บทที่ 170 อาจารย์วิชาเกษตร
“ขอโทษค่ะ” ซูหยวนตอบกลับตามความเคยชิน
ทุกครั้งที่ลูกน้องโดนตำหนิ สิ่งที่ควรทำก็คือการพูดว่า “ขอโทษ” ถึงจะไม่รู้ว่าเจ้านายทุกคนต้องการแบบนี้หรือเปล่า ทว่า...จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ถ้าเธอพูดคำนี้ คนเป็นหัวหน้าก็จะพูดเสียงเบาลงหน่อย แต่ประสบการณ์ของเธอใช้ได้กับจางอู่หยางเสียที่ไหน
การที่เขาตำหนิเธอไม่ใช่เพราะซูหยวนทำงานพลาด หากแต่เป็นเพราะเขากังวลใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของเธอต่างหาก! ดังนั้นยิ่งเห็นว่าเธอขอโทษอย่างไม่ใส่ใจ จางอู่หยางก็อยากจะตีคนจริงๆ
“ขอโทษก็เพราะรู้ว่าตัวเองผิดใช่ไหม”
“คะ? อ่า...ค่ะ” ซูหยวนประหลาดใจกับคำถามของจางอู่หยางเล็กน้อย แต่สุดท้ายเธอก็พยักหน้ารับ
เธอรู้ว่าตัวเองทำผิดที่แข็งแกร่งไม่พอ หากเธอมีความสามารถมากจนกระทั่งไม่ต้องหวังพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนอื่น นั่นก็คงจะไม่ทำให้ต้นทุนขององค์กรเพิ่มขึ้นไปด้วย
ความคิดสุดโต่งนี้ไม่ได้ถูกล่วงรู้โดยจางอู่หยาง ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะหาอะไรมาเคาะหัวของเธอสักทีสองทีจริงๆไปแล้วก็ได้ คนเป็นประธานหนุ่มได้แต่สงบจิตใจของตนเอง พยายามไม่โกรธคนไม่รู้เรื่องตรงหน้า แล้วใช้มาตรการอื่นในการลงโทษเธอแทน
“หลังจากนี้จนกว่าจะเรียนจบภาคเรียนที่ 1 ของชั้นปีที่ 2 เธอจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมภารกิจของกองทัพอีก ในฐานะทหารพิเศษ...ฉันเข้าใจว่าเธอปฏิเสธภารกิจของอาจารย์เติ้งได้ใช่ไหม” ประธานจางใช้อำนาจที่ตัวเองมีทันที
เขารู้ว่าซูหยวนมีความสามารถมาก และหลายๆครั้งก็มีคำสั่งตรงมาจากกองทัพเพื่อเลือกเธอไปทำงาน อย่างไรก็ตาม...หลังจากที่ซูหยวนเป็นทหารพิเศษแล้ว เธอจะได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งนั่นเป็นข้อดีของการได้เลื่อนขั้นของเธอ
ซูหยวนพยักหน้ารับคำสั่งของเจ้านาย เธอไม่ได้มีปัญหาอะไรกับคำสั่งนี้ อีกอย่าง...เธอเองก็รู้สึกว่าภารกิจที่ผ่านมาของตัวเองเกินตัวไปหน่อย จำเป็นต้องมีเวลาในการฝึกฝนทักษะให้พร้อมมากกว่านี้ แม้ว่าโล่ป้องกันการโจมตีจะช่วยชีวิตเธอได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะพึ่งพาแค่โล่ป้องกันของระบบเพียงอย่างเดียว
หากไม่ต้องไปทำภารกิจกับกองทัพ เธอจะมีเวลาฝึกฝนตัวเองอีกมาก ในพื้นที่เขต A นั้น ซูหยวนไม่มีอะไรให้ต้องไปจัดการแล้ว แต่พื้นที่เขต B และเขต C ก็ยังเป็นพื้นที่ที่สามารถฝึกฝนได้อยู่
หลังจากที่เจอกับการต่อสู้ที่ผ่านมา ราชินีตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์ทำให้ซูหยวนรู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนในการปะทะกับสัตว์กลายพันธุ์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็ว แม้บอลกาลตัวหนืดจะใช้การได้ แต่หมายความว่าเธอจะต้องมีความเร็วมากพอที่จะโจมตีศัตรูได้ หรือไม่ก็ต้องมองเห็นการเคลื่อนไหวที่ครอบคลุมของมัน
การใช้ทักษะธนูระดับสูงนั้นดีก็จริง ทว่ามันไม่สามารถทำอะไรกับพวกตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์ที่มีเปลือกแข็งได้เลย เพราะแบบนั้น...เธอต้องมองหาวิชาธนูอื่นเอาไว้บ้าง
“ไม่ใช่แค่หยุดเข้าร่วมภารกิจของกองทัพเท่านั้น แต่ทุกๆหนึ่งสัปดาห์...เธอจะต้องมาพบฉันเพื่อรายงานความคืบหน้าในการฝึกฝนของตัวเองด้วย”
จางอู่หยางค่อยๆเพิ่มเงื่อนไขทีละเล็กทีละน้อย ในขณะที่ใบหน้าของเขายังคงเรียบนิ่ง แต่ความจริงกลับวางกับดักล่อลวงเด็กสาวให้ตกหลุมพรางลงไป
ซูหยวนไม่ได้คิดมากอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เจ้านายอยากจะรู้ว่าลูกน้องพัฒนาไปจนถึงระดับไหนแล้ว ยิ่งถ้าเป็นลูกน้องที่รับเงินจากเขาเพื่อพัฒนาตัวเองด้วยแล้วล่ะก็...การที่เขาไม่ให้เขียนรายงาน “Training Result” ก็ยังถือว่าปล่อยปละละเลยอยู่บ้าง
“เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะมารายงานความคืบหน้าให้ท่านประธานฟังทุกสัปดาห์ค่ะ”
“อืม ดีแล้ว ส่วนตอนนี้ก็พักผ่อนให้มากหน่อยก็แล้วกัน ส่วนเรื่องของภารกิจที่ทำกับกองทัพ ฉันจะให้พวกเขาเข้าพบหลังเธอพักฟื้นได้ 1 สัปดาห์แล้วก็แล้วกัน”
เพราะทุกครั้งที่ผ่านการทำภารกิจ จะต้องรายงานว่าตัวเองพบเจออะไรบ้าง หรือช่วยงานในส่วนไหนบ้างเพื่อรับเอาแต้มของกองทัพ ยิ่งในกรณีนี้ที่เป็นภารกิจล้มเหลว สิ่งที่กองทัพต้องการมากที่สุดก็คือข้อมูล ดังนั้นพวกเขาจึงต้องสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมภารกิจทุกคนอย่างละเอียด เก็บข้อมูลเพื่อเตรียมพร้อมในการมอบภารกิจล่าครั้งต่อไป ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะเฝ้ารอการฟื้นตัวของซูหยวนอยู่
จางอู่หยางไม่ได้อยู่ในห้องพักของเธอนานนัก เขาปล่อยให้เด็กสาวได้พักผ่อน ซึ่งซูหยวนก็ไม่กล้าเข้าไปในฟาร์มของตนเอง ด้วยห้องพักฟื้นนี้อาจจะมีการติดตามหรือสอดส่องอยู่ตลอดเวลา หากเธอกล้าที่จะใช้พลังแปลกๆของตัวเอง คงไม่วายที่จะถูกจับได้ก่อน
เหมือนกับที่ประธานจางได้พูดเอาไว้ ทหารของกองทัพไม่เข้ามารบกวนเธอเลยจนกระทั่งครบ 7 วัน ตอนนั้นซูหยวนแข็งแรงดีกว่าคนปกติเสียด้วยซ้ำ จากการที่เธอนั่งๆนอนๆเพื่อรับเอาสารอาหารเข้าทางสายน้ำเกลือเพียงอย่างเดียว การฟื้นฟูของเธอจึงเพิ่มขึ้นมาก
ซูหยวนใช้โอกาสที่ได้พักผ่อนนี้ในการฝึกสมาธิ จนตอนนี้การเข้าสู่สมาธิของเธออยู่ในระดับสูงมาก หากอาจารย์เติ้งได้เห็นการพัฒนาของลูกศิษย์ เขาก็คงจะชื่นชมเธอไม่น้อยเลย
อาศัยแรงกดดันที่เคยผ่านมา เส้นทางระหว่างความเป็นและความตายได้ผลักดันประสิทธิภาพของมนุษย์ให้ก้าวกระโดดไปอีกขั้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลายคนจะพูดว่าการเรียนรู้แค่ภาคทฤษฎีกับการเรียนรู้จากการปฏิบัตินั้นได้ผลลัพธ์ต่างกัน ซึ่งซูหยวนก็คือหนึ่งในผลลัพธ์ของการที่ได้ผ่านสนามต่อสู้ครั้งใหญ่มาแล้ว
เจ้าหน้าที่ของทางการเข้ามาสัมภาษณ์ซูหยวน 4 คน พวกเขาถามเกี่ยวกับรายละเอียดตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมการล่า ซูหยวนเองก็อธิบายทั้งหมดอย่างไม่ปิดบัง มีแค่เรื่องอุปกรณ์ต่างๆเท่านั้นที่เธอโกหกว่าเตรียมไปตั้งแต่ต้น ถึงพวกทหารที่มาสัมภาษณ์จะรู้สึกประหลาดใจที่ซูหยวนในฐานะพลธนูเตรียมข้าวของมากมายขนาดนั้นไประหว่างต่อสู้ด้วย ซึ่งผิดวิสัยของพลธนูที่ต้องการความคล่องตัว
แต่พวกเขาก็ไม่ได้ถามอะไรไปมากกว่านั้น หากอ้างอิงว่าซูหยวนยังเป็นแค่นักเรียนชั้นปีที่ 2 กระบวนการความคิดของเธออาจจะยังไม่เหมือนทหารพลธนูทั่วไป การที่เธอจะกลัวการทำภารกิจจนต้องเตรียมพร้อมขนาดนี้ก็สมเหตุสมผลอยู่
การสัมภาษณ์และบันทึกข้อมูลจบลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกันกับที่ซูหยวนสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้วเช่นกัน
หญิงสาวกลับเข้าสถาบันหลังจากที่ไม่อยู่ 2 สัปดาห์ เธอรู้ว่าอาจารย์และรุ่นพี่หวังยังรับการรักษาอยู่ในค่ายของกองทัพ จึงไม่ได้ไปที่พักทำงานของอาจารย์ กลับตรงไปยังพื้นที่แปลงเพาะปลูกของตนเองแทน
จากที่คิดว่าจะหายไป 1 สัปดาห์ กลับต้องมีเหตุให้ล่าช้าไปอีก 1 สัปดาห์ เธอยังกังวลว่าบรอกโคลีที่พยายามดูแลมันมาตลอด 1 เดือนจะเหี่ยวเฉา
ซูหยวนเดินผ่านแปลงเพาะปลูกของเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆที่ตอนนี้มีเพียงเศษซากของเมล็ดพืชที่พยายามจะเติบโตก็เท่านั้น เห็นได้ชัดว่าการเพาะปลูกพวกนี้ล้มเหลวทั้งหมด บางแปลงเพาะยังไม่มีแม้แต่ต้นอ่อนขึ้นด้วยซ้ำ ในขณะที่บางเพาะปลูก...เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตได้ง่าย หากแต่ถ้าไม่ได้รับการดูแลก็ยังยืนต้นตายนั้นก็มีให้เห็นเช่นกัน
เธอรับรู้ว่าพวกมันพยายามช่วยตัวเองให้หยั่งรากแล้ว แต่น่าสงสารที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง สุดท้ายก็ต้องจากไปอยู่ดี
“บรอกโคลีที่น่าสงสาร...” อย่างไรก็ตาม ตอนที่ซูหยวนกำลังจะเข้าไปที่แปลงเพาะปลูกของตนเอง เธอก็ได้เห็นเงาร่างหนึ่งเกาะที่บาเรียใส น้ำเสียงของเขาเศร้าโศกเหลือคนา
“บรอกโคลี บรอกโคลีที่วิเศษ น่าเสียดายจริงๆ” เขาถอยหายใจอีกเฮือกใหญ่ อุตส่าห์ได้เห็นการเติบโตที่ยอดเยี่ยมของพวกมันนอกฤดูกาลแล้ว แต่น่าเสียดายที่เขาจะต้องเป็นพยานในการจากไปของพวกมันอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ บนแปลงเพาะปลูกทั้งหมด ภาพที่เขาเห็นก็คือเมล็ดพันธุ์ต้นอ่อนแล้วต้นอ่อนเล่าค่อยๆร่วงหล่นลงไป พวกมันน่าสงสารขนาดไหนที่ไม่ทันได้เติบโต
หากไม่ใช่เพราะนี่เป็นวิชาบังคับ เขาก็ไม่คิดอยากจะให้เมล็ดพันธุ์ที่ล้ำค่าพวกนี้แก่นักเรียนด้วยซ้ำ นักเรียนสถาบันนี้ไม่เห็นคุณค่าของเมล็ดพันธุ์พืชพวกนี้เลย หากเป็นสถาบันที่เน้นเรื่องการทำเกษตร เชื่อเถอะว่าพวกเขาจะต้องดูแลเมล็ดพันธุ์เหล่านี้เหมือนกับเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวน!!
“อาจารย์?” ซูหยวนทักทายคนที่กำลังจะตายเพราะความโศกเศร้า ส่งผลให้อาจารย์ชะงักค้างไป
เขาค่อยๆหันกลับมามองน้ำเสียงที่คุ้นเคย ยิ่งเมื่อเห็นว่าเป็นซูหยวน ดวงตาของเขาก็มีประกายวิบวับขึ้นมาจนดูน่ากลัว!
“นักเรียนอัน? เป็นเธอจริงๆ!! ในที่สุดก็กลับมาเสียที!” อาจารย์ประจำวิชาเกษตรร้องออกมาด้วยความดีใจ เขารีบวิ่งเข้ามาหาซูหยวนแล้วผลักเธอเบาๆ
“เร็วเข้า บรอกโคลีพวกนี้ต้องการน้ำและอาหาร พวกมันเติบโตได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ อีกแค่ 2 ก้าวเท่านั้น เธอก็จะเก็บเกี่ยวพวกมันได้แล้ว ระหว่างนี้อย่าให้ต้องเสียเปล่าเลย รีบดูแลมันเสียเถอะ แล้วก็ช่วยอย่าจากไปไหนในระหว่าง 2 สัปดาห์นี้เลย พวกมันต้องการการดูแลครั้งสุดท้ายแล้ว”
อาจารย์ประจำวิชาผู้ที่อยากจะทำลายกำแพงใสเพื่อเข้าไปจัดการดูแลบรอกโคลีเหล่านั้นด้วยตัวเองรีบกระตุ้นซูหยวนทันที ราวกับถ้าเธอยังช้าอีกแค่นาทีเดียว จะทำให้เขาอกแตกตายอย่างไรอย่างนั้น
ซูหยวนไม่ได้พูดอะไร เธอเห็นตั้งแต่ตอนที่เขากำลังทำหน้าเศร้าเหมือนถูกคนรักหักอก ก็เข้าใจได้ว่าอาจารย์ผู้นี้มีความรักต่อพืชผักจริงๆ นี่ไม่ต่างอะไรกับตอนที่เธอเห็นว่าศัตรูพืชจำนวนมากบุกเข้ามาทำลายพืชผลที่เธอเพาะปลูกเอาไว้เลย ดังนั้นจึงไม่ได้หัวเราะเขา หรือปฏิเสธความตั้งใจของเขา
หญิงสาวเข้าไปเตรียมรดน้ำบรอกโคลีในปริมาณที่เหมาะสม โชคดีที่มันได้รับน้ำเพียงพอในสัปดาห์ก่อน อีกทั้งยังออกดอกมาเกินครึ่งแล้ว ดังนั้นมันจึงไม่ได้ต้องการน้ำสำหรับการเติบโตอีก ทว่า...เพื่อให้มันกลายเป็นต้นที่แข็งแรงต่อไป น้ำและสารอาหารยังคงจำเป็นสำหรับมันอยู่
ซูหยวนตรวจสอบพื้นที่แปลงเพาะปลูกอีกเล็กน้อย เธอพรวนดินให้ร่วนซุยก่อนที่จะรดน้ำ ดังนั้นจึงทำให้บรอกโคลีได้รับน้ำอย่างรวดเร็ว
เห็นพื้นดินที่ชุ่มฉ่ำ หัวใจของอาจารย์ก็ราวกับถูกเติมเต็ม เขาไม่ได้รับรู้ว่าศิษย์ของเขาเพิ่งจะผ่านความตายมา เนื่องจากเขาเก็บตัวอย่างน่าเศร้ามาโดยตลอดในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้
“นักเรียนอัน ช่วงนี้อาจารย์จะไปพูดกับอาจารย์เติ้ง จะขอไม่ให้เธอออกไปทำภารกิจสัก 2 สัปดาห์จนกว่าการเก็บเกี่ยวจะสำเร็จ...” อาจารย์วิชาเกษตรพูดขึ้นมา
แม้อาจารย์เติ้งจะดูน่ากลัวในสายตาของเขา และเขาก็ไม่ใช่คนช่างพูด แต่เมื่อคิดถึงบรอกโคลีที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวได้พวกนี้ เขาเองก็ต้องการต่อสู้เพื่อมันเหมือนกัน
ซูหยวนมองดูอาจารย์วัยกลางคนตรงหน้า ราวกับมีภาพของประธานจางซ้อนทับลงไปอีกที รู้สึกว่าไม่อาจารย์ยังทำตัวเหมือนเด็กๆ ก็ประธานของเธอทำตัวแก่เกินวัย ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะพูดเหมือนกันได้อย่างไร...
“อาจารย์คะ หลังจากนี้ฉันจะไม่รับทำภารกิจของกองทัพไปจนกว่าจะจบภาคเรียนที่ 1 ค่ะ”
“หืม? จริงหรอ?”
“ใช่ค่ะ” ซูหยวนยืนยัน เมื่ออีกฝ่ายได้ยินแบบนี้ แก้มของเขาก็มีสีแดงเปล่งประกาย ซูหยวนมองดูอาจารย์ผู้รักพืชพรรณโดยบริสุทธิ์ใจคนนี้แล้วก็พลอยรู้สึกสบายใจไปด้วย
ก่อนหน้านี้เธอรู้ว่าตัวเองเป็นคนชอบที่จะปลูกผักทำฟาร์ม แม้จะทำในชีวิตจริงไม่ได้ แต่เธอก็เลือกจะใช้ชีวิตในเกมฟาร์มจนเหมือนเป็นชีวิตจริงของเธออีกชีวิตหนึ่ง ทั้งหมดเป็นเพราะเธอรู้สึกว่าการดูการเติบโตของพวกมันแล้วสบายใจ
คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้เห็นคนที่ชอบเรื่องเดียวกัน ทั้งยังมองมันด้วยสายตาเดียวกันอีก...
ไม่ใช่การเพาะปลูกเพื่อเงิน อาจารย์ประจำวิชาเกษตรไม่ได้มองพืชผักด้วยสายตาแบบนั้นเลย เขามองพวกมันเหมือนมองลูกหลานที่กำลังเติบโต ซูหยวนกลับชื่นชอบเขาที่เป็นแบบนี้ขึ้นมา
“อาจารย์คะ นอกจากอาจารย์จะเป็นอาจารย์ของสถาบันแล้ว อาจารย์มีแปลงเพาะปลูกของตัวเองไหมคะ” ซูหยวนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“หืม? แน่นอนว่าต้องมีอยู่แล้ว” อาจารย์กล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“อาจารย์ก็เพาะปลูกพืชผักเพื่อขายด้วยหรอคะ”
“ใช่ เธอสนใจหรือ?” อาจารย์เอ่ยถามซูหยวนด้วยความประหลาดใจ
แม้จะเห็นแล้วว่าเธอมีพรสวรรค์ในการเพาะปลูก แต่ส่วนใหญ่นักเรียนที่เข้าสถาบันนี้ พวกเขาจะชอบที่ได้เป็นนักล่ามากกว่า ยิ่งนักเรียนทุนอันซูหยวน ชื่อเสียงของเธอทั้งหมดล้วนมาจากภารกิจที่ทำร่วมกับกองทัพในฝ่ายปฏิบัติการ
เขายังได้ยินว่าฝีมือในการล่าของเธอก็สุดยอดมากด้วย หากเทียบกันแล้ว...ความก้าวหน้าของผู้ทำเกษตรกับความก้าวหน้าของพวกนักล่า ความก้าวหน้าของผู้ทำการเกษตรก็เหมือนกับเต่า ในขณะที่ความก้าวหน้าของนักล่าไม่ต่างอะไรกับนก! ดังนั้น...คนที่เป็นนักล่าจึงไม่น่าจะมีความสนใจเรื่องการทำเกษตรได้เลย
“ใช่ค่ะ ครอบครัวของฉันมีพื้นฐานมาจากครอบครัวอาศัยในเขตชั้นนอกค่ะ ฉันกำลังมองหาอาชีพที่จะส่งเสริมให้ครอบครัวฉันมั่นคงมากขึ้น เพราะการเป็นนักล่านั้นเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคงนี่คะ” ซูหยวนเปิดเผยความตั้งใจของเธอออกไป และก็ทำให้อาจารย์ต้องประหลาดใจอย่างเสียไม่ได้
“ปรากฏว่ามีเด็กเข้าใจเรื่องแบบนี้จริงๆ” เขามองเธอเหมือนกับมองผู้ตื่นจากฝันความรู้สึกชื่นชมก่อตัวขึ้นในหัวใจ สำหรับเขา...การเป็นนักล่านั้นก้าวหน้าได้ก็จริง แต่ก็เสี่ยงด้วยเช่นกัน
มาเร็ว ก็มีโอกาสไปเร็ว ในขณะที่การทำเกษตรอาจจะช้าหน่อย แต่เติบโตได้อย่างมั่นคงยิ่งกว่า
“ถ้าเธอพูดแบบนั้น อาจารย์จะพาไปดูแปลงเพาะปลูกส่วนตัว สนใจหรือเปล่า...”
……………………………………