แม้ภายในจะกรีดร้องเพียงใด ทว่าความภูมิใจยังคงฉายชัดอยู่ในหน้า ท่าทางเหมือนเด็กน้อยกำลังอวดของเล่นก็มิปาน หรือบางทีอาจเหมือนเด็กน้อยทำความดีแล้วรอให้ผู้ใหญ่ชื่นชมก็เป็นได้
การออกคำสั่งให้ภูตรับใช้จู่โจมอย่างดุดัน บางคนอาจมองการกระทำเช่นนี้คือการโอ้อวด แต่ถ้าไม่โจมตีอย่างหนักหน่วง แล้วจะสังเกตเห็นจุดอ่อนได้อย่างไร ทีมอเมริกันฟุตบอลยังมีทีมซ้อมกับทีมจริงลงสนามแข่งขัน ไม่มีการออมมือเพราะหน้าใหม่ในทีมซ้อมอาจได้ขึ้นเป็นตัวจริงในวันหนึ่ง นี่คือเวทีแสดงฝีมือไม่ใช่การฝึกซ้อม
ต้าหมินลงสนามด้วยความคิดเช่นนี้ ฝ่ายพยัคฆาทุ่มสุดกำลังด้วยความคิดเช่นนี้
ทุ่มเทโจมตีจนเจ้านายเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง
เซียนจิ้งจอกแดงจ้องมองอย่างชื่นชม
“ไม่เลว เพียงสามวันกลับทำได้ขนาดนี้”
นางกล่าวชมเชยแค่ประโยคเดียว อย่างไม่ทันตั้งตัววาจาเชือดเฉือนก็เริ่มขึ้น
เริ่มจากสายตา แรกเริ่มชื่นชม ต่อมาประเมิน จากนั้นเกิดประกายแหลมคม ทิ่มแทงจนรู้สึกร่างกายเกิดช่องว่างรอยโหว่ ราวกับถูกทิ่มแทงด้วยเหล็กแหลมเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง ทำต้าหมินเหงื่อกาฬไหลพราก แข้งขาอ่อนแรงแทบยืนไม่อยู่
นี่หรือเขตขั้นครึ่งก้าวเทพเทวา
“เราไม่อยากพูดอย่างนี้เลย หึ ๆ กองทัพ...” น้ำเสียงแฝงแววเย้ยหยัน
“เจ้าคงคิดว่า แม้กองกำลังผสมของภูตอัญเชิญและของวิเศษยังมีข้อบกพร่อง แต่เท่านี้ก็เพียงพอให้จัดการกับกองทหารหนึ่งกองสินะ”
เฮ้ย! เจ๊รู้ได้ยังไง เคยคิดเช่นนั้นจริง
“หากเผชิญกลุ่มโจรป่าย่อมจัดการได้สบาย แต่หากเป็นกองทหารเกรงว่าเจ้าคงตกตายแน่แล้ว เด็กเอ๊ยอย่าได้ดูถูกนักดาบในดินแดนนี้ ถึงพวกมันฝีมืออ่อนด้อยเพียงใด ทว่าองเมียวจิเขตขั้นมนุษย์ไม่มีโอกาสให้อหังการหรอกนะ
เราขอยกสองเหตุการณ์สมมติของกองทหารและองเมียวจิ ทำไมไม่พูดถึงปีศาจน่ะรึ เพราะหากพบเจอปีศาจจริง เจ้าได้ตายเร็วกว่าเจอสองพวกแรกแน่นอน แถมตายอย่างอนาถด้วย”
เจ๊! เจ๊! ดูถูกกันเกินไปแล้วววว
ต้าหมินได้แต่ถกเถียงในใจ ไม่กล้าออกเสียงแม้แต่น้อย
“สมมติเราเป็นหัวหน้ากองร้อย ลูกน้องในมือล้วนเป็นทหารราบ เราจะกดดันเจ้าก่อนด้วยพลธนูสิบนาย จากนั้นจัดทัพกลางสี่สิบคงพอตรึงสุนัขป่าได้สิบชั่วลมหายใจ ปีกซ้ายขวาอย่างละยี่สิบ หน่วยจรยุทธ์สิบ เป็นไง? พอมองอะไรออกหรือยัง”
เด็กชายขมวดคิ้วมุ่น มองเผิน ๆ ทัพผสมของเขาน่าจะต้านทานได้อย่างไม่มีปัญหา แต่รู้สึกหงุดหงิดกับหน่วยจรยุทธ์ชอบกล
“เฮ้อ เด็กขนอ่อนจริง ๆ เราจะบอกใบ้ให้หน่อยแล้วกัน กองทหารหนึ่งกองร้อยมีระดับหัวหน้ากองหนึ่งคน รองหัวหน้าอีกสองคน นักรบพวกนี้คัดเลือกมาจากมาจากสึอิบุชิ*นับร้อยนับพัน ไม่รวมนักดาบที่แต่ละตระกูลบ่มเพาะอีก อย่าได้ประมาทเด็ดขาดด้วยบางคนฝึกฝนร่างกายจนเกินขีดขั้นของปุถุชน”
เด็กชายคล้ายจับอะไรบางอย่างได้ ทว่ายังคงรู้สึกเหมือนอยู่ในม่านหมอก ไม่ใช่เขาไม่เห็นจุดอ่อนในการจัดทัพของตน เพียงแต่จุดอ่อนนั้นยังไม่เป็นจุดอ่อน ตราบใดที่ยังมีจุดแข็งมากพอ
“กระผมคิดว่าทัพขวาเป็นจุดอ่อนก็จริง แต่หากมีปัญหายังสามารถให้ดาบสั้นเข้าสนับสนุน ถึงห่าธนูรุนแรงเพียงใด ขอแค่ยืนหลังกำแพงก็ไม่มีปัญหา”
“คิดอย่างนี้จริง?”
“เออ จริงขอรับ”
“ในการต่อสู้หากรู้ว่าเป็นปัญหา เจ้าต้องแก้ไขเสียก่อน อย่าให้ศัตรูได้เห็นจุดอ่อนนั้นเป็นอันขาด ขอเพียงเป็นแม่ทัพที่จัดเจนย่อมทราบในทันทีว่าทัพขวาของเจ้ากลวงว่างเปล่า รู้ไหมเขาจะทำอย่างไร”
เด็กชายส่ายหน้า
“ทัพหน้าของเจ้าถูกตรึงไว้ในสิบชั่วลมหายใจ หากไม่ไหวยังมีรองหัวหน้าสองคนช่วยหนุน ทัพซ้ายอาจแกร่งแต่ไม่อาจสังหารศัตรูได้หมดในสิบชั่วลมหายใจแน่ ส่วนทัพขวาทำได้เพียงก่อกวนไม่โดดเด่นด้านสังหาร ยิ่งในสิบชั่วลมหายใจไม่มีทางสังหารศัตรูได้หมดเป็นแน่
เมื่อทัพขวาถูกกดดันย่อมต้องส่งดาบสั้นมาสนับสนุน เมื่อนั้นกองจรยุทธ์จะจู่โจมตัดหลัง บาตรพระทำได้แค่ป้องกัน หากเจอดาบสิบเล่มจู่โจมพร้อมกัน จะไหวหรือ ไม่นับที่ทหารราบแต่ละคนสามารถใช้ธนูได้ด้วย ยิ่งปราการป้องกันด้านหน้าแข็งแกร่งเจ้ายิ่งหลงลำพอง สนามรบเปลี่ยนแปลงสารพัน แตกดับในชั่วพริบตา ใครพรักพร้อมก่อนย่อมได้เปรียบ”
เธอหยุดครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ
“นี่คือจุดอ่อนของเจ้า เมื่อไม่แก้ไข คนอื่นย่อมใช้เป็นจุดตาย ไม่นับหากเผชิญองเมียวจิ เขาย่อมเพิ่มการโจมตีจากบนฟ้าเข้ามาอีก”
“ข้ายังสามารถเรียกชิกิงามิเพิ่มได้” เด็กชายยังดึงดัน หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมรับว่าตนเองพ่ายแพ้ รู้สึกอึดอัดในอก ความภูมิใจถูกเหยียบย่ำ
“นี่คือจุดอ่อนของเด็กขนอ่อนอย่างเจ้า เมื่อทราบดีทำไมถึงไม่เรียกออกมาเตรียมไว้ก่อนล่ะ จุดอ่อนที่ปล่อยให้ศัตรูพบคือจุดตาย ยกเว้นว่าเป็นกับดักที่ล่อหลอกให้ศัตรูโจมตีแล้วสวนกลับ เมื่อรู้ตัวว่ามีจุดอ่อนเจ้าต้องอำพรางมันเอาไว้ ไม่ให้ใครพบเห็นโดยง่าย หากเจ้าวางชิกิงามิเพิ่มอีกสิบตน ต่อให้แม่ทัพฝ่ายศัตรูสงสัยก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์ยืนยัน กว่าจะรู้ตัวมันคงตายด้วยฝีมือสุนัขป่าไปแล้ว”
เด็กชายก้มหน้าอย่างท้อแท้ เซียนจิ้งจอกแดงกล่าวถูกต้อง จุดอ่อนไม่เป็นจุดอ่อนถ้าไม่มีใครพบ เมื่อตัวรู้ว่ามีจุดอ่อนอยู่ต้องอำพรางมันไว้ ไม่ใช่มั่นใจว่าส่วนอื่นจะจัดการศัตรูได้ก่อน หากปล่อยให้ความเป็นตายตกอยู่ในความไม่แน่นอน เท่ากับพ่ายแพ้
อยู่ ๆ เสียงอ่อนโยนพลันดังขึ้น
“เด็กเอ๊ยอย่าท้อแท้จนถดถอย หากปรมาจารย์องเมียวเห็นการจัดวางกำลังของเจ้า ท่านต้องยินดีเป็นแน่ ไม่มีใครชี้แนะยังทำได้ขนาดนี้ เจ้าควรภูมิใจต่างหาก รู้ไหมทำไมองเมียวจิไร้สังกัดถึงยากบรรลุวิถี”
คำถามมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“ขาดอาจารย์ที่ดีหรือเปล่าขอรับ”
“เชอะ เพราะไม่ได้ฝึกฝนตั้งแต่เด็กต่างหาก เผ่ามนุษย์อย่างพวกเจ้าแบ่งกำลังออกเป็นสี่อย่าง แบ่งเป็นกำลังกาย กำลังความคิด กำลังจิต สามสิ่งนี้สามารถพัฒนาให้แข็งแกร่งขึ้นได้ มีเพียงกำลังอย่างสุดท้ายที่พัฒนาได้เฉพาะขณะยังเป็นเด็กเท่านั้น นั่นคือกำลังวิญญาณ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับสร้างชิกิงามิ
เมื่อเจ้าฝ่าทะลุจากขั้นทารกเข้าสู่ขั้นมนุษย์ สิ่งที่ยากที่สุดคือสัมผัสอารมณ์ เพื่อเข้าใจสภาพธรรมชาติของธาตุทั้งห้า
หากไม่ได้ฝึกฝนวิชาองเมียวตั้งแต่เด็ก กำลังวิญญาณย่อมไม่เพียงพอ วิชาชิกิงามิอ่อนด้อย ถึงเข้าใจเบญจธาตุแต่ยากใช้ประโยชน์มันได้อย่างสมดุล
เก้าอี้มีสี่ขาย่อมดีกว่าสามขา”
ต้าหมินเข้าใจนิสัยใจคอของเซียนจิ้งจอกแดงขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง นางเป็นประเภทชอบสอนสั่ง ทว่านิยมตบแรง ๆ ให้ลูกศิษย์รู้ตัวก่อน จากนั้นค่อยสอดแทรกเรื่องที่อยากสอนเข้าไป
นี่มันออกจะจิต ๆ เกินไปไหมเจ๊
เขาทราบจากตำราปกน้ำเงินแล้ว เรื่องขั้นมนุษย์เจ็ดชั้นย่อย
เด็กเล็ก เด็กโต วัยรุ่น หนุ่มสาว วัยกลางคน วัยชราและตายดับ
หากต้องการฝ่าทะลุจากขั้นมนุษย์ไปขั้นต่อไป ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงวัย ซึ่งไม่ยากสำหรับตนซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็ก ผ่านเด็กเล็ก เด็กโต วัยรุ่น จนถึงวัยหนุ่มสาวมาแล้ว
แต่ทว่าสำหรับเด็กน้อยที่พรั่งพรูไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ยากมากที่จะทราบว่าขณะนี้ตนมีอารมณ์เช่นไร สุข ตื่นเต้น ประหลาดใจ เสียใจ โกรธ รังเกียจ ดูถูก กลัว อับอาย รู้สึกผิด ในตำราไม่ได้บอกว่าอารมณ์มีกี่ประเภท คล้ายไม่ต้องการสร้างกรอบ ยังดีชีวิตชาติก่อนติดตามปู่ย่าเข้าวัดบ่อย รู้ว่าอารมณ์แบ่งได้อย่างกว้างมีสองคือฟูกับแฟบ
สิ่งที่ทำควบคู่กันไปคือการฝึกสมาธิ เพื่อให้ดวงจิตเกิดความสงบนิ่ง และว่องไวเพียงพอที่จะไล่ตามอารมณ์ แล้วนำมันมาเป็นพลัง ใช้เป็นฐานแห่งธาตุทั้งห้า
ยังไม่ทันซึมซับกับคำสอนของเซียนจิ้งจอกแดงได้หมด นางพลันชิงกล่าวปิดท้ายด้วยเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
“เรื่องเล่าลือเกี่ยวกับปีศาจที่ว่า ไม่อาจเรียนวิชาองเมียวเพราะห้าธาตุไม่สัมพันธ์กันนั้นไม่เป็นความจริง ที่แท้ปีศาจแต่ละตนมีธาตุประจำตัวอยู่ ยากที่จะใช้ธาตุอื่น วิชาห้าธาตุจึงไม่หลากหลายอย่างองเมียวจิ อย่างมังกรก็คือธาตุน้ำ ทว่าพญามังกรมีลูกทั้งเก้า** ไม่อาจจำกัดแค่ธาตุเดียว เข้าใจหรือไม่”
ยังไม่ทันที่เด็กชายจะพยักหน้าตอบรับ เซียนจิ้งจอกแดงพลันเผยข้อมูลอันน่าตระหนกซึ่งสัมพันธ์กับเรื่องเมื่อครู่
“สุสานมังกรเป็นเรื่องจริง เราต้องการให้เจ้าเข้าไปในวันสุดท้ายก่อนข่ายเวทอาณาเขตสลาย ที่นั่นเจ้าจะพบมังกรปีศาจตัวหนึ่งซึ่งถูกผนึกโดยปรมาจารย์คุไค”
หา!
ต้าหมินแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน ไม่ใช่โครงกระดูกมังกรแต่เป็นมังกรตัวเป็น ๆ มีเลือดมีเนื้อ ที่สำคัญยังเป็นมังกรปีศาจอีกด้วย
*สึอิบุชิ (追捕使) ถูกคัดเลือกจากชาวบ้านผู้ชายที่มีความกล้าหาญ ทำหน้าที่ดูแลรักษาความสงบ จับกุมผู้ร้าย บ้างถูกดึงตัวมาจากเจ้าหน้าที่ทางการหรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผู้ใดมีทักษะทางทหารแสดงว่ามาจากตระกูลใหญ่
ปลายสมัยเฮอัน คำคำนี้หมายถึง ผู้ดูแลความเรียบร้อยในศาลเจ้าและนักบู๊พิทักษ์ตึก
**พญามังกรมีลูกทั้งเก้า ได้แก่
ปี้ซี่ รูปเป็นเต่า พละกำลังมหาศาล เกี่ยวข้องกับโชคลาภ
ปี้อ้าน รูปเป็นพยัคฆ์ น่าเกรงขาม เกี่ยวข้องกับคดีความ
เทาเที่ย รูปคล้ายหมาป่า มักนำมาประดับด้านข้างสะพานเพื่อป้องกันน้ำท่วม
ผูเหลา รูปคล้ายมังกรตัวน้อย มักนำมาประดับไว้บนระฆัง
ฉิวหนิว รูปเป็นมังกรสีเหลือง มีเขาของกิเลน ชื่นชมดนตรี มักสลักไว้ที่ด้ามซอ
เจียวถู รูปคล้ายก้นหอย มักปิดปากอยู่เสมอ มักสลักหรือวาดลวดลายไว้ที่ประตูเพื่อแทนความหมายของปลอดภัย
ซือเหวิน รูปคล้ายมังกรแต่ไม่มีสันหลัง ปากอ้ากว้าง ชอบการผจญภัยและชอบกินไฟ เชื่อว่ามีไว้ป้องกันสิ่งชั่วร้ายและอัคคีภัยได้
ซวนหนี รูปเป็นราชสีห์ ชอบเปลวเพลิงและชอบนั่ง มักนำมาสลักที่แท่นอาสนะของพระพุทธรูปและบนกระถางธูป เชื่อกันอีกว่าชวนหนีชอบกลิ่นควันไฟ
หยาจื้อ รูปคล้ายหมาใน ชอบกลิ่นอายการเข่นฆ่าสังหาร มักนำประดับบนฝักดาบและด้ามมีด