ไลท์รีบช่วยเหลือ ราวกับเด็กน้อยที่มองหาผู้ปกครอง
แต่สายตาของคนภายนอกที่มองเข้าเห็นถึงการกระทำของอสูรหมาป่า กลับไม่ได้รู้สึกเลยว่าเจ้าอสูรหมาป่ากำลังตื่นกลัวเลยแม้แต่น้อย การที่มันส่ายหน้าไปมาเช่นนี้...มันกำลังรู้สึกหงุดหงิดอยู่แน่ๆ
“ท่านคาห์น?!” หัวหน้าหน่วยพยายามร้องเรียก
“อืม ข้ารู้แล้ว...แต่ที่ข้าต้องเปิดใช้พลังออกไป ก็เพื่อทุกคนจะได้ปลอดภัย” คาห์นพยายามแผ่จิตคุกคามของตัวเองออกมาอย่างต่อเนื่อง เปิดช่องสบโอกาสให้กลุ่มนักผจญภัยที่อยู่เบื้องหลัง ได้ถอยหนีกลับไปอย่างเต็มตัว
ส่วนตัวเอง ยืนรับหน้า ท้าทายความตามเป็นคนสุดท้าย ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ของคาห์น มันคือการเสียสละตัวเองเพื่อส่วนรวม
ไม่นานนัก หลังจากที่คาห์นปลดปล่อยจิตคุกคามแห่งพยัษฆ์ออกไป ตัวของเจ้าโปริ่งในร่างจำแลง ก็เริ่มที่จะสั่นเทา ก่อนที่ในหัวของมันจะพลันได้ยินถึงเสียงของไลท์ผู้เป็นเจ้านาย ร้องสั่งให้มันหายตื่นกลัวด้วยการ ‘กิน!’
การกินในที่นี้ไม่ได้หมายถึงให้กิน ชายชราอย่างคาห์น...หากแต่ให้กินพลังเวท ‘จิตคุกคามแห่งพยัคฆ์’ ของอีกฝ่าย
“เชฟไลท์ เจ้าโปริ่งมันกินพลังเวทได้ด้วยเหรอครับ?” โทมัสเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“กินไม่ได้เหรอ? ปกติฉันก็เห็นมันกินอยู่ตลอดเวลา อย่างอาหารร้อนๆ ที่ฉันทำมา ก็ถูกเจ้าโปริ่งกินเข้าไป โดยไม่เห็นจะมีอาการอะไร อีกทั้งยังทำหน้าละห้อยขออาหารเพิ่มเติมจากฉันอยู่ทุกวี่วัน” ไลท์ตอบกลับ ทั้งๆ ที่ตัวเขาก็ไม่แน่ใจว่าพลังเวทที่คาห์นปลดปล่อยออกมา เจ้าโปริ่งจะสามารถกินมันได้หรือไม่
เพราะที่ผ่านๆ มา เจ้าโปริ่งก็กินทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่กินได้หรือไม่ได้ มันก็กินมาหมดแล้ว ยกตัวอย่างดั่งเช่น เถ้าภูเขาไฟและดินจากเหมืองแร่เป็นต้น
และในเมื่อ มันสามารถที่จะกิน ทั้งเถ้าภูเขาไฟและดินจากเหมืองแร่ ได้โดยที่ไม่เป็นอะไร...ถ้าเช่นนั้น กินพลังเวทจิตคุกคามแห่งพยัคฆ์ของคาห์นก็ไม่น่าจะเป็นอะไร หรอกใช่ไหม?!
เมื่อเจ้าโปริ่งได้ยินถึงคำสั่งให้มัน ‘กิน’ น้ำลายของมันก็ไหลย้อยออกมาด้วยความหิวโหย ปรากฏเป็นภาพ หมาป่าสีชาดที่น้ำลายไหลเป็นทางยาว ไหลออกมาตามซี่ฟันที่แหลมคม ช่างดูน่าหวาดหวั่นและน่ากลัวมากกว่าเดิมหลายเท่า
เจ้าโปริ่งเมื่อมองเห็นถึงจิตคุกคามแห่งพยัคฆ์ของคาห์นเป็นอาหาร ดวงตาของมันก็เปร่งแสงสีแดงฉาน คล้ายกับสีของเลือดออกมา
ความหิวโหยและความตะกละได้ผลักดันให้เจ้าโปริ่งมองเห็นถึงพลัง ของจิตคุกคามแห่งพยัคฆ์ออกมาเป็นสีสันต่างๆ มันอ้าปากงับและกลืนกินพลังเวทที่มันมองเห็น เสมือนไอควันสีสันสดใส เข้าไปอย่างเอร็ดอร่อย
คาห์นที่เห็นดังนั้น ก็พลันตกตะลึง เมื่อรับรู้ได้ว่า จิตคุกคามแห่งพยัคฆ์ที่ตนเองปลดปล่อยออกไป กำลังลดน้อย ถอยลง จากการถูกอีกฝ่ายกลืนกินมันเข้าไปนั่นเอง
‘บ้าไปแล้ว เจ้าอสูรหมาป่าตนนั้น กำลังกลืนกินจิตคุกคามของท่านคาห์น!’ กลุ่มนักผจญภัยที่หนีไปยังที่ปลอดภัย ต่างร่ำร้องด้วยความตกใจ ไม่ต่างจากตัวของชายชรา
“ท่านคาห์นหนีออกมาเร็วเข้า!” ในตอนนี้ทุกคนไม่อาจช่วยเหลือคาห์นได้อีกต่อไปแล้ว ทุกคนได้ตาสวดภาวนาขอให้ คาห์นนั้นปลอดภัย และรีบหนีออกมาให้เร็วที่สุด
ทว่า...คาห์นก็ไม่ทำให้ทุกคนต้องอดทนรอนานไปมากกว่านี้ เมื่อรู้ว่าพลังของตัวเอง ไม่สามารถต่อต้านอสูรหมาป่าตรงหน้าได้ ตัวของคาห์นก็รีบล่าถอยออกมาทันที โชคยังดีที่คาห์นได้ปลุกพลังเวทในตัวออกด้วยกันถึง 2 วิชาในก่อนหน้านี้ ‘จิตคุกคามแห่งพยัคฆ์’ และ ‘กายาคชสาร’
ด้วยพลัง กายาคชสาร นี้เอง ทำให้ร่างกายของคาห์นนั้นดูแข็งแรงและบึกบึ้นไม่ต่างจากช้างสารตัวใหญ่ๆ ผิวหนังที่เคยเหี้ยวย่นตามวัยอายุ ก็กลับมาเต้งตึ่งเหมือนสมัยตอนยังเป็นหนุ่ม
แต่กระนั้นการเปิดใช้พลังกายาคชสารของคาห์น ตัวเสือเฒ่าผู้นี้ไม่ได้หวังให้ร่างกายตัวเองกลับมาหนุ่มแน่นหรือจะโชว์ว่าเมื่อสัมยตัวเองตอนยังหนุ่มนั้นหล่อเท่ มากแค่ไหน
หากแต่ตัวของคาห์นนั้นจำเป็นต้องเปิดใช้พลังเวทนี้ ก็เพื่อหลบหนีออกมาจาก ความเป็นความตายที่กำลังมาเยือน โดยมีสัตว์อสูรหมาป่าสีชาด กำลังไล่เขมือบกินจิตคุกคามแห่งพยัคฆ์ที่คนเองได้เปิดใช้ไปก่อนหน้านี้ อย่างบ้าคลั่งนั่นเอง
ฟุบๆ ~
“ท่านคาห์นปลอดภัยดีนะครับ?” หัวหน้าหน่วยพร้อมด้วยกลุ่มนักผจญภัยต่างก็เอ่ยถามออกมาด้วยความเป็นห่วง
หลังจากที่คาห์นสามารถหลบหนีจากการเขมือบกินของหมาป่าสีชาด ไปได้อย่างหวุดหวิด
“อืม ข้าปลอดภัยดี...ทุกคนละเป็นไงบ้าง มีใครได้รับบาดเจ็บอะไรตรงไหนไหม” แม้ตัวเองเกือบจะต้องเอาชีวิตกลับมาไม่รอด ทางด้านของคาห์นก็ยังอดเป็นห่วงนักผจญภัยคนอื่นๆ ไม่ได้
ด้วยพื้นเพเดิมที่เคยเป็นทหาร คำปฏิญาณของนักรบ ที่บอกเอาไว้ว่า ‘จะไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ ทั้งหมดนี้มันยังคงสลักอยู่ในสายเลือดของชายชราผู้นี้อยู่ในทุกๆ วัน
“ทุกคนปลอดภัยดี...มีบางคนที่โดนลูกหลงจากพลังเวทของสัตว์อสูรกระเด็นมาโดน จนบาดเจ็บอยู่บ้าง แต่โดยรวมถือว่าทุกคนปลอดภัยดี ท่านคาห์นไม่ต้องเป็นห่วง”
“งั้นก็ดีแล้ว พวกเรารีบล่าถอยจากตรงนี้กันเถอะ เผื่อเจ้าอสูรหมาป่าเกิดคลั่งขึ้นมาอีก พวกเราอาจจะไม่โชคดีเหมือนครั้งนี้”
“ทำไมต้องถอย? พวกเรามีกันอยู่เป็นร้อยคน อีกทั้งการปะทะกันเมื่อครู่ก็ไม่มีใครตายสักหน่อย จะถอยทำไม สู้ต่อสิ!”
คาห์นสั่งการให้ทุกคนล่าถอยแล้ว แม้จะมีนักผจญภัยบางกลุ่มที่ดูจะเลือดร้อนและไม่เห็นด้วย กับคำสั่งของคาห์นที่จู่ๆ ก็ขึ้นมาเป็นผู้นำของพวกเขา แต่ในเมื่อนักผจญภัยส่วนใหญ่ต่างเชื่อฟังคำพูดของคาห์นแต่โดยดี
คนพวกนี้ จึงได้แต่มีลูก ฮึดฮัด ฉุนเฉียวออกมาบ้าง สุดท้ายก็เดินตามต้อยๆ ล่าถอยกลับไป
ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว นักผจญภัยจะไม่ขึ้นตรงกับผู้ใด
แต่ถ้าให้คนกลุ่มนี้ ออกไปต่อสู้กับอสูรหมาป่าสีชาดเพียงลำพัง เชื่อเถอะว่าคนพวกนี้นั้นไม่กล้าหาญพอหรอก
‘คนเหล่านี้จะเก่งก็ต่อเมื่อมีเพื่อนฝูงอยู่เคียงข้าง แต่ถ้าให้เดินแยกเดี่ยว เหมือนเช่นที่คาห์นออกไปรับหน้า ท้าชนกับสัตว์อสูรด้วยตัวคนเดียวอย่างกล้าหาญ...บอกเลยว่าไม่มีทาง! คนพวกนี้เมื่ออยู่ตัวคนเดียวก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขตามทางที่ตัวลีบเล็ก หวาดกลัวต่ออันตรายไปทุกสิ่งอย่าง จะเก่งขึ้นก็ต่อเมื่อมีเพื่อนฝูงอยู่เคียงข้าง’
“ถ้าใครอยากจะสู้ต่อก็เชิญ เอาไว้วันพรุ่งนี้ ฉันจะเข้ามาเก็บศพ กลับไปให้”
คาห์นมองดูกลุ่มนักผจญภัยที่แสดงอาการไม่พอใจออกมา ด้วยแววตาที่เอาจริงเอาจัง จ้องมองคนเหล่านี้อยู่นาน แต่ก็ไม่มีสักคนเดียวที่กล้าสบตาเขา
แม้แต่คนที่พูดประโยคข้างต้น ก็ยังแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ประหนึ่งว่าตนเองไม่ได้พูดอะไร อย่างหน้าไม่อาย
เหล่านักผจญภัย รวมถึงเจ้าหน้าที่จากกิลด์สมาคม ต่างเดินถอยกลับออกจากป่าด้วยความเงียบเชียบ ใบหน้าของพวกเขาแสดงออกถึงความผิดหวัง ที่ไม่อาจทำอะไรกับสัตว์อสูรหมาป่าสีชาดที่เผอิญได้เจอหลังจากค้นหากันอยู่นานหลายวัน
แต่ที่สุดแล้ว กลับกลายเป็นว่าพวกเขาแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยด้วยซ้ำ ‘เป็นความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดหัวใจเสียเหลือกัน!’
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าจะมีเพียงสิ่งเดียวที่จะช่วยเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำของทุกคนให้หายดีขึ้นมาได้ และสิ่งๆ นั้นก็ตั้งอยู่ตรงหน้าของพวกเขาแล้ว นั้นก็คือ ‘ร้านอาหารสามเวลา’ นั่นเอง
เป็นเวลากว่าหลายชั่วโมงแล้ว ที่กลุ่มของนักผจญภัยได้พบเจอและเข้าต่อสู้กับอสูรหมาป่าสีชาด ก่อนจะพ่ายแพ้กลับมาอย่างย่อยยับ
พวกเขาเดินกลับออกมาจากป่า ราวกับคนอดอะไรตายอยาก ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือด ป่นระคนเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเหงื่อไคลและเศษดินที่ติดอยู่ตามร่างกาย จากการล้มลุกคลุกคลานเพื่อหนีเอาตัวรอด
ก่อนที่ทุกคนจะรอดชีวิตออกมาจากผืนป่า พร้อมกับดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน
“ท่านคาห์นเดินไหวไหม? อสูรตัวนั้นมันแข็งแกร่งขนาดทำให้ท่านต้องยอมล่าถอยเชียวเหรอ” เป็นเสียงของแมทที่วิ่งเข้ามาประคองร่างคาห์นที่ตอนนี้ กายาคชสารดูเหมือนจะหมดฤทธิ์ลงไปแล้ว
โดยแมทไม่ได้ตั้งใจจะที่จะถากถางหรือกล่าวโทษคาห์นเลยแม้แต่น้อย คำพูดของแมทที่ถามออกไป ดูจะสื่อไปในทางเป็นห่วงเป็นใยอีกฝ่ายเสียด้วยซ้ำ เนื่องด้วยความสัมพันธ์ระหว่างคาห์น กับแมท ในหลายวันที่ผ่านมานี้ก็ไม่ได้เหม็นชี้หน้ากันเหมือนเช่นแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว
พวกเขาทั้งสองคน สมัครสมานสามัคคีกันมากขึ้น อนึ่งเปิดใจกันโดยมี อาหารของไลท์ช่วยเป็นกาวใจให้นั่นเอง
“อสูรหมาป่าตัวนี้แข็งแกร่งมากทีเดียว ไม่แปลกเลยที่มันจะหลบซ่อนตัวตนมาได้จนถึงทุกวันนี้” คาห์นที่อยู่ในอ้อมแขนของแมท ค่อยๆ ทรุดตัวนั่งลงบนโขดหินใกล้ๆ กับแคมป์ที่พัก
แมทรีบหยิบยื่นน้ำส่งให้กับอีกฝ่ายได้ดื่มกิน พลางให้คนของตนเอง ช่วยกันตรวจดูบาดแผลของนักผจญภัยที่บาดเจ็บคนอื่นๆ หากใครมีบาดแผลฉกรรจ์ก็ให้เตรียมส่งตัวกลับไปที่หมู่บ้านโดยทันที
“ท่านคาห์นและกลุ่มของพวกท่านพักผ่อนกันที่นี่เถอะ อีกเดี๋ยวข้าจะพูดกับท่านไลท์ให้ว่า ข้าวแกงในช่วงกลางวันยังพอมีเหลืออยู่อีกหรือไม่ พวกท่านจะได้ไม่ต้องลำบากไปกินกันที่ร้าน” หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วว่า ไม่มีใครที่บาดเจ็บ
ทางด้านแมทจึงขันอาสาไปขอข้าวแกงจากไลท์ มากินกันที่นี่ เพราะถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่ได้บาดเจ็บหนักอะไร แต่หากให้ทุกคนเดินไปกินกันในร้านด้วยสภาพเช่นนี้ คงจะดูลำบากกันอยู่ไม่น้อย
“เรื่องนั้น...ผมจัดการเอาไว้ให้เรียบร้อยหมดแล้วครับ!”
เป็นเสียงของไลท์ที่ดังมาจากด้านหลัง พร้อมกันนั้น ทางด้านโทมัสและจิมก็ได้ถือข้าวห่อใบไม้ ที่มีทั้ง ข้าวผัด กะเพรา หมูกระเทียม ฯลฯ มาแจกจ่ายเหล่านักผจญภัยที่กำลังบาดเจ็บจนครบถ้วน
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ