ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 80 ไม่สิ ฆ่าได้จริงๆ เหรอ?

            จ้าวมู่เสวี่ย?

            เมื่อได้ยินชื่อที่เจียงจืออวี๋เอ่ยออกมาทุกคนต่างก็ชะงักไปครู่หนึ่ง

            พวกเขาไม่ค่อยเข้าใจนักว่าจู่ๆเจียงจืออวี๋พูดชื่อนี้ขึ้นมาหมายความว่าอย่างไร

            ทว่าชายชรากลับเหลียวไปมองหลานสาวของตนทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น

            ส่วนพนักงานเสิร์ฟสาวเองก็ทำหน้ามึนงงพลางมองเจียงจืออวี๋ด้วยสายตาสงสัย

            "ใช่แล้ว หนูรู้จักหลานสาวของลุงด้วยเหรอ?"

            รู้จักจริงๆด้วยเหรอ?

            ไม่สิทำไมเจียงจืออวี๋ถึงรู้จักสองปู่หลานในโรงเหล้าแห่งนี้ได้ล่ะ?

            แต่ดูจากท่าทางของทั้งคู่แล้วกลับดูเหมือนจะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเจียงจืออวี๋เลยแม้แต่น้อย

            ซินซวงและจางสิงไม่ได้คิดอะไรมากพวกเขาไม่ใช่พวกที่ชอบสอดรู้เรื่องชาวบ้านแต่ก็ยังมีจิตสำนึกแห่งความยุติธรรมอยู่บ้างโดยเฉพาะเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนในทีมตัวเอง

            ทางด้านกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจนั้นแต่ละคนมีสีหน้าปั้นยากขึ้นมาทันที

            ตอนแรกพวกเขายังวางอำนาจได้เต็มที่แต่ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ จะมีนักศึกษาจากสุ่ยมู่โผล่มาถึงสามคน?

            คราวนี้พวกเขากลับกลายเป็นฝ่ายลำบากจะรุกก็ไม่ได้ จะถอยก็ไม่เชิง

            หากจะรุกต่ออีกฝ่ายคือนักศึกษาของสุ่ยมู่ ถ้าต้องปะทะกันจริงๆ ต่อให้พวกเขามีจำนวนคนมากกว่าก็คงไม่ได้เปรียบอะไรนัก

            แต่หากจะถอยหลังจากที่ต่างฝ่ายต่างประกาศชื่อสถาบันออกมาแล้วเรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ที่ความพอใจของพวกเขาอีกต่อไปเพราะถ้าถอยเพียงเพราะอีกฝ่ายอ้างชื่อสุ่ยมู่นั่นไม่เท่ากับเป็นการตบหน้ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจฉาดใหญ่หรอกหรือ?

            แม้มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจจะสู้สุ่ยมู่ไม่ได้แต่ก็ยังเป็นมหาวิทยาลัยสายต่อสู้อันดับสองของประเทศ...

            ในขณะที่หัวหน้ากลุ่มกำลังลังเลว่าจะรุกหรือถอยเจียงจืออวี๋ก็ได้ช่วยตัดสินใจให้พวกเขาแล้ว

            เด็กสาวที่เดิมทีก็มีบุคลิกเย็นชาอยู่แล้วในยามนี้ใบหน้าของเธอกลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ โดยสิ้นเชิง

            "ไสหัวไป!"

            คำสั้นๆเพียงคำเดียว แต่กลับทำให้ซินซวงและจางสิงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่เปลี่ยนไป

            โดยเฉพาะไป๋ฉางเซิงที่เดิมทีนอนหลับตาพักผ่อนอยู่ในถุงกักวิญญาณ

            เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าสภาวะจิตใจของเจียงจืออวี๋ในตอนนี้เกิดความสั่นคลอนอย่างรุนแรง

            เห็นได้ชัดว่าชื่อที่เธอพูดออกมาเมื่อครู่มีความสำคัญต่อเธอมาก

            สถานการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแม้แต่ตอนที่โดนทีมไฟป่าข่มขู่ สภาวะจิตใจของเธอก็ยังไม่ผันผวนชัดเจนขนาดนี้

            แสงสว่างวาบขึ้นเพียงพริบตาไป๋ฉางเซิงปรากฏตัวขึ้นข้างกายเจียงจืออวี๋อย่างเงียบเชียบดวงตางูเรียวยาวจ้องเขม็งไปยังกลุ่มคนตรงหน้าด้วยแววตาดุดัน

            ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรในเมื่อเจียงจืออวี๋ตัดสินใจจะทำ เขาย่อมพร้อมจะอยู่เคียงข้างเธอเสมอ

            ทว่าคำพูดของเจียงจืออวี๋กลับไปกระตุ้นโทสะของกลุ่มนักศึกษานครปีศาจเข้าอย่างจัง

            หัวหน้ากลุ่มแค่นเสียงหึออกมาทันทีเขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับเรียกอาวุธประจำตัวออกมา

            "เป็นเด็กสุ่ยมู่แล้วไง? พวกแกก็แค่พวกนักศึกษาเหมือนกันนั่นแหละ"

            "นึกว่าพูดแค่คำเดียวแล้วพวกฉันจะยอมถอยงั้นเหรอ? ขอดูหน่อยเถอะว่าพวกแกจะมีปัญญาแค่ไหน!"

            สิ้นเสียงคำรามเหล่านั้นเหล่านักศึกษานครปีศาจคนอื่นๆ ต่างก็เรียกศาสตราของตนออกมาเช่นกัน

            "เทียบค่าพลังเลือด พวกแกก็ไม่ได้สูงไปกว่าพวกเรา เทียบสถาบันทุกคนก็มาจากมหาวิทยาลัยชั้นยอดเหมือนกัน แถมพวกเรายังมีคนมากกว่า!"

            "ไล่พวกเรางั้นเหรอ? ฉันว่าพวกแกนั่นแหละที่ควรจะรีบไสหัวไป!"

            "จะพูดมากไปทำไม ฉันเหม็นขี้หน้าพวกสุ่ยมู่มานานแล้ว ไม่พอใจก็ดวลกันเลย!"

            คนที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจได้ย่อมเป็นยอดอัจฉริยะหนึ่งในร้อยหรือหนึ่งในพันเช่นกัน

            บางคนอาจจะเคยพลาดท่าให้สุ่ยมู่เพียงเส้นยาแดงผ่าแปดจนถูกคัดออกหรือบางคนอาจจะเป็นพวกที่เก่งภายหลัง พรสวรรค์ยังไม่เด่นชัดยามเพิ่งปลุกพลัง

            แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคนเหล่านี้ต่างก็มีความขุ่นเคืองต่อสุ่ยมู่ที่เคยมองข้ามพวกเขา

            “เมื่อก่อนแกเมินฉัน ต่อไปฉันจะทำให้แกเอื้อมไม่ถึง”

            ความสำเร็จจากการคว้าชัยเหนือมหาวิทยาลัยอื่นมาตลอดทำให้คนกลุ่มนี้ค่อยๆ สั่งสมทัศนคติที่ทั้งปมด้อยและทิฐิจองหองรวมเข้าด้วยกัน

            ยิ่งในยามนี้ต้องมาเผชิญหน้ากับนักศึกษาสุ่ยมู่สามคนแถมยังโดนเจียงจืออวี๋ตวาดไล่ ทุกคนในใจจึงเกิดความรู้สึกขัดขืนประหนึ่งจะบอกว่า“ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าพวกแกมีดีอะไรถึงได้มาทำอวดดี”

            วัยหนุ่มย่อมมีความเลือดร้อนเป็นธรรมดา

            ในขณะที่เหล่าผู้ฝึกยุทธ์รอบข้างยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นนักศึกษาจากสองมหาวิทยาลัยชั้นนำก็เริ่มเข้าปะทะกันเสียแล้ว!

            หัวหน้ากลุ่มนักศึกษานครปีศาจเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อนเขายังคงเจ็บใจที่เมื่อครู่เกือบจะโดนเจียงจืออวี๋แทงขาขวาทะลุจึงพุ่งตัวเข้าใส่เด็กสาวด้วยความแค้นเคือง

            เมื่อเห็นคนหนึ่งลงมือคนที่เหลือก็กรูเข้าไปทันที

            ดวงตาของเจียงจืออวี๋เย็นเยียบถึงขีดสุดเธอถีบเท้าพุ่งทะยานสวนกลับไป เอื้อมมือคว้าหอกยาวที่ปักอยู่ที่พื้นไม้ออกมาเสียงหอกฉีกฝ่าอากาศดังสนั่น

            "หอกทะลวงทองคำ!"

            เธอคำรามเบาๆในลำคอ วินาทีต่อมาเจตจำนงหอกทะลวงทองอันคมกล้าก็เริ่มหลอมรวมอยู่บนตัวหอกในมือ

            หอกที่เดิมทีก็คมกริบอยู่แล้วในตอนนี้กลับเปี่ยมล้นไปด้วยจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมา!

            ต่างจากการใช้ทักษะนี้ตอนเข้าเรียนใหม่ๆหลังจากค่าพลังเลือดเพิ่มสูงขึ้นเจียงจืออวี๋ในยามนี้กลับใช้ทักษะยุทธ์นี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

            ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปจนต้องใจสั่นสะท้าน

            พวกไป๋ฉางเซิงย่อมรู้ดีว่าทักษะหอกทะลวงทองคำนี้อยู่ในระดับไหน

            โดยเฉพาะไป๋ฉางเซิงที่รู้จักเจียงจืออวี๋ดีที่สุดเขาย่อมรู้ว่าหอกทะลวงทองคำคือท่าไม้ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของเธอในตอนนี้หากไม่นับเข็มผลาญวิญญาณที่เป็นเหมือนสกิลบั๊กของระบบ!

            ในระดับเดียวกันไม่มีใครสามารถรับหอกนี้ได้แน่นอน!

            ต่อให้เป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับต้น เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีที่แหลมคมถึงเพียงนี้ก็คงต้องประเมินใหม่ว่าชีวิตตัวเองจะแข็งแกร่งพอจะทนรับได้หรือไม่

            แต่ตอนนี้เจียงจืออวี๋กลับใช้มันออกมาอย่างเด็ดขาดและตรงไปตรงมา

            ท่าทีแบบนี้ชัดเจนว่าเธอต้องการเอาชีวิตอีกฝ่าย!

            ไม่ใช่สิฆ่าได้จริงๆ เหรอ?

            ไป๋ฉางเซิงไม่เข้าใจว่าตอนนี้เจียงจืออวี๋กำลังคิดอะไรอยู่แต่นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว

            ที่สำคัญคือเมื่อหอกนี้ถูกแทงออกไป ทุกอย่างจะไม่มีวันหวนกลับคืนมาได้อีก

            ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ฆ่าเลยเป็นไง!อย่างมากเขากับเจียงจืออวี๋ก็แค่หนีไปสะสมพลังตัวอยู่ในทุ่งร้างก็น่าจะรอดอยู่แค่นึกแล้วก็เสียดายพี่ใหญ่คนดีคนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันยังไม่ทันได้ไถแต้มวิวัฒนาการจากมันเลยแท้ๆ

            และคนที่มีความสงสัยเหมือนกับไป๋ฉางเซิงย่อมไม่ได้มีแค่คนเดียว

            โดยเฉพาะชายหนุ่มที่เป็นเป้าหมายของคมหอกเจียงจืออวี๋

            เดิมทีเขาคิดว่าการต่อสู้คงเป็นแค่เรื่องกระทบกระทั่งของเด็กนักศึกษาบาดเจ็บกันนิดหน่อยแล้วก็แยกย้ายไปฟ้องอาจารย์ของตัวเอง

            เพราะถึงยังไงค่าพลังเลือดของแต่ละฝ่ายก็น่าจะพอๆกัน ต่อให้พวกเขามีคนมากกว่า แต่ในเวลาสั้นๆ ก็คงยากจะเอาชนะอีกฝ่ายได้

            ทว่าในยามนี้เมื่อมองดูเจตจำนงหอกทะลวงทองที่ควบแน่นอยู่ที่ปลายหอก จู่ๆหัวใจของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างประหลาด

            อานุภาพระดับนี้อย่าว่าแต่เขาเลย ต่อให้เป็นพวกที่เลื่อนระดับไปเป็นแม่ทัพยุทธ์แล้วก็ยังไม่แน่ว่าจะรับหอกนี้ได้ด้วยซ้ำมั้ง?

            ยัยผู้หญิงคนนี้...ตั้งใจจะเอาชีวิตเขาจริงๆ!

            ไม่ใช่สิหล่อนไม่กลัวเลยหรือไงว่าถ้าฆ่าเขาแล้ว ตัวเองจะต้องโทษประหารตามไปด้วย?

            การใช้อาวุธหรือแม้แต่การฆ่าคนในเมืองผู้ฝึกยุทธ์ถือเป็นข้อห้ามร้ายแรง!

            ต่อให้ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่จะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ไม่มีทางคุ้มครองเธอได้แน่

            แต่เจียงจืออวี๋กลับแทงหอกออกมาจริงๆแถมไม่มีวี่แววว่าจะออมมือเลยแม้แต่นิดเดียว!

            เมื่อเห็นหอกพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเขาคิดจะหลบ แต่กลับพบว่ากลิ่นอายของตนเองเหมือนจะถูกเจียงจืออวี๋ล็อกเป้าไว้แล้วไม่ว่าเขาจะเบี่ยงตัวไปทางไหน หอกเล่มนั้นก็ยังคงพุ่งใกล้เข้ามาทุกที

            วินาทีถัดไปมันกำลังจะคร่าชีวิตของเขาแล้ว!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน