บทที่ 7
เนี่ยน่ะเหรอ เลิ่งจ้วง!
เช้าวันต่อมา
เซี่ยหลินหลินเคยตายอย่างไม่ทันตั้งตัวมาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้นางมีสติทุกย่างก้าว วันแรกหลังจากกลับมามีลมหายใจคือการเที่ยวสำรวจเมืองต้าเหยียน ความทรงจำเดิมมีเื่เกี่ยวกับเมืองนี้ไม่มากนัก เพราะสาวน้อยหลินหลินชอบอยู่แต่ในบ้านหลังน้อย นางออกจากเรือนนับครั้งได้ และส่วนใหญ่จะไปซื้อของที่ตลาดข้างหอคณิกาเซี่ยฮวาเท่านั้น
นางใช้ผ้าปิดหน้าเช่นเคย ยุคสมัยนี้มีหมวกปกปิดใบหน้าและเส้นผม แต่เซี่ยหลินหลินคิดว่ามันเกะกะรุ่มร่ามเกินไป ใช้เพียงผ้าปิดหน้าให้เห็นเพียงดวงตาก็เพียงพอ ผ้าปิดหน้าของนางถูกปักลายดอกสาลี่น่ารัก นางมองสำรวจความเรียบร้อยของตนเองในกระจก อดชื่นชมความงามล้ำของตนไม่ได้ ขนาดมีผ้าปิดหน้ายังงามถึงเพียงนี้!
เซี่ยหลินหลินไปขอเงินมารดาสองตำลึง ความทรงจำเดิมของนางบอกเอาไว้ เด็กคนนี้ช่วยมารดาหมักเหล้าและดอกผักผลไม้ เงินที่สองแม่ลูกหาได้ไม่ถือว่าน้อย เมื่อเซี่ยหลินหลินอยากได้สิ่งใดนางจะไปขอเงินมารดา ครั้งนี้เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต อีกทั้งตอนนี้เงินอีแปะเดียวนางก็ไม่มีติดตัว นางจึงไปออดอ้อนขอเงินมารดาออกไปเที่ยว
ตอนเดินออกมา นางเห็นบุรุษหลายคนยืนโหวกเหวกโวยวายอยู่ด้านหน้าหอคณิกา นางไม่รู้คนเหล่านี้ไม่พอใจอะไร แต่ท่านป้าฝีปากกล้านัก แม้แต่แม่ค้าในตลาดยังไม่เคยเถียงชนะนาง เซี่ยหลินหลินเชื่อว่าบุรุษพวกนี้ไม่คณาปากท่านป้าอี๋ไปได้!
นางออกมาเดินเล่นไม่ไกลจากหอคณิกานัก ภาพที่เห็นคือผู้คนมากมายเดินไปมาขวักไขว่ ถนนไม่เคยร้างผู้คน เบียดเสียดเหมือนปลากระป๋องไม่มีผิด! ร้านค้าล้วนขายดี นางคิดว่าเมืองหลวงต้าเหยียนไม่เลวเลยจริงๆ
เดินมาได้สักพัก นางทั้งร้อนทั้งกระหาย เหลือบไปเห็นร้านขายน้ำข้าวสีขาวราวกับน้ำนม นางตรงไปซื้อมาดื่มทันที ถ้วยละหนึ่งอีแปะ ถือว่าถูกมากสำหรับอดีตไฮโซหมื่นล้านเช่นนาง!
น้ำข้าวนี้ทั้งหอมและหวาน นางเพิ่งเคยกินครั้งแรก เซี่ยหลินหลินไม่ได้ระวังตัวเหมือนร่างเดิม นางถอดผ้าปิดหน้าแล้วดื่มน้ำข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ผู้คนเดินผ่านไปมาหันมองจนคอแทบหัก
ทันทีที่วางชามลง เซี่ยหลินหลินถูกกระชากเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่งอย่างแรง นางใมาก คิดว่ามีอันธพาลจงใจฉุดนางกลางตลาด
เท้าเรียวเล็กตวัดเตะเป้ากางเกงทันที ไม่สนใจมองหน้าคนที่ลากนางเข้ามาในตรอกแห่งนี้ด้วยซ้ำ
“โอ๊ย!” เลิ่งจ้วงถูกเตะผ่ากลางเต็มเป้า เขาเจ็บจนหน้าเขียวคล้ำ “หลินหลิน นี่ข้าเอง!”
เซี่ยหลินหลินเงยหน้ามองคนพูด ใบหน้าธรรมดาไม่มีจุดเด่นตรงไหน นางค่อยๆ คิดว่าคนผู้นี้คือใคร และแล้วก็นึกออก “เลิ่งจ้วง?”
“หลินหลินเ้าเป็อะไรไป!? ข้าให้แม่สื่อไปสู่ขอ แต่กลับถูกมารดาเ้าปฏิเสธ เราคุยกันรู้เื่แล้วมิใช่หรือ?” เลิ่งจ้วงยังคงกุมเป้ากางเกงด้วยสีหน้าเ็ป เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ เด็กคนนี้มีทีท่ารักเขาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่นางดูอ่อนไหวกับการเป็สะใภ้จวนขุนนาง มารดาของนางทำงานเป็แม่ครัวในหอนางโลม พวกนางแม่ลูกน่าจะดีใจด้วยซ้ำ ที่กำลังจะได้ชุบตัวใหม่ เกี่ยวดองกับขุนนาง
“ปฏิเสธก็คือไม่แต่ง จบ!” เซี่ยหลินหลินสะบัดหน้ากอดอกเดินหนี ความทรงจำของนางกับคนผู้นี้ มีแต่ถูกหลอกล่อด้วยเล่ห์เหลี่ยม โชคดีที่ยังไม่เสียท่า ดูอย่างไรเลิ่งจ้วงก็เป็พวกชีกอ!
เลิ่งจ้วงใช้มือที่เพิ่งกำ ‘สิ่งนั้น’ รั้งแขนนางไว้ “ช้าก่อน! กลับมาพูดกันให้รู้เื่ เราคุยกันแล้ว เ้าแต่งเข้ามาเป็อนุก่อน รอคลอดบุตรชายเมื่อไรท่านแม่จะยอมให้ข้าแต่งตั้งเ้าเป็ภรรยาเอก เ้าแค่ทนรอ เพื่อความรักของเรา”
เซี่ยหลินหลินสะบัดแขนอย่างรังเกียจ “เมื่อก่อนดวงตาข้ามืดบอด ขอใต้เท้าเลิ่งอภัย ตอนนี้ข้าอยากอยู่กับท่านแม่ ส่วนเื่แต่งงาน ถือซะว่าข้ากับท่านไม่เคยคุยกันมาก่อน”
เลิ่งจ้วงไม่ยอมง่ายๆ “ได้อย่างไรกัน! ข้ามีใจต่อเ้า เ้าเองก็เช่นกัน หรือว่า… เ้าพบรักกับผู้อื่นแล้ว!”
“นั่นมันเป็เื่ของข้า ข้าไม่ไม่อยากเป็อนุ ไม่ว่าจะกี่วันกี่คืนข้าก็ไม่ขอเป็อนุภรรยา ต่อให้ต้องแต่งกับชาวนาตัวดำเพื่อเป็ภรรยาเอก ข้าก็หาได้สนใจไม่!” สำหรับนางแล้ว ไม่ว่าอาชีพอะไรล้วนมีเกียรติ แต่สำหรับยุคนี้ เป็ยุคเฟื่องฟูของชนชั้นขุนนาง
เลิ่งจ้วงโมโหจนรูจมูกบาน “เ้า! เ้ากล้านอกใจข้า ริอาจไปคบหากับผู้อื่น! เฮอะ! ข้าลืมไป เ้ามันก็แค่โสเภณีผู้หนึ่ง ขอเพียงมีเงิน จะใครก็ได้!”
‘เพี๊ยะ!’
เซี่ยหลินหลินตบหน้าอีกฝ่ายสุดแรง นางรู้สึกชาฝ่ามือ แม้อีกฝ่ายจะเป็ขุนนาง และยุคนี้บุรุษเป็ใหญ่ แต่นางทนฟังคำดูถูกของคนผู้นี้ต่อไปไม่ได้ “ข้าให้เกียรติท่าน ดีต่อท่าน แล้วท่านเล่า? แม่สื่อที่ส่งมาดูถูกข้ากับมารดาจนหน้าชาไปหมด ทำราวกับข้าต้องขอความเมตตาเพื่อให้ได้แต่งกับท่าน แม้ข้ากับท่านแม่จะไร้ตำแหน่ง เงินทองมีน้อยนิด แต่เรามีศักดิ์ศรี!”
เลิ่งจ้วงใเมื่อรู้ความจริง แม่สื่อนั้นมารดาเขาเป็ผู้จัดการ เขาคิดว่าแม่สื่อล้วนต้องปากหวาน พูดเกลี้ยกล่อมจนสองฝ่ายเห็นตรงกัน “ข้าไม่รู้เื่แม่สื่อ หากเ้าไม่พอใจเื่นี้ ข้าจะหาคนอื่นไปคุยอีกครั้ง”
“ไม่ล่ะ ข้าไม่อยากแต่งแล้ว ขอตัว” เซี่ยหลินหลินรีบเผ่นทันที นางใช้ผ้าปิดหน้าก่อนจะรีบเดินหนีไป
เลิ่งจ้วงอ้าปากค้าง ยังไม่ทันได้กล่าวอะไรนางก็เดินหายไปในฝูงชนแล้ว เลิ่งจ้วงรู้สึกว่าอีกฝ่ายแปลกไป รูปร่างหน้าตาและน้ำเสียงยังคงเดิม แต่การพูดจานั้นกลับต่างออกไป สายตาที่มองเขา ไม่มีความหลงใหลอยู่ในนั้นเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
เซี่ยหลินหลินสลัดปลิงน่ารำคาญพ้นแล้ว นางเดินสำรวจย่านค้าขายของถนนอี้โจว ถนนสองฝั่งกว้างมาก แต่ยังไม่พอรองรับจำนวนลูกค้ามากมาย ความคิดที่อยากจะทำการค้าผุดขึ้นมาในหัวของนาง
แต่เดินจนสุดถนนอี้โจวแล้ว ก็ยังไม่เห็นที่ว่าง การค้าของที่นี่คึกคักมาก เปิดร้านอะไรล้วนขายดี ทำเลงามเช่นนี้ เป็ไปไม่ได้เลยที่จะมีที่ว่างเหลือ
เดินจนถึงบ่าย นางพบว่ายุคนี้ไม่มีหม้อไฟ ส่วนใหญ่เป็ร้านบะหมี่ ซงโหยวปิง เกี๊ยว ซาลาเปา เสี่ยวหลงเปา ร้านข้าวสาร ข้าวโพด ร้านขายผักขายผลไม้ ร้านมันเผา ร้านขายเนื้อ ร้านขายผ้า อาหารหลายอย่างปรุงอย่างง่าย แต่หลากหลาย
นางอยากเปิดร้านหม้อไฟ แต่ตอนนี้ไม่มีเงิน นางเกิดใหม่เพียงิญญา ของวิเศษไม่มีติดมาสักชิ้น ฐานะของมารดาธรรมดามาก ทักษะที่ดีที่สุดของนางคือเื่เกี่ยวกับความสวยความงาม!
ทันใดนั้น ความคิดบางอย่างวาบขึ้นมาในหัว เซี่ยหลินหลินเดินตรงไปยังร้านขายเครื่องประทินโฉม
พนักงานขายในร้านยิ้มแย้มต้อนรับ พร้อมสอบถามว่า้าดูสิ่งใด เซี่ยหลินหลินขอดูผงผัดหน้า ดินสอเขียนคิ้ว และชาดทาปาก
แป้งผัดหน้าของยุคนี้เนียนละเอียดและบางเบากว่าที่คิด ดินสอเขียนคิ้วมีเพียงสีดำ ชาดทาปากมีสามสี ชมพู ส้ม แดง ของทุกอย่างคุณภาพดีกว่าที่คิดไว้ แต่เมื่อสอบถามราคานางถึงกับต้องวางของทุกอย่างลง
แป้งผัดหน้าห้าตำลึง ดินสอเขียนคิ้วสามตำลึง ชาดทาปากสามตำลึงห้าร้อยอีแปะ นางนำเงินติดตัวมาเพียงสองตำลึง ระหว่างทางนางซื้อของกินเล่นไปห้าสิบอีแปะ เท่ากับว่าตอนนี้ซื้ออะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว!
ยิ่งได้ยินคำพูดของพนักงานขาย “ยังมีของดีกว่านี้อีกหลายตัวเลยนะเ้าคะ”
อดีตเศรษฐีนีหมื่นล้านยิ้มแหยๆ เพราะมีเงินไม่พอซื้อ นางได้แต่วางของไว้ที่เดิมก่อนจะเดินออกมามือเปล่า
ไม่มีเงิน… ก็เหมือนไร้แขนไร้ขา หนทางทำมาหากินก็ยากขึ้นกว่าเดิม แต่นางไม่ยอมแพ้ ยังหาร้านเครื่องประทินโฉมร้านเล็กๆ ที่ราคาถูกลงมา นางไปเจอสินค้าน่าสนใจตัวหนึ่งเข้า มันเป็แป้งผสมน้ำ ใช้เหมือนรองพื้น นางรีบซื้อมันทันทีด้วยเงินหนึ่งตำลึงห้าร้อยอีแปะ ข้อเสียของมันคือมีเพียงสีเดียว เซี่ยหลินหลินคิดว่ายุคนี้อาจยังไม่รู้จัก ‘หน้าเทา’ ‘หน้าเขียว’ เพราะบรรดาพี่สาวในหอเซี่ยฮวาก็… หน้าลอยกันไม่น้อยเลย
นางถือรองพื้นกลับบ้านด้วยใบหน้าเบิกบานใจ จวงเก๋อเห็นเช่นนั้นยังอดถามไม่ได้ “หลินหลิน ลูกไปเจอคุณชายเลิ่งมาอีกแล้วหรือ?”
ใบหน้ายิ้มแย้มชะงักค้าง “ท่านแม่ ข้าตัดใจจากชายผู้นั้นได้แล้ว”
“จริงหรือ?” จวงเก๋อมองหน้าบุตรสาวอย่างไม่อยากเชื่อ ลูกของนางเป็คนหัวอ่อน รักคนง่าย เชื่อคนง่าย ไม่มีทางทันกลอุบายตื้นๆ ของเ้าเด็กแซ่เลิ่งผู้นั้น
“ใครใช้ให้เขาดูถูกท่านแม่ก่อนเล่า คำก็สตรีในหอคณิกา สองคำก็ชั้นต่ำ ยังไม่ทันแต่งเข้าไป ข้าก็อึดอัดเจียนจะอกแตก ข้าคิดว่า อยู่กับท่านแม่อีกหลายๆ ปีก็ไม่เห็นเป็ไร”
จวงเก๋อยิ้มน้อย ๆ “เช่นนั้นดีแล้ว อยู่เป็เพื่อนแม่กับป้าไปอีกนานๆ” นางดึงแก้มบุตรสาวด้วยความเอ็นดู “ว่าแต่ซื้ออะไรมาหรือ?”
เซี่ยหลินหลินยิ้มร้ายกาจ “ท่านแม่ ข้าหาช่องทางทำเงินได้แล้ว!”
จวงเก๋อมองรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของบุตรสาว ดูเหมือนบุตรสาวของนางจะมีชีวิตชีวาขึ้นไม่น้อย ก่อนหน้านี้จวงเก๋อค่อนข้างกังวลใจเื่ออกเรือนของบุตรสาว นางเคยผ่านมาก่อน เคยเป็ภรรยาขุนนาง รู้ดีคนพวกนั้นเห็นสตรีในหอคณิกาเป็เพียงสัตว์เลี้ยงไร้ค่า ไม่มีทางปฏิบัติต่อบุตรสาวของนางอย่างให้เกียรติเป็แน่
เห็นบุตรสาวยุ่งวุ่นวายกับการผสมแป้งกับน้ำเล่นทั้งวัน นางจึงเบาใจลง
_______________________________________
มี e-book แล้วนะคะ
http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiOTkyNzgwIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO2k6MjY4MjkzO30