ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

เล่มที่ 7 บทที่ 182 ไม่โอ้อวด ไม่วู่วาม เน้นกินตามน้ำไปวัน ๆ

        ไป๋ฉางเซิงและพรรคพวกไม่มีทางรู้เลยว่าหลังจากหลวี่อีหนีไปได้แล้วเขาไปทำวีรกรรมอะไรไว้บ้างและยิ่งไม่รู้เลยว่าตอนนี้หลวี่อีได้ล็อกเป้าหมายมาที่เจียงจืออวี๋เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

        แต่ของบางอย่างต่อให้ไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง แค่เดาก็พอจะมองออกอยู่ไม่กี่ส่วน

        หากลองสลับตำแหน่งกันระหว่างเจียงจืออวี๋กับหลวี่อีเธอก็คงจะตัดใจจากเคล็ดวิชาเต๋าไม่ได้ง่าย ๆ เช่นกัน

        ทว่าความกังวลพวกนี้ก็ดูจะไร้ประโยชน์เพราะทันทีที่จบภารกิจทุ่งร้างในครั้งนี้ เธอก็คงไม่มีเรื่องอะไรมาขัดจังหวะอีกและตั้งใจจะเข้าสู่สภาวะปิดด่านฝึกฝนทันที

        ด้วยห้องฝึกฝนระดับสูงสุดผสานเข้ากับทะเลปราณแห่งที่สองความเร็วในการบ่มเพาะพลังของเธอจะยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดดแม้จะเทียบกับชาติที่แล้วก็ตาม!

        เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป นับจากวันที่ปะทะกับหวังเหมิ่งพวกเขาก็เดินทางรอนแรมอยู่กลางเขตทุ่งร้างมานานถึงสิบวันเต็ม!

        สิบวันที่ผ่านมาพวกเขาขยับไปข้างหน้าได้เพียงแปดร้อยกิโลเมตรเท่านั้น

        หากเป็นสถานการณ์ปกติประสิทธิภาพระดับนี้ถือว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุดแต่เมื่อตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าพื้นที่ที่พวกเขาอยู่นั้นคือส่วนลึกของเขตทุ่งร้างที่ห่างออกไปนับพันกิโลเมตรการระแวดระวังตัวให้มากที่สุดย่อมไม่ใช่เรื่องเกินกว่าเหตุ

        แม้จะมีซวนหนีหยกทมิฬคอยคุมเชิงอยู่จนทำให้สัตว์อสูรกว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ต้องเผ่นหนีไปคนละทิศละทางแต่ระหว่างการที่สัตว์อสูรไม่กล้าย่างกรายเข้ามากับการที่เราแกว่งเท้าหาเสี้ยนไปยั่วโมโหพวกมันเองนั้น มีเพียงเส้นบาง ๆคั่นกลางอยู่เสมอ

        และในช่วงสิบวันนี้นี่เองที่ทำให้ค่าพลังเลือดของไป๋ฉางเซิงพุ่งพรวดขึ้นมาถึงสองพันสองร้อยแต้ม

        ในยามนี้ค่าพลังเลือดของเขาข้ามผ่านหลักสองหมื่นไปแล้วโดยหยุดอยู่ที่ประมาณสองหมื่นหนึ่งพันแต้มเศษ

        แถมด้วยอานิสงส์จากของดีที่พี่ใหญ่พกติดมือมาให้แต้มวิวัฒนาการของไป๋ฉางเซิงก็กลับขึ้นมาแตะหลักหนึ่งพันแต้มอีกครั้ง

        การยกระดับเช่นนี้ถือว่าน่าพอใจไม่น้อยอย่างน้อยไป๋ฉางเซิงก็ค่อนข้างมีความสุขกับความเร็วระดับนี้

        หากรักษาระดับนี้ไปได้เรื่อยๆ เพียงแค่ปีเดียว เขาก็จะสามารถสะสมค่าพลังเลือดให้ถึงระดับจ้าวอสูรได้!

        เข้าเรียนปีหนึ่งจากทหารอสูรระดับสาม พุ่งสู่ระดับจ้าวอสูร?

        เกรงว่าต่อให้พลิกโลกหาก็คงไม่มีใครเทียบเคียงเขาได้

        ต้องรู้ก่อนว่าหลี่ฉางหมิงที่เป็นยอดอัจฉริยะในรอบหลายปีของสุ่ยมู่ยังต้องใช้เวลาถึงสามปีเต็มกว่าจะก้าวเข้าสู่ระดับโหวแห่งยุทธ์

        “ไม่โอ้อวด ไม่วู่วาม เน้นกินตามน้ำไปวัน ๆ”

        ไป๋ฉางเซิงรู้ดีว่าความแข็งแกร่งของเขายังไม่ถึงขั้นที่จะหยิ่งผยองได้ดังนั้นเขาจึงเนียนเข้าไปคลอเคลียพี่ใหญ่เพื่อขอของอร่อยกินต่อทันที

        “ตามภาพถ่ายดาวเทียม จุดที่มีความผันผวนของปราณวิญญาณปรากฏขึ้นก็คือที่นี่แหละ”

        หลี่ฉางหมิงมองดูเมืองเบื้องหน้าที่ถูกปกคลุมไปด้วยแมกไม้และเถาวัลย์จนเสียเค้าเดิมไปหมดพลางขมวดคิ้วมุ่น

        อาคารสูงที่เคยตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลากว่าร้อยปีจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม

        ถนนหนทางพังทลายตึกรามถล่มทลาย พืชพรรณอันหนาตาเข้ามายึดครองพื้นที่เมืองอีกครั้งไป๋ฉางเซิงถึงกับเห็นต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่งที่งอกทะลุออกมาจากใจกลางตึกกิ่งก้านสาขาแผ่ขยายโดยมีซากอาคารเป็นดั่ง ‘เสื้อผ้า’ห่อหุ้มไว้

        ทัศนียภาพแปลกตาเช่นนี้หาดูได้แค่ในทุ่งร้างเท่านั้น

        ทว่าสาเหตุที่ทำให้เขาขมวดคิ้วไม่ใช่เพราะความประหลาดของธรรมชาติ

        สิ่งที่เขารู้สึกว่าลำบากใจก็คือสภาพผังเมืองนั้นซับซ้อนเกินไป ยืนอยู่ตรงนี้ไม่มีทางมองเห็นภาพรวมทั้งหมดได้ดังนั้นหากต้องการตรวจสอบสาเหตุความผันผวนของปราณวิญญาณและธาตุต่าง ๆพวกเขาก็จำเป็นต้องถลำลึกเข้าไปข้างในเท่านั้น

        ซึ่งนั่นหมายความว่าดัชนีความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นมหาศาลและไม่มีใครรู้เลยว่าจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง

        “ไปกันเถอะ มาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่เข้าไปสืบให้รู้ความจริงก็เสียเที่ยวเปล่า ๆ ใช่ไหมล่ะ?”

        เมื่อเทียบกับความลังเลของหลี่ฉางหมิงเจียงจืออวี๋กลับดูเด็ดขาดกว่ามาก แต่นิสัยเธอก็เป็นแบบนี้มาตลอดเมื่อตัดสินใจแล้วก็จะไม่มีการโลเล

        เมื่อเห็นเจียงจืออวี๋พูดเช่นนั้นหลี่ฉางหมิงก็ไม่ได้ค้านอะไร

        ตลอดสิบวันที่ใช้ชีวิตร่วมกันทั้งสองฝ่ายต่างก็เริ่มทำความเข้าใจกันและกันในระดับเบื้องต้นแล้ว

        โดยเฉพาะหลี่ฉางหมิงที่เริ่มรู้ซึ้งถึง‘ลำดับความสำคัญ’ ของตัวเองในทีมเล็ก ๆ นี้

        แม้ซวนหนีหยกทมิฬจะเป็นตัวที่คณบดีเฉียนฝากเขาพาออกมาด้วยแต่พอมันได้เจอหน้ากับไป๋ฉางเซิง มันก็แทบจะเมินเขาไปเลยส่วนไป๋ฉางเซิงเองก็สนับสนุนทุกการตัดสินใจของเจียงจืออวี๋แบบไร้เงื่อนไข

        ดังนั้นในเชิงปฏิบัติเขาเป็นสูงถึงโหวแห่งยุทธ์แท้ ๆแต่กลับกลายเป็นคนที่มีสิทธิ์มีเสียงน้อยที่สุดเสียนี่มันช่างเป็นสถานการณ์ที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดจริง ๆ

        “ก่อนยุคมหาวิบัติ ที่นี่เคยเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรเกินสี่ล้านคนพื้นที่เขตเมืองมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างกว่าสามสิบกิโลเมตรเฉพาะอาคารที่สูงเกินหนึ่งร้อยเมตรก็มีนับร้อยแห่ง”

        “แต่จุดที่น่าสังเกตคือ บริเวณนี้ไม่มีสายแร่ใด ๆ อยู่เลย”

        “อย่างน้อยก่อนยุคมหาวิบัติก็ไม่เคยมีการตรวจพบทรัพยากรแร่ธาตุในพื้นที่นี้”

        “ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่จะเกิดชีพจรวิญญาณจึงลดลงไปมาก”

        ชีพจรวิญญาณคือแนวคิดที่เกิดขึ้นหลังจากยุคปราณฟื้นฟูปราณวิญญาณจะถูกดึงดูดโดยสายแร่และเข้ายึดเกาะ จนค่อย ๆเปลี่ยนคุณสมบัติเดิมของสายแร่ไปพร้อมกับที่ตัวแร่ธาตุเองก็แปรสภาพเป็นศิลาที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณ

        หากชีพจรวิญญาณเกิดขึ้นภายในแนวป้องกันย่อมถือเป็นเรื่องดียิ่ง

        แต่หากชีพจรวิญญาณมาเกิดกลางทุ่งร้างแถมยังห่างจากเมืองหน้าด่านผู้ฝึกยุทธ์นับพันกิโลเมตรการก่อตัวของชีพจรวิญญาณย่อมเป็นภัยมากกว่าเป็นโชค

        เพราะพวกเขาไม่สามารถขุดเจาะนำมาใช้ได้ผลประโยชน์จึงตกไปอยู่ที่พวกสัตว์อสูรในละแวกนั้นแทน

        ปีสองปีอาจจะดูไม่ออกแต่ถ้าปล่อยเวลาไปสักสิบปี ยี่สิบปีสัตว์อสูรในเขตชีพจรวิญญาณจะมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

        ยิ่งไปกว่านั้นหากระดับของชีพจรวิญญาณสูงมากพอการจะมีสัตว์อสูรที่ทะลวงผ่านระดับไปถึงระดับจักรพรรดิอสูรปรากฏตัวขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

        และสำหรับอาณาจักรเทียนเฉาวิธีการจัดการกับเรื่องแบบนี้คือ ‘ถ้าเอามาไม่ได้ก็ต้องทำลายทิ้ง’

        มันยากจะบอกว่าข่าวที่ว่า‘ไม่น่าจะมีชีพจรวิญญาณ’ นั้นเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายกันแน่

        เพราะถ้าไม่ใช่ชีพจรวิญญาณสิ่งที่รอพวกเขาอยู่อาจจะเป็น ‘แดนเร้นลับ’ ที่เพิ่งจุติและยังไม่ถูกค้นพบ...

        เพื่อความรอบคอบเจียงจืออวี๋จึงเรียกไป๋ฉางเซิงออกมาให้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาเพื่อเฝ้าระวังกลิ่นอายผิดปกติที่อาจซ่อนตัวอยู่รอบข้าง

        ในขณะเดียวกันหลี่ฉางหมิงก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆวัชพืชรอบข้างภายใต้การควบคุมของเขาดูเหมือนจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งเขาหลับตาลงเล็กน้อย แต่กลับรับรู้ความเคลื่อนไหวรอบตัวได้อย่างชัดแจ้ง

        ดูราวกับว่าเหล่าวัชพืชพวกนี้ได้กลายเป็นดวงตาของเขาไปแล้ว

        ไป๋ฉางเซิงลองสูดดมและสัมผัสกลิ่นอายที่ล่องลอยอยู่ในอากาศอย่างละเอียดก่อนจะให้คำตอบที่แน่ชัดออกมา

        “ภายในระยะสิบกิโลเมตรนี้ แค่สัตว์อสูรระดับจ้าวอสูรก็มีถึงสิบสองตัวแล้วระดับแม่ทัพอสูรมีนับไม่ถ้วน ส่วนระดับราชาอสูร... ฉันสัมผัสไม่ได้เลยไม่ชัวร์ว่ามีรึเปล่า”

        จ้าวอสูรสิบสองตัว...

        จำนวนขนาดนี้หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็อาจเกิดคลื่นอสูรคลั่งได้ถ้าเป็นเวลาปกติพวกเขาคงหันหลังกลับไปนานแล้ว แต่ตอนนี้คงต้องกัดฟันเดินหน้าต่อ

        แม้จะมีซวนหนีหยกทมิฬอยู่ด้วยซึ่งจ้าวอสูรพวกนี้ย่อมทำอะไรไม่ได้มากนัก

        ทว่าตั้งแต่เลื่อนระดับสายเลือดซวนหนีหยกทมิฬก็มักจะตกอยู่ในสภาวะหลับลึกเป็นเวลานาน ตามคำกล่าวของคณบดีเฉียนมันกำลังใช้การหลับใหลเพื่อปรับร่างกายให้เข้ากับสายเลือดที่ยกระดับขึ้น

        มันหลับมาตั้งแต่เที่ยงวานนี้จนถึงตอนนี้จึงยากจะรับประกันได้ว่าหากเจออันตรายจริง ๆ มันจะตื่นขึ้นมาช่วยทันเวลาหรือไม่

        ยังดีที่ทั้งหลี่ฉางหมิงและเจียงจืออวี๋ต่างก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีประสบการณ์โชกโชนรู้ดีว่าเวลาไหนควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร

        พวกเขาค่อยๆ ลอบเข้าไปในตัวเมืองอย่างเงียบเชียบด้วยการระวังภัยสองชั้นจากทั้งไป๋ฉางเซิงและเหล่าวัชพืชของหลี่ฉางหมิงตลอดกระบวนการจึงยังไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น

        แต่บางครั้งการที่ทุกอย่างราบรื่นเกินไป ก็อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

        เพราะหลังจากที่พวกเขาค้นหาในเมืองนี้มาตลอดทั้งวันกลับไม่พบความผิดปกติใด ๆ เลย

        ไม่มีชีพจรวิญญาณและไม่มีแดนเร้นลับ

        นอกจากสัตว์อสูรระดับสูงที่ชุกชุมกว่าปกตินิดหน่อยแล้วที่นี่ก็ดูเหมือนเมืองร้างลึกกลางเขตทุ่งร้างทั่วไปไม่มีผิดเพี้ยน

         

คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน