ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 64 การเดิมพันกับฉีฟู่

            “ตามปกติแร่โลหิตมังกรระดับต่ำราคาจะอยู่ที่หนึ่งหมื่นเหรียญทองส่วนระดับสูงจะอยู่ที่หนึ่งแสนเหรียญทองต่อหนึ่งชั่ง  แต่แร่ก้อนนี้มีโอกาสที่จะมีโลหิตมังกรดังนั้นราคาของมันจึงไม่สามารถประเมินได้” ลู่เจอพึมพำในใจ

            เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนสั่นสะท้านบังเกิดหินแร่โลหิตมังกรที่หาได้ยากออกมาเช่นนี้ทำให้พวกเขาตะลึงยิ่งนักผู้คนมากมายต่างเสียดายทำไมพวกเขาไม่ยอมผ่าหินก้อนนี้ถึงจะเป็นหินที่มีราคาหนึ่งพันเหรียญทองก็น่าจะผ่ามันไปซะ กลับปล่อยมันไว้เป็นสิบๆ ปี

            ฉีหน้าของฉีฟู่ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักเพราะเขาเป็นคนไปท้าทายและพนันกับเฟิ่งหยูเอง

                    ทันไดนั้นมีชายชราผู้หนึ่งปรากฏตัวออกมาพลันทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป ผู้อาวุโสตระกูลฉีมีคนรู้จักชายชราผู้นี้อยู่ไม่น้อยในที่นี้ เขาคือผู้อาวุโสสี่ ของตระกูลฉี“ฉีเชิน” ผู้มีวรยุทธ์ขั้นราชันสวรรค์ระดับหนึ่ง  หนึ่งในบุคคลสำคัญของตระกูลฉีโดยปกติเขาจะคอยควบคุมดูแลสถานที่แห่งนี้ ซึ่งนานๆ ครั้งถึงจะมาเยือน  

                    เฟิ่งหยู จ้องมองแร่โลหิตมังกร

            “ในที่สุดก็รู้แล้วว่าทำไมเมื่อมองหินเก่าแก่ก้อนนี้ แล้วทำให้เลือดในกายของเขาเดือดพล่านเกิดความรู้สึกที่คุ้นเคยขึ้นมาก่อนหน้านั้น” เฟิ่งหยูพึมพำขึ้นมา

             มุมปากของของจื่อฮุ่ยกระตุกสั่นเล็กน้อยเขาคิดว่าหินแร่ก้อนนี้คงดึงดูดตาเฒ่าของตระกูลฉีออกมาเป็นแน่ชายวัยกลางคนที่เป็นคนผ่าแร่ออกมารู้สึกตกใจอย่างมา เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นและแร่โลหิตมังกรที่ชายชราคนนั้นกล่าวคือแร่อะไร เพราะเขามีหน้าที่เพียงแค่ตัดแร่ไปวันๆ เขาทราบเพียงแต่ว่า หากตัดหินที่มีแร่มีค่าออกมาเขาจะได้เงินมากกว่าหลายเท่าหากตัดหินที่ไม่พบแร่มีค่าวันนั้นเขาจะมีรายได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น  ส่วนทางลู่เจ๋อที่รู้จักแร่โลหิตมังกร ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเขาเป็นผู้ดูแลสมาคมมังกรดำสาขาเมืองซานเป่าแห่งนี้ย่อมต้องเคยศึกษาหินแร่ที่มีค่าทุกชนิด และได้ต้องเคยได้ยินและเคยเห็นแร่ชนิดนี้มาก่อนซึ่งเป็นเรื่องปกติ

                    “ผ่าแร่ต่อไปอีก ผ่าครึ่งไปเลย ”ฉีเชินกล่าวออกมา

                “เอท่านผู้อาวุโสแร่นี้เป็นของข้า มิใช่ว่าท่านกำลังจะทำลายแร่ของข้าอยู่หรอกหรือ?”

                เสียงที่กล่าวออกไปแม้จะไม่ดังมากแต่กลับทำให้ผู้คนรอบข้างนิ่งอึ้งทั้งเสียงของฉีเชินที่ให้ผ่าครึ่งแร่ก้อนนี้และคำพูดของเจ้าเด็กนี่ถึงกลับกล้าย้อนถามกลับผู้อาวุโสตระกูลฉี

            “นี่เขาบ้าไปแล้วอย่างนั้นหรือ?”

            ฉีเชินขมวดคิวเล็กน้อยคิดไม่ถึงว่าเจ้าเด็กนี่จะกล้าพูดออกมาเช่นนี้

            “ในแร่นี้ยังมีของล้ำค่าอยู่ลองผ่าดูเถอะ หากสูญเสียไปแล้วละก็ ข้าจะชดเชยให้กับเจ้าเอง”

            ใบหน้าของชายวัยกลางคนที่ผ่าหินเย็นลงก่อนจะเริ่มลงมีดผ่าลงไปชั่วพริบตา แร่โลหิตมังกรก็พลันระเบิดออกพลังบริสุทธิ์กระจายไปทั่วสี่ทิศ

            “ไอ่ตาแก่ตายยาก”

            แร่โลหิตมังกรถูกผ่าจนเปิดออกพลังงานเข้มข้นหลั่งไหลออกมาก่อนจะปกคลุมไปทั่วฟ้าดินภาพแร่โลหิตมังกรที่แตกออกไปนั้นต่างทำให้ผู้คนรอบด้านพากันเจ็บปวดหัวใจนี่มันจะเสียเปล่าเกินไปแล้ว

            ภายในแร่โลหิตมังกรที่เปิดออกภายในมีของเหลวสีแดงลอยขึ้น มันปลดปล่อยแสงสว่างเจิดจ้าออกมาอักขระที่ปกคลุมอยู่โดยรอบของเหลวล้วนสลับซับซ้อนอักขระพวกนี้ดูน่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมองดูไปราวกับมังกรสายฟ้าหมุนวนรอบๆของเหลว

            อักขระนี้ทำให้ผู้คนรอบด้านต่างพากันตัวสั่นเทานี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่ามันเป็นของเหลวที่ล้ำค่ามหัศจรรย์อย่างแน่นอน

            สีหน้าของเฟิ่งหยูเยือกเย็นสายตาจ้องไปยังของเหลวที่ลอยขึ้นมาเฟิ่งหยูรีบนำขวดหยกเก็บของเหลวทั้งสามหยดเอาไว้

            “คิดไม่ถึงว่าข้าจะผ่าของเหลวสวรรค์ออกมาไม่เสียชาติเกิดแล้ว!”ชายวัยกลางคนที่ผ่าหินตัวสั่นสะท้านก่อนจะร้องคำรามออกมา

            “ถึงแม้จะเป็นโลหิตมังกรแต่ก็เป็นเพียงโลหิตมังกรทั่วไป ไม่ใช่โลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์ดังเช่นที่เขามีอยู่”เฟิ่งหยูพึมพำอยู่ในใจ

            “บัดซบจริงๆ !” สีหน้าของฉีฟู่ดุร้ายจนน่าหวาดกลัวแพ้แล้ว เจ้าแพ้แล้วนี่ เขาแพ้ยับเยินเลย ไม่อาจจะยอมรับได้

            สีหน้าของเฟิ่งหยูเคร่งขรึมหินก้อนนี้เหนือกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มากนักจะต้องรีบพาทุกคนออกไปให้เร็วที่สุดเพราะเขาเกรงว่าตระกูลฉีจะมาแย่งชิงมันไปแน่ตัวเขาเองคิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าหินนี้ถึงขนาดผ่าออกมาเป็นโลหิตมังกรได้

            เขารีบเก็บชิ้นส่วนของแร่โลหิตมังกรที่เหลืออยู่ภายในใจร้อนรนราวกับไฟเขาจะเอาโลหิตมังกรนี้ออกไปยังไงดีเล่า!

            “หยุด!” ฉีเชินขมวดคิ้ว จนทำให้เสียงรอบด้านเงียบลงไปเขาจ้องไปยังเฟิ่งหยูชั่วพริบตาบังเกิดเสียงหนึ่งสะท้อนขึ้นมา

            ทว่าระหว่างที่ผู้คนมากมาต่างหยุดเงียบกับคำพูดของฉีเชินทันใดนั้นมีร่างบึกบึนร่างหนึ่งเดินออกมาจากส่วนลึกร่างนั้นมีรูปร่างที่น่าเกรงขาม ทั่วร่างมีพลังศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาจนผู้คนสนใจ 

            “โอ้คาดไม่ถึงว่าจะเป็นคนของวิหารราชัน”

            ผู้คนทั้งหมดต่างพากันสั่นสะท้านแม้แต่จอมยุทธ์อาวุโสบางคนก็ไม่เว้น  พวกเขารู้ดีว่าพลังศักดิ์สิทธิ์ที่หลังไหลออกมาจากชายหนุ่มดูมีอำนาจยิ่งสายตาของเฟิ่งหยูมองไปยังชายหนุ่มคนนั้น คงเป็นอีกคนที่คิดจะมาแย่งของของเขาเป็นแน่

            ชายหนุ่มของวิหารราชันเดินเข้ามาช้าๆ พร้อมมองไปยังเฟิ่งหยู

            “ของพวกนี้พิเศษยิ่งนักไม่ทราบว่าท่านจะขายให้ข้าได้หรือไม่?ราคาเท่าไหร่ท่านกล่าวมาได้เลย”

            เฟิ่งหยูขมวดคิ้วเล็กน้อยสถานการณ์ปัจจุบันชักจะเริ่มยุ่งยากขึ้นไปทุกทีแล้วในตอนนี้ดันมีคนของวิหารราชันโผล่มาอีกคนหนึ่งแล้วทว่าของสิ่งนี้ต่างเป็นที่ต้องการของแต่ละคน

            “ท่านชายแห่งวิหารราชันของสิ่งนี้เป็นข้าที่เห็นก่อน ควรจะบอกราคาให้ข้าก่อนสิ”  ฉีเชินเอ่ยปากกล่าวออกมา

            “ไม่รู้ว่าของโลหิตมังกรเหล่านี้ราคาห้าแสนเหรียญทองเป็นอย่างไร”

            ราคาเช่นนี้ช่างน่าตกใจกลุ่มผู้คนต่างพากันตกตะลึงจนตัวสั่น โลหิตมังกรตั้งสองแสนห้าหมื่นเหรียญทองเชียวนะ!

            ราคานี้ช่างน่าหวาดกลัวเกินไปแล้วแม้ว่าจะเป็นกลุ่มอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ยังไงก็ยังให้เช่นนี้ไม่ได้

            “มิบังอาจเวลานี้ของสิ่งนี้ยังเป็นของสหายท่านนี้ ข้าย่อมมีสิทธิ์ที่จะเสนอราคาด้วยสามแสนเหรียญทองเป็นอย่างไร!”ชายหนุ่มกล่าวตัวเลขออกมาด้วยใบหน้านิ่งเฉย

            “เช่นนั้นผู้อาวุโสก็ขอเข้าร่วมด้วยแล้วกันข้าเสนอ ห้าแสนเหรียญทอง!”ทันใดก็มีเสียงดังขึ้นมาอีกจากอีกด้าน มีผู้อาวุโสคนหนึ่งก้าวออกมาเขาก็คือผู้อาวุโสสำนักมังกรทะยาน

            ผู้คนมากมายต่างพากันสูดหายใจทันทีเวลาพึ่งจะผ่านไปไม่กี่อึดใจราคาโลหิตมังกรกลับพุ่งขึ้นไปสูงถึงห้าแสนเหรียญทองแล้วราคาเจ้าของสิ่งนี้คาดว่าคงจะพุ่งขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ เป็นแน่

            ทั่วร่างของจื่อฮุ่ยและจื่อซ่งเต็มไปด้วยเหงื่อรู้สึกว่าของสิ่งนี้มันจะก่อปัญหาให้กับพวกเขาแล้ว หากขายออกไปแล้วพวกเขายังจะสามารถออกไปได้อย่างปลอดภัยไร้เรื่องราวใดๆ ได้อีกหรือ?

            “หกแสนเหรียญทอง!” ท่านชายของวิหารราชันเอ่ยออกมาบนใบหน้ายังคงเรียบเฉย ทว่าน้ำเสียงเข้มแข็งไม่ยอมแพ้

            “พวกเราวิหารราชันสามารถรับรองความปลอดภัยว่าเจ้าจะสามารถนำเงินออกไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัย คำพูดที่ข้ากล่าวออกไปแล้วไม่เปลี่ยนใจอย่างแน่นอน!”

            ราคาที่พุ่งสูงขึ้นขนาดนั้นทำให้เฟิ่งหยูรีบกล่าวออกไปทันทีว่า

            “ของชิ้นนี้ข้าไม่ขาย!”

            ทุกสายตามองเฟิ่งหยูด้วยความเย็นชามองเฟิ่งหยูเหมือนมดตัวหนึ่งเท่านั้น

            “เจ้าไม่ขาย! คิดจะรนหาที่ตายอย่างนั้นหรือ?”

            บรรยากาศตอนนี้ตึงเครียดจนถึงขีดสุดเหล่าชายชราและชายวัยกลางคนหลายคนของตระกูลฉีเริ่มเดินเข้ามาล้อมเขาไว้ราวกับจะสังหารเขาให้ตายเสียในทันที

            ผู้คนต่างล่าถอยออกมาคิดในใจว่าชายหนุ่มคนนี้คงจะบ้าไปแล้วที่กล้าล่วงเกินเหล่าผู้อาวุโสเหล่านี้เข้าไม่ใช่ว่าเขารนหาที่ตายหรอกหรือ

            ของสิ่งนี้ล้ำค่ามากมันส่งผลกระทบต่อสำนักและตระกูลต่าง ๆ ได้อย่างคาดไม่ถึง

            “ไม่ใช่ว่าข้าจะละโมบโลภมากหรอกนะพวกท่านต่างก็รู้ถึงราคาโลหิตขวดนี้”

            “ที่เรียกว่าทุกคนต่างทราบถึงราคาจริงๆ ของโลหิตมังกรขวดนี้ เช่นนั้นข้าก็จะขอยกมันให้กับท่านผู้อาวุโสลู่เจ๋อให้ท่านนำไปประมูลในสมาคมมังกรดำก็แล้วกัน”

             เฟิ่งหยูกล่าวพร้อมกับยื่นขวดหยกให้กับผู้อาวุโสลู่เจ๋อ

                    “เจ้า!”ผู้อาวุโสตระกูลฉีใบหน้าบิดเบี้ยวอีกนิดเดียวพวกเขาก็จะได้โลหิตมังกรมาครอบครองอยู่แล้วเซียว สีหน้าของคนอื่น ๆก็ไม่ต่างกันกับตระกูลฉีมากนัก

                “คิดดีแล้วหรือเจ้าจะให้สมาคมการค้ามังกรดำเป็นผู้จัดการประมูลให้เจ้าไว้ใจสมาคมการค้ามังกรดำหรือ มีใครรู้จักผู้ดูแลหรือผู้นำของสมาคมการค้ามังกรดำหรือไม่แม้แต่พวกเรายังแทบไม่เคยพบเจอแล้วเจ้าจะฝากของสำคัญให้กับลู่เจ๋อนั้นนำไปให้สมาคมการค้ามังกรดำจะจัดงานประมูลอย่างเช่นนั้นหรือเจ้าเด็กน้อย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ”ฉีเชินกล่าว

            “สมาคมการค้ามังกรดำจะจัดงานประมูลที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาโดยทันทีและเชิญจอมยุทธ์มากมายมาร่วมงาน เช่นนี้แล้วโลหิตมังกรจะขายได้ราคาสูงเทียมฟ้าเป็นแน่” ลู่เจ๋อกล่าว พร้อมกับหยิบป้ายตำแหน่งผู้ดูแลสมาคมมังกรดำสาขาเมืองซานเป่าออกมาแสดงให้ทุกคนเห็น

            “เอาเรื่องของการเดิมพันก่อนก็แล้วกัน”ผู้อาวุโสลู่เจ๋อกล่าวพร้อมกับชี้ไปทางฉีฟู่

            “ตามสัญญาที่เจ้าพนันไว้เจ้าจะต้องจ่ายเงินให้กับเฟิ่งหยูเป็นจำนวนเงินสิบเท่าของราคาหินซึ่งก็เท่ากับหนึ่งหมื่นเหรียญทอง แล้วก็ตระกูลฉี นับแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปทางสมาคมการค้ามังกรดำจะขอตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเจ้าทั้งหมดเพราะสิ่งที่พวกเจ้าพูดและกระทำในวันนี้เท่ากับไม่ไว้หน้าสมาคมของเรา”

            ฉีเชินได้แต่นิ่งเงียบไม่กล้าพูดอะไร ได้เพียงแต่ตกตะลึง เข้าจะกลับไปรายงานตระกูลในเรื่องนี้ได้อย่างไรทั้งเรื่องโลหิตมังกรที่ผ่าได้ในตึกของตระกูลแต่กลับถูกนำออกไปหรือแม้แต่เรื่องความสัมพันธ์ของสมาคมการค้ามังกรดำที่ขาดสะบั้นอีกยิ่งคิดเขาก็แทบจะคลั่งออกมาแล้ว

            ทุกคนในสถานที่แห่งนั้นต่างตกตะลึกกับคำพูดของลู่เจ๋อแต่เมื่อเห็นป้ายสัญลักษณ์ผู้นำสมาคมมังกรดำ ทุกคนต่างไม่กล้าพูดอะไรขึ้นมาเพราะรู้ดีถึงอำนาจของสมาคมการค้ามังกรดำ เพราะตอนนี้สมาคมการค้ามังกรดำนั้นติดอันดับต้นๆ ของทวีปฟ้าครามไปแล้วนั่นเอง นั่นเท่ากับว่าตระกูลฉีเตะเข้ากับแผ่นเหล็กอย่างจัง ความเสียหายในครั้งนี้ไม่รู้ว่าตระกูลฉีจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไรเพราะมีคนมากมายที่อยากทำการค้ากับสมาคมการค้ามังกรดำเพียงได้ดำเนินธุรกิจด้วยก็มีกำไรเป็นกอบเป็นกำแล้ว แต่ตระกูลฉีกลับถูกสมาคมการค้ามังกรดำตัดขาดความสัมพันธ์ไปเสียนี่

            ฉีฟู่จำใจต้องจ่ายเงินตามจำนวนโดยไม่กล้าพูดอะไรมากให้กับเฟิ่งหยูต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโสและผู้คนมากมายเขาคงใช้อำนาจตระกูลฉีก็ทำไม่ได้ แค่เรื่องที่ตระกูลฉีถูกสมาคมมังกรดำตัดขาดความสัมพันธ์ก็ทำให้ตระกูลของเขาเดือดร้อนมากพออยู่แล้วเพราะสินค้าส่วนใหญ่ที่ตระกูลของเขามาจากสมาคมการค้ามังกรดำ

            “พวกเราไม่เคยเข้าถึงผู้นำของสมาคมการค้ามังกรดำเลยแม้แต่ครั้งเดียวแต่เจ้าหนูนี่เป็นใครถึงได้รู้จักกับผู้นำสมาคมการค้ามังกรดำได้" ฉีเชินกล่าวพึมพำออกมา

            “พวกเราไปกันเถอะท่านผู้อาวุโส”เฟิ่งหยูกล่าวพร้อมเดินจากไปกับจื่อฮุ่ย และจื่อซ่ง ตราบจนทั้งสี่คนเดินหายลับไปพวกเขาจึงได้สติกลับมาพร้อมกับเสียงพูดคุยที่ดังทั่วทั้งตึก

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน