ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 145 หนึ่งข่าวดี หนึ่งข่าวร้าย

            เป็นถึงขนาดนี้แล้วยังจะสู้ไปทำไมอีก?

            เล่นโกงกันหน้าด้านๆขนาดนี้ พวกแกไม่เอาถ้วยแชมป์กลับไปเล่นกันเองที่บ้านเลยล่ะ จะมาแข่งกันเพื่ออะไร

            แต่ประเด็นคือคณบดีทั้งสามท่านกลับไม่มีความเห็นค้านเลยหรือ?

            ไป๋ฉางเซิงเงยหน้ามองไปยังอัฒจันทร์ที่นั่งของผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ไกลออกไปเมื่อเห็นสีหน้าของคณบดีทั้งสาม เขาก็รู้ทันทีว่าพวกท่านคงพยายามแล้ว แต่ไม่มีผล

            เมื่อมองดูโซเฟียที่ยังคงอาบไปด้วยแสงสีทองไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกขัดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

            แต่ละคน...ถ้าไม่ใช่เจ้านั่นโกง ก็เป็นยัยนี่โกง ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าเป็นแบบนี้ต่อให้พูดอะไรเขาก็ไม่มีทางเข้าร่วมการแข่งขันนี้เด็ดขาด

            แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วถ้าจะให้ยอมแพ้ไปเฉยๆ ไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกว่าความพยายามที่ผ่านมาจะสูญเปล่า

            ทั้งโดนซ้อมทั้งบาดเจ็บ ทั้งเลือดตกยางออก ถ้าไม่เอาแชมป์นี้มาให้ได้ไป๋ฉางเซิงคงรู้สึกผิดต่อตัวเอง

            แต่ปัญหาคือจะเอาชนะโซเฟียที่เปิดปราการศักดิ์สิทธิ์แบบเต็มพิกัดได้ยังไง?

            ลำพังแค่ลูกไฟหรืออัสนีบาตเห็นได้ชัดว่าไม่สามารถทำอะไรเธอได้เลย

            “มีข่าวดีเรื่องหนึ่ง กับข่าวร้ายเรื่องหนึ่ง”

            เจียงจืออวี๋ที่อยู่ด้านหลังเอ่ยขึ้นมาไป๋ฉางเซิงถึงกับใจกระตุก

            “ข่าวดีคือเมล็ดพันธุ์สัมผัสเทวะนี้น่าจะช่วยแค่ยกระดับความเข้าใจในปราการศักดิ์สิทธิ์ของโซเฟียไม่ได้เพิ่มพลังจิตหรือค่าพลังเลือดของเธอ”

            “ส่วนข่าวร้ายก็คือ เธอจะสามารถรักษาสภาพปราการศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ได้ตลอดจนกว่าพลังที่หลงเหลืออยู่ในเมล็ดพันธุ์สัมผัสเทวะจะหมดไป”

            “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วโมง”

            สองชั่วโมง?ผ่านไปสองชั่วโมงทุกอย่างก็จบกันพอดี

            หลังจากไป๋ฉางเซิงสบถในใจเขาก็เริ่มประเมินความแตกต่างของพลังต่อสู้ระหว่างเขากับโซเฟียใหม่อีกครั้ง

            ถ้าพูดถึงพลังเลือดโซเฟียสูงกว่าเขาอยู่ไม่น้อย แต่ในสถานการณ์ที่ไม่มีอาวุธคู่กายความห่างนี้ก็ไม่ได้เยอะอย่างที่คิด

            ถ้าพูดถึงพลังจิตเขาเหนือกว่าโซเฟียอย่างเทียบไม่ติด ทั้งสองฝ่ายอยู่คนละชั้นกันเลย

            แต่ความห่างนี้ก็ดูเหมือนจะยังอุดช่องโหว่จากบัฟที่ได้จากปราการศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้

            หัวใจสำคัญอยู่ที่โซเฟียซึ่งสามารถรักษาสภาพปราการศักดิ์สิทธิ์ไว้ได้ตลอดตราบใดที่ยังทำลายปราการศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้นั่นก็หมายความว่าเธอคือตัวตนที่ไร้พ่าย

            ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าศึกนี้ไม่มีความจำเป็นต้องสู้ต่อ

            ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความคิดในใจของไป๋ฉางเซิงเจียงจืออวี๋ที่อยู่ข้างหลังจึงไม่ได้บังคับ

            “ฉันเคารพการตัดสินใจของนาย นายเลือกเองได้เลย”

            เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจืออวี๋ไป๋ฉางเซิงก็เริ่มคิดถึงผลที่จะตามมาถ้าเขายอมแพ้

            เสียงด่าทอที่โหมกระหน่ำเข้ามาคงเลี่ยงไม่ได้แน่แต่อย่างน้อยก็ยังมีหลี่ฉางหมิงรับหน้าอยู่ ต่อให้โดนด่าคนที่จะโดนด่าก่อนก็คือหลี่ฉางหมิง ส่วนเขาก็เป็นแค่ผลพลอยได้

            เพราะใครๆก็ดูออกว่าโซเฟียในตอนนี้แข็งแกร่งขนาดไหน การแพ้ให้เธอก็ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย

            และยังมี...

            ไป๋ฉางเซิงพยายามกล่อมตัวเองในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าการยอมแพ้ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด

            แต่โซเฟียที่อยู่ห่างออกไปกลับไม่เห็นถึงความลังเลของไป๋ฉางเซิงเลยแม้แต่น้อยร่างที่อาบด้วยแสงสีทองกระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างแรง แล้วพุ่งเข้ามาซัดหมัดใส่

            ไป๋ฉางเซิงที่ยังคิดไม่ตกว่าจะยอมแพ้ยังไงให้โดนด่าน้อยที่สุดถึงกับสะดุ้งเมื่อเห็นหมัดของโซเฟียพุ่งเข้ามา พอคิดจะยกขึ้นกันก็พบว่าไม่ทันแล้ว

            “ปัง!”

            เสียงกระแทกหนักๆดังขึ้น ไป๋ฉางเซิงรู้สึกเหมือนโดนหมัดซัดเข้าที่หน้าอย่างจังจนร้อนผ่าว

            เดี๋ยวนะไม่เคยได้ยินกฎเหล็กที่ว่า 'จะชกก็ชกไปแต่ห้ามต่อยหน้า' หรือไง?

            เพลิงโกรธพลันปะทุขึ้นทันทีหลังโดนหมัดนั้นความคิดที่จะยอมแพ้ของไป๋ฉางเซิงถูกซัดปลิวหายไปพร้อมกับหมัดเมื่อกี้

            อยากได้แชมป์นักใช่ไหมฉันจะไม่ยอมให้เธอได้ไปเด็ดขาด!

            ในเมื่อก็โกงกันทั้งนั้นใครจะกลัวใครกัน!

            หางมังกรสะบัดฟาดออกไปอย่างรุนแรงการโจมตีครั้งนี้ไป๋ฉางเซิงใส่พลังสุดแรงเกิด

            ส่วนโซเฟียก็ไม่ได้คิดจะหลบเลยแม้แต่น้อยพอเห็นหางมังกรฟาดเข้ามา เธอก็ยกมือขึ้นแล้วซัดหมัดสวนกลับไปอีก

            แรงสะท้อนมหาศาลทำให้ทั้งไป๋ฉางเซิงและโซเฟียต่างถอยหลังไปคนละก้าว

            แต่พอตั้งหลักได้ปุ๊บทั้งสองฝ่ายต่างก็พุ่งเข้าหากันอีกรอบอย่างไม่ได้นัดหมาย

            เธอชกฉันหนึ่งหมัดฉันก็ฟาดกลับไปหนึ่งที เธอเตะมาหนึ่งครั้ง ฉันก็สวนกลับด้วยลูกไฟหนึ่งลูก

            ถ้าเป็นปกติไป๋ฉางเซิงย่อมไม่มีทางกลัวการแลกหมัดกับโซเฟียแน่เพราะพลังป้องกันของเขาในตอนนี้มันแกร่งจริงๆ

            แต่ในตอนที่โซเฟียเปิดใช้งานปราการศักดิ์สิทธิ์แบบเต็มพิกัดต่อให้การโจมตีของไป๋ฉางเซิงจะเข้าเป้าเต็มๆ มันก็เป็นแค่ความเหนื่อยเปล่า

            กลับกลายเป็นว่าโซเฟียยิ่งสู้ยิ่งดุดันส่วนบาดแผลบนตัวเขากลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

            ใจอยากจะสลัดให้หลุดจากการพัวพันของโซเฟียแต่เธอกลับสู้แบบไม่สนใจการป้องกันเลยแม้แต่น้อยตามตื๊อติดหนึบจนไป๋ฉางเซิงไม่มีโอกาสดิ้นหลุด

            บนอัฒจันทร์ผู้ฝึกยุทธ์ที่ตาแหลมเริ่มมองเห็นปัญหาแล้ว

            การแลกหมัดกันมันก็ดูสะใจดีอยู่หรอกแต่ความจริงก็คือ ถ้ายังสู้กันแบบนี้ต่อไป ไป๋ฉางเซิงแพ้แน่นอน

            “คนหนึ่งไม่กลัวเจ็บ ยิ่งสู้ยิ่งแรง อีกคนแผลเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆโจมตีไปก็ไร้ผล แล้วจะสู้ต่อไปเพื่ออะไร?”

            “อัสนีบาตล่ะ? เปลวไฟล่ะ? อัดเธอสิ!แค่ทำลายปราการศักดิ์สิทธิ์ได้ ทุกอย่างก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ?”

            “พูดน่ะมันง่ายนี่มันเมล็ดพันธุ์สัมผัสเทวะที่ตัวตนระดับจักรพรรดิทิ้งไว้นะถ้ามันทำลายง่ายขนาดนั้นคงไม่ต้องสู้กันให้เหนื่อยแบบนี้หรอก”

            “ฉันก็นึกว่าสัตว์เลี้ยงวิญญาณของเจียงจืออวี๋จะเก่งแค่ไหนที่แท้ก็ทำลายปราการศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ด้วยซ้ำ?”

            “เก่งจริงก็ไปสู้เองสิ! โซเฟียตอนนี้ไร้เทียมทานในรุ่นเดียวกันไปแล้วอย่าว่าแต่จ้าวอสูรระดับต้นเลย ต่อให้เป็นจ้าวอสูรระดับกลางก็ยังยากที่จะทำลายปราการศักดิ์สิทธิ์ของเธอ!”

            “ดีแต่ปากใครก็ทำได้ แต่ความจริงคือ โซเฟียในตอนนี้ต่อให้ย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์การประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกเธอก็ยังติดท็อปสามได้สบายๆ!”

            ผู้ชมบนอัฒจันทร์แบ่งออกเป็นสองฝ่ายจากการปะทะครั้งนี้

            ฝ่ายหนึ่งคือพวกที่มีเหตุผลซึ่งมองออกว่าโซเฟียในตอนนี้แข็งแกร่งขนาดไหนและเข้าใจในความยากลำบากของไป๋ฉางเซิง

            ส่วนอีกฝ่ายคือพวกดูไม่ออกแต่ปากดีในสายตาพวกเขา ตราบใดที่ไป๋ฉางเซิงแพ้ เขาก็สมควรโดนด่า

            ไม่ว่าคนดูจะคิดยังไงบนอัฒจันทร์ที่นั่งของผู้ทรงคุณวุฒิ สีหน้าของคณบดีเฉียนและคนอื่นๆเคร่งเครียดลงจนถึงขีดสุด

            ด้วยสายตาของพวกเขาย่อมมองออกว่าสถานการณ์ในสนามตอนนี้เสียเปรียบไป๋ฉางเซิงขนาดไหน

            ต่อให้ไป๋ฉางเซิงจะทุ่มสุดตัวแต่การพ่ายแพ้ก็เป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น

            ในสถานการณ์แบบนี้จะไม่ให้พวกเขาร้อนใจได้ยังไง?

            ถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์สัมผัสเทวะนั่นบางทีพวกเขาอาจจะกำชัยชนะไว้ในมือแล้วก็ได้แต่เป็นเพราะเมล็ดพันธุ์สัมผัสเทวะนั่นแท้ๆ!

            ในทางกลับกันซอร์กที่ติดตราเทวทูตทองคำไว้บนอกกลับมีรอยยิ้มเต็มหน้าถึงขนาดมีอารมณ์สุนทรีย์ยกมือขึ้นลูบเคราแพะที่มุมปาก

            ถ้าโซเฟียชนะศึกนี้มหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ก็จะได้แชมป์ไปครองถึงสองรายการติด

            ถึงโซเฟียจะต้องเสียเมล็ดพันธุ์สัมผัสเทวะไปแต่เมื่อเทียบกับเกียรติยศของสองแชมป์แล้ว ทุกอย่างก็ถือว่าคุ้มค่า

            ถึงเวลานั้นชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ก็จะดังกระฉ่อนในขณะที่ชื่อเสียงของสุ่ยมู่จะป่นปี้

            ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคำสรรเสริญเยินยอมากมายกำลังรอให้เขากลับไปรับฟัง

            และจากความพ่ายแพ้ติดต่อกันหลายครั้งของสุ่ยมู่ในการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกบางทีมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์อาจจะใช้โอกาสนี้เปิดสาขาย่อยในเทียนเฉาก็เป็นได้

            พอคิดได้แบบนี้อารมณ์ของซอร์กก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน