ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 86 : ตราทองแดงแห่งราชวงศ์จักรพรรดิ

    ~ ศาลาชั้นในสำนักจักรพรรดิพิรุณ ~ 


    ภายในห้องปรุงยาที่กว้างขวาง ใจกลางห้องคือร่างของซูหยานที่กำลังหลับตา และวางมือทั้งสองไว้เบื้องหน้าหม้อปรุงยาขนาดใหญ่ 


    ทันใดนั้นหม้อปรุงยาก็เกิดการสั่นอย่างรุนแรง มันโบกแขนเสื้อทำให้หม้อระเบิดออกอย่างฉับพลัน


    ตู้ม!


    หมอกควันสีรุ้งพวยพุ่งออกมา เม็ดยาสีเขียวเหลื่อมทองลอยอยู่เหนือหม้อปรุงยาอย่างโอ่อ่า 


    กลิ่นหอมของเม็ดยาฟุ้งกระจายออกมาปกคลุมอาณาบริเวณ ทำให้ผู้ที่สูดดมเข้าไปรู้สึกถึงความกระชุ่มกระชวยจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ 


    ดวงตาของซูหยานเป็นประกาย มันคว้าเม็ดยามาเก็บไว้ด้วยความปลาบปลื้ม “เม็ดยาระดับ 5 ความบริสุทธิ์แปดในสิบส่วน! ดูเหมือนว่าเส้นทางนักปรุงยาระดับ 6 ของข้าใกล้จะมาถึงแล้ว!”


    แม้ว่าซูหยานจะขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์และความชั่วร้าย แต่ฝีมือการปรุงยาของมันก็ไม่เป็นสองรองใคร


    แม้แต่เทียนเหยาที่สองก็ยังเรียกซูหยานด้วยความเคารพว่านักปรุงยาซู แค่นี้ก็พอจะบอกได้แล้วว่าสถานะของมันในฐานะนักปรุงยานั้นเป็นที่เลื่องลือพอสมควร


    แต่ซูหยานดีใจได้ไม่นานนัก จู่ๆประตูสองบานด้านหลังก็ถูกเปิดออกอย่างแรง


    ซูหยานหันกลับไปอย่างรวดเร็วและพบว่าร่างนั้นคือชายชราที่สวมเครื่องแบบระดับสูงของสำนัก การแสดงออกของผู้มาเยือนดูเคร่งขรึมผิดปกติ


    การปรากฏตัวของชายผู้นี้ทำให้ซูหยานต้องรีบลุกขึ้นและโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ท่านรองเจ้าสำนัก”


    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้มาเยือนคือรองเจ้าสำนักซวน ที่ซูหยานติดต่อไปหาในตอนที่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของหลี่เชียนเหม่ย


    รองเจ้าสำนักซวนพยักหน้าเล็กน้อย เขายื่นแผ่นหยกให้แก่ซูหยานพลางพูดขึ้น “ราชองครักษ์หยูต้องการจะคุยเรื่องสำคัญกับเจ้า”


    “ราชองครักษ์หยู?” ซูหยานรู้สึกประหลาดใจอย่างมากที่จู่ๆบุคคลใกล้ชิดของอ๋องฉู่จะติดต่อมาหาตนเป็นการส่วนตัว


    มันไม่กล้ารีรอและรับแผ่นหยกมาจากมือของรองเจ้าสำนักซวน


    ทันใดนั้นก็มีสุ้มเสียงอันเย็นชาถูกเปล่งออกมาจากแผ่นหยก “เจ้าคือนักปรุงยาซูใช่หรือไม่?”


    ซูหยานไม่รอช้าที่จะเปลี่ยนน้ำเสียงให้กลายเป็นสุภาพอย่างถึงที่สุด “ข้าน้อยซูหยานแห่งสำนักจักรพรรดิพิรุณ ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสหยูมีอะไรให้ข้าน้อยรับใช้หรือไม่?”


    ประโยคต่อไปของหยูเป่ยเทียนกลับทำให้สีหน้าของหยานซูซีดลงทันตาเห็น “ลูกศิษย์ของเจ้าหยางเซี่ย ถูกฆ่าตายแล้ว”


    “อะไร!” วินาทีนั้นราวกับว่ามีฟ้าผ่าเข้าที่กลางศีรษะของซูหยานอย่างจัง มือของมันสั่นสะท้านจนแทบจะถือแผ่นหยกไว้ไม่อยู่


    แต่ก่อนที่มันจะได้ตกใจไปมากกว่านี้ หยูเป่ยเทียนก็กล่าวต่อ “ผู้ที่ลงมือในครั้งนี้คือผู้ใช้พิษจากสำนักจักรพรรดิเหมันต์”


    ร่างของซูหยานแข็งค้างราวกับรูปปั้น มันรีบเอ่ยถามความเป็นมาเป็นไปในทันที 


    หยูเป่ยเทียนได้อธิบายสาเหตุการตายของหยางเซี่ยให้แก่ซูหยานได้ฟัง รายละเอียดเพิ่มเติมจากหยูเป่ยเทียนก็คือหยางเซี่ยแค่บังเอิญโดนลูกหลงเท่านั้น


    แท้จริงแล้วผู้ใช้พิษจากสำนักจักรพรรดิเหมันต์หมายที่จะสังหารรัชทายาทในป่าอสูรร่ำไห้ แต่ด้วยความบังเอิญหรือโชคชะตาก็ไม่ทราบ หยางเซี่ยถึงได้ไปอยู่ที่นั่น และตายตกภายใต้พิษของคนจากสำนักจักรพรรดิเหมันต์


    ซูหยานไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หลิงฟานถึงไม่พบเจอหยางเซี่ยเสียที


    แท้จริงแล้วหยางเซี่ยได้ถูกฆ่าตายไปแล้ว!


    และหยูเป่ยเทียนก็ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “ขณะนี้ร่างของหยางเซี่ยอยู่กับข้า ข้ากำลังจะสืบหาว่าใครในสำนักจักรพรรดิเหมันต์เป็นผู้ลงมือในครั้งนี้… หากได้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือสามารถระบุตัวผู้กระทำความผิดได้ ข้าจะติดต่อกลับไปและส่งมอบร่างของลูกศิษย์เจ้ากลับคืนแก่สำนัก”


    จากนั้นแสงเรืองรองจากแผ่นหยกพลันหายไป เป็นเวลาเดียวกันกับที่รองเจ้าสำนักซวนจะคว้าแผ่นหยกขนาดใหญ่มาเก็บไว้


    เขาชำเลืองซูหยานที่นั่งนิ่งบนเก้าอี้อย่างไม่ขยับเขยื้อนด้วยหางตา และพบว่าดวงตาของซูหยานยังคงว่างเปล่า 


    ซูหยานยังทำใจไม่ได้กับการจากไปของหยางเซี่ย!


    “ไอ้ศิษย์ไม่รักดี! เหตุใดเจ้าถึงได้ดื้อดึงนัก!?” ซูหยานเปล่งเสียงคำรามด้วยความเศร้าหมอง น้ำตาสองสายไหลอาบแก้มด้วยการกัดฟันจากความโกรธและความเศร้าโศกในเวลาเดียวกัน


    แม้หยางเซี่ยจะเป็นเพียงลูกศิษย์ลำดับที่สาม แต่มันก็ทะนุถนอมและโปรดปรานหยางเซี่ยมากกว่าลูกศิษย์คนอื่นๆที่มันเคยรับมา


    การตายของหยางเซี่ยย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของซูหยานอย่างหนักหน่วงเป็นธรรมดา


    รองเจ้าสำนักซวนเพียงแค่ตบไหล่ซูหยานเบาๆ “เสี่ยวซู อย่าได้เศร้าใจไปเลย แม้จะมีข่าวร้ายกับเจ้า แต่ข้าก็มีข่าวดีมาบอกกล่าวแก่เจ้าเช่นกัน”


    ประโยคของรองเจ้าสำนักซวนทำให้ซูหยานค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาอย่างว่างเปล่า “ท่านรองเจ้าสำนัก มีข่าวดีอะไรงั้นหรือ?”


    รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของรองเจ้าสำนักซวน เขาคว้าตราสัญลักษณ์บางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ และวางมันไว้ในมือของซูหยาน “จากข้อมูลล่าสุดที่เจ้าส่งมอบให้แก่จักรวรรดิติงหยวน ข้อมูลนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อทางจักรวรรดิ ดังนั้นทางจักรวรรดิจึงได้ตอบแทนเจ้าโดยการส่งตราทองแดงของราชวงศ์จักรพรรดิมาให้แก่เจ้าและข้า”


    มุมปากของเขาค่อยๆโค้งขึ้นและกล่าวต่อ “นั่นหมายความว่าในตอนนี้เจ้าและข้า เป็นผู้ที่ได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าออกจักรวรรดิติงหยวนได้ตามที่ต้องการ และพวกเราจะได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากหนึ่งในประมุขศาลาของทางจักรวรรดิอีกด้วย!”


    ดวงตาที่เศร้าหมองของซูหยานเบิกกว้างด้วยความตกใจ ความรู้สึกด้านลบที่กดทับค่อยๆหายไป แต่ถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจและความไม่เชื่อ “ทะ-ท่านพูดว่าอะไร!? ข้าจะได้รับตราทองแดงของราชวงศ์จักรพรรดิงั้นรึ?”


    โดยปกติตราราชวงศ์จะถูกส่งมอบให้แก่ผู้ที่ความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์จักรพรรดิเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับขุนนางหรือข้าราชบริพาร 


    นับตั้งแต่อดีตกาล ยังไม่เคยมีใครในสำนักฝึกฝนปราณได้รับความโปรดปรานจากทางจักรวรรดิมากถึงขนาดนี้มาก่อน! 


    หากซูหยานเป็นผู้ถือครองตราทองแดงของราชวงศ์จักรพรรดิย่อมหมายความว่า สถานะของมันเทียบได้กับอ๋องของหกแคว้นใหญ่แล้ว!


    ซูหยานได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิติงหยวนอย่างไม่คาดคิด!


    และการที่มันได้รับตราสัญลักษณ์ราชวงศ์จักรพรรดิก็เท่ากับว่า มันสามารถยกระดับของสำนักจักรพรรดิพิรุณขึ้นมาได้หลายขุม 


    ด้วยตราสัญลักษณ์นี้ จะทำให้สำนักจักรพรรดิพิรุณยืนอยู่เหนืออีกสองสำนัก และเทียบชั้นกับหกแคว้นใหญ่ในทันที!


    นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สำนักจักรพรรดิพิรุณจะมีจักรวรรดิติงหยวนคอยหนุนหลัง!