ระหว่างที่อี้เฉินหลับตาตั้งใจที่จะดูดซับโลหิตบริสุทธิ์เข้าไป มันก็ทำให้เขาอดไม่ได้ ที่จะอิจฉา เจียวหยาง เขาใช้เวลาตั้งหลายปีกว่าจะมาอยู่ในจุดที่นางยืน ไม่คิดเด็กสาวผู้นี้จะมีพรสวรรค์ แอบแฝงอยู่ไม่น้อย บวกกับความไม่ยอมแพ้ของนาง สักวันนางจะต้องเติบใหญ่เหนือกว่าที่ใครคาดคิดเป็นแน่
จู่ๆ เลือดภายในกระถาง ก็ค่อยๆ เหือดแห้ง จนทำให้อี้เฉินต้องหรี่ตา ออกมาดู เหมือนว่าในยามนี้เลือดเริ่มไม่เพียงพอให้เขาดูดซับอีกต่อไป หากปล่อยไว้เฉกเช่นนี้ เถาวัลย์อายุหลายพันปี ได้พลันสลายหายไปเป็นแน่ แม้แต่โอกาสจะผลัด เปลี่ยนไขกระดูก ก็คงดับวูบไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไป
อี้เฉินที่ไร้ทางเลือก เขากินผลหม่อนเลือดกลืนลงคอไปอีกครา ก่อนจะเปิดบาดแผลของเขาออกจนกว้าง ส่งเลือดตนเองหลั่งไหล ราวกับธารน้ำหลาก ดวงตาแดงก่ำ บ่งบอกถึงความเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย
ตราประทับเลือดภายในร่างถูกจุดขึ้นอย่างฉับพลัน ปล่อยขั้นพลังกษัตริย์แพร่กระจาย ออกมาทั่วทิศ ก่อนจะส่งปราณพลังเข้าไปขับเคลื่อน กระถางทองแดงใบใหญ่ หมายมั่นให้มันเร่งการกลั่น หลอม ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
จนกระถางที่มีรอยแตกร้าวอยู่แล้วค่อยๆ ปริแตก สะท้อนรอยแตกออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน แต่อี้เฉินเขาก็ไม่มีท่าที ว่าจะหยุดมือ ยอมแม้กระทั่งแลกกับความเสียหายของกระถางทองแดงเก่าแก่ ดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความยึดมั่น ไม่มีสะทกสะท้านหวั่นเกรงที่จะเสียของล้ำค่าไป
เด็กสาว เจียวหยางที่เห็น ชายอัปลักษณ์ เริ่มที่จะบ้าคลั่ง กายาแดงฉานราวกับเหล็กที่ถูกเผา ประหนึ่งเชื้อเพลิงที่เผาไหม้ติดไฟอย่างรุนแรง ไม่สนใจแม้กระทั่ง กระถางทองแดงใบนั้น นางจึงอดไม่ได้ที่จะเสียดายกระถางใบนั้น ยันกายาลุกขึ้นมาช่วยขับเคลื่อนกระถางทองแดงเก่าแก่ ในทันที
อี้เฉินที่เห็นว่า เจียวหยาง ส่งปราณพลังของนางมาช่วยตัวเขา ขับเคลื่อนกระถางทองแดงใบใหญ่ อี้เฉินจึง สลายปราณโลหิตของเขาทิ้งในทันที ไม่อยากใช้มันมากในยามนี้ ก่อนกล่าวขอบคุณไปที่นาง ด้วยความจริงใจ "ขอบใจเจ้ามาก เจียวหยาง เจ้าช่วยทำต่อไปสักระยะได้หรือไม่ ข้าจะได้มีเวลาตั้งใจกลับไปนั่งดูดซับโลหิต"
เจียวหยาง นางพยักหน้ารับในทันที แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมอี้เฉิน "อี้เฉินกายาของเจ้าผอมแห้งไปมากแล้วนะ หากเจ้าไม่ไหวก็อย่าฝืน"
อี้เฉินที่หลับตาทำสมาธิ ไม่ให้ตนเองว่อกแว่ก ครั้นได้ยินคำพูดของเด็กสาว เขาถึงกับกระอักเลือดออกมา คำใหญ่ ก่อนจะเลิกสนใจสิ่งเร้าที่อยู่รอบๆ ตัว
จมดิ่งลงไปภายในกายาตนเอง ประหนึ่งในยามนี้ตัวเขาเดินท่ามกลางความมืดมิด ที่ไร้จุดหมาย ไม่ล่วงรู้เวลาอีกต่อไป ยิ่งเขาก้าวเดินอยู่ภายในความมืดมิดยาวนานเท่าใด ปราณจิตของเขายิ่งสงบนิ่ง ก้าวเดินอยู่ภายในความคิด ดุจดั่งหลุดพ้นจากทุกๆ สิ่ง จู่ๆ แสงทอประกายก็ผุดขึ้นมา จากเท้าทั้งสองข้าง รอยเท้าที่เหยียบย่ำผ่านไป ทอแสงประกายขึ้นมาแต่งแต้มความมืดมิดในทันที ก่อนแสงตามรอยเท้าจะค่อยๆ เติบโต ราวกับดอกบัวเลือดโผล่พ้น เหนือแม่น้ำ ตามรอยก้าวเดินของเขา ผลิบานกลายเป็นดอกบัวสีแดงสดที่งดงาม ท่ามกลางความมืดมิด
เจียวหยาง ที่อยู่ด้านข้าง กระถางทองแดง คอยส่งปราณพลังออกมาขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา ครั้นเห็นว่า ผ่านมาหลายชั่วยาม อี้เฉินก็เอาแต่สงบนิ่ง ทั้งๆ ที่กายาของเขาค่อยๆ เหือดแห้ง ผิวหนังบางส่วนถึงกับมีการแตกสลาย นางอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมายาว
แต่ในชั่วพริบตา นางก็ถึงกับต้องเบิกตาออกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นกลีบดอกบัวสีแดงฉานค่อยๆ เติบโต โอบล้อมกายาอี้เฉินไว้ด้านใน ประหนึ่ง ลูกที่อยู่ภายในครรภ์ของมารดาโลก
เจียวหยาง นางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยอุทานออกมาด้วยความตกใจ "หรือว่าเขาเลื่อนขั้นพลังกายา ไปอยู่ในขั้นกายาศักดิ์สิทธิ์ ได้แล้ว ข้าไม่เคยรู้มาก่อน ว่าจะมีคนที่เลื่อนขั้นพลังกายา ไปอยู่ในขั้นพลัง กายาศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตขั้นพลังเทวะ มันเป็นไปได้อย่างไร หรือว่าเขาอยู่ในขั้นพลังเทวะกันแน่"
ยิ่งนางครุ่นคิด มันยิ่งทำให้กายาของนางหนาวสั่น รู้สึกหวาดหวั่นในตัวของ ชายหนุ่มอัปลักษณ์ผู้นี้ขึ้นมา ก่อนที่นางจะสลัดศีรษะตนเองอย่างแรง ให้เลิกคิดฟุ้งซ่าน กลับไปจดจ่อ ตั้งใจขับเคลื่อนกระถางทองแดงใบใหญ่อีกครา
ดอกบัวตูมสีแดงฉานที่โอบล้อมกายาอี้เฉินไว้ ค่อยๆ ชำระล้าง ผลัด เปลี่ยนไขกระดูกอี้เฉิน ช้าๆ ของเหลวสีดำสนิทปะปนมาพร้อมเศษกระดูก ค่อยๆ ถูกขับออกจากกายาอย่างบ้าคลั่ง จนน้ำเลือดภายในกระถางทองแดงเปลี่ยนสีอย่างฉับพลัน กลายเป็นสีดำสนิท ก่อนมันจะค่อยๆ ถูกการกลั่น หลอม สลายสิ่งเจือปน ออกไปช้าๆ แม้แต่ไฟเทพที่เคยตกค้างอยู่ภายในร่างกายบางส่วน ยังถูกชำระล้างออกไป แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ที่จะรักษาจุดตันเถียน ของเขาได้
ครั้นเมื่อเขาสัมผัสได้ว่า กระดูกสันหลังที่เป็นเหมือนรากฐานค้ำจุน กายาของเขาค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป ช้าๆ ราวกับไม่ใช่กระดูกสันหลังของมนุษย์อีกต่อไป มันทั้งน่าศักดิ์สิทธิ์ และคร้ามเกรง ส่งกลิ่นอายของกาลเวลา ประหนึ่งอยู่ในยุคสมัยเบิกฟ้า ปะปนมาพร้อมกับอักขระที่เบาบาง ยากที่จะหยั่งรู้
อี้เฉินเขาตกใจเป็นอย่างมาก ครั้นเห็นกระดูกสันหลังเก่าของเขาถูก ผลัดออกไปจนหมด แทนที่อะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้จัก แต่ก็พอจะคาดเดาได้ มันต้องเป็นวิชาที่กระดูกของเขาพัฒนาขึ้นเองอย่างไม่รู้ตัวเป็นแน่ เขาจึงอดยิ้ม น้อยๆ ขึ้นมาไม่ได้ เมื่อการผลัดเปลี่ยนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ พลังกายาเพิ่มพูน ขึ้นสูงกว่าแต่ก่อน หลายเท่า
****
ทุ่งโล่งในยามนี้ จู่ๆ ก็เกิดอากาศแปรปรวนอย่างหนัก เมฆครึ้มก่อตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมีพายุ ฝน ฟ้าคะนอง ตกลงมาเป็นห่าฝน ลมพายุที่บ้าคลั่ง โหมกระหน่ำอย่างรุนแรง สายฟ้าแลบแปลบปลาบ ดัง"ครื้น!! เปรี้ยง!!" ไม่ขาดสาย ประหนึ่งท้องฟ้า โกรธเกรี้ยว พิโรธเป็นโทสะ ผู้คนต่างแตกตื่นกันไม่น้อย มันก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วจากไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
****
ครั้นเมื่อ กลีบดอกบัวสีแดงฉานผลิบานออกมา ส่งพลังบางอย่าง ดันกายาชายหนุ่มจนรอยเหนือพื้นดิน เผยให้เห็นชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา เปลือยกาย รอยอยู่ท่ามกลางอากาศ หลับตาปี๋
เจียวหยาง นางอดไม่ได้ที่จะมองใบหน้านั้นอย่างไม่วางตา ราวกับถูกบางอย่างสะกดไว้ ครั้นเมื่อ กลีบดอกบัวสีแดงค่อยๆ แตกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี กายาของอี้เฉินก็กลับมาเป็นเฉกเช่นเดิมไม่น่ามองอีกต่อไป
เจียวหยาง อดไม่ได้ที่จะขยี้ตาแรงๆ 'หรือที่นางเห็นเมื่อครู่จะเป็นภาพลวงตา มองอี้เฉินค่อยๆ ลืมตาตื่นช้าๆ' ครั้นเมื่อนางเห็นแสงวาบที่ปลายหางตาของอี้เฉิน มันก็อดไม่ได้ที่กายาของนางจะสั่นเทิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
อี้เฉินเองก็ตกตะลึงอยู่ไม่น้อย ไม่คิดพลังของเขาจะเพิ่มพูนมาอยู่ในจุดจุดนี้ ก่อนเขาจะเอ่ยพูดพึมพำออกมาให้กระถางทองแดงเก่าแก่ "หากข้ามีทรัพยากรที่มากพอ ข้าจะช่วยซ่อมแซมเจ้าก็แล้วกัน" ครั้นเมื่อเอ่ยวาจาเสร็จสิ้น เขาเก็บมันเข้าไปภายในทะเลความรู้เฉกเช่นเดิม
หวนนึกถึงเมี่ยนจือ อยู่ไม่น้อยในยามนี้ นางหลับใหลไม่ได้สติมายาวนาน หากไม่ได้ของล้ำค่าช่วยในการฟื้นฟู อาวุธที่นางสิงสถิต เกรงว่านางคงไม่ลืมตาตื่นเป็นแน่ ในใจลึกๆ ยังรู้สึกขอบคุณนาง นางเปรียบเสมือนมิตรสหายที่แท้จริงของเขา ถึงอย่างไรเขาต้องช่วยเหลือนางให้ได้ มันเหมือนตราบาปที่ติดค้างในใจ
ก่อนอี้เฉินจะสลัดความคิดทั้งหมดที่เขายังทำไม่ได้ออกไป จดจ่ออยู่กับปัจจุบันต่อจากนี้ ครั้นเห็นว่า กายาของเขาเปลือยเปล่า ถูกเด็กสาวจ้องมอง เขาเพียงเกาหัวเบาๆ ใช้ปราณพลังสร้างชุดขึ้นมาสวมใส่ ช่วงลำตัวยังใช้ผ้าพันแผลพันกายาไว้อย่างนั้น ต่อให้เขาใส่ของที่ดูงดงามมากถึงเพียงใด ก็ไม่อาจปกปิดบาดแผลไฟไหม้เหล่านี้ได้
เด็กสาวทำแววตาอ้อนวอนในทันที ในยามนี้ นางยังสร้างเสื้อผ้า มาใช้ไม่ได้ อี้เฉินที่เห็นสายตาของนาง มันก็อดไม่ได้ที่เขาจะโบกสะบัดมืออย่างแรง สร้างชุดไหมเรียบง่ายให้นางสวมใส่ แล้วพากันเดินขึ้นไปยังพื้นดินเบื้องบน ทั้งคู่ต่างเงียบนิ่ง ไม่แม้จะเอ่ยคำพูดใดให้กัน ลึกๆ มีความ กระอักกระอ่วนในใจอยู่ไม่น้อย
ครั้นเมื่อพวกเขาทั้งสอง ขึ้นมาเหนือพื้นดินได้ ดวงตาของพวกเขาทั้งสอง เบิกออกกว้างอ้าปากค้าง ในทันที เจียวหยาง ถึงกับอดที่จะอุทานขึ้นมาไม่ได้ "นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไร เหตุใดหมู่บ้านตงเป่ย ถึงเต็มไปด้วยข้าวของพังเสียหาย เศษใบไม้ใบหญ้า เกลื่อนกลาดเฉกเช่นนี้"
เจียวหยาง เอ่ยขึ้นมาด้วยความประหลาดใจนางอยู่มาตั้งนาน ไม่ยักเจอพายุที่รุนแรงเฉกเช่นนี้ ครั้นเมื่อนึกคิดดีๆ ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองชายหนุ่มด้านข้างของนาง ด้วยแววตาดุดัน
"คงจะไม่ใช่ ฝีมือเจ้าที่เรียกขาน ภัยธรรมชาติมาหรอกนะ"
ครั้นอี้เฉินได้ยินเขาเพียงยกมือเกาหัว "เจ้าคิดมากเกินไปแล้วเจียวหยาง มันก็เป็นเพียง ภัยธรรมชาติ" เมื่อเขาเอ่ยวาจาเสร็จสิ้น ตัวเขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมายาว ไม่คิดตัวเขาจะเรียกขาน ภัยธรรมชาติออกมาเฉกเช่นนี้ คงจะเป็น กระดูกสันหลังที่เปลี่ยนแปลงของเขาเป็นแน่ ที่ชักนำให้ ฟ้าดินพิโรธ