เช้าวันสุดท้ายของค่ายสมาชิกทุกคนต้องมาทำข้อสอบในเนื้อหาที่อบรมมาทั้งข้อเขียนและข้อสอบปากเปล่าแต่เนื่องจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญที่รับหน้าที่เป็น คฉร. อยู่ห่างไกลไม่สามารถมารวมตัวกันได้ครบ จึงจัดโดยใช้อวตารในโลกเสมือนแทนตัวละครที่มีหน้าตาเหมือนปิติวัฒน์ตอบคำถามได้ฉะฉาน ไม่ได้มีท่าทีหวั่นวิตกเหมือนพูดคุยสบาย ๆ ในกลุ่มเพื่อนมากกว่า เขายังทำคะแนนข้อเขียนได้ มากกว่า80 เปอร์เซ็นต์ในทุกวิชาเพื่อความโปร่งใสจึงต้องเปิดเผยคะแนนของสมาชิกทุกคนผ่านการแสดงผลบนจอภาพแต่ไม่จัดอันดับไว้
“ลุงของนายเก่งเหมือนกันนะเนี่ยได้ที่หนึ่งตั้งหลายวิชา” ผมชื่นชมให้ธรณีฟัง หลังจากกวาดตาดูคร่าว ๆ แล้วพบว่าชายชราได้คะแนนสูงสุดในกลุ่มวิชากฎหมายมหาชนและวิชาการเมืองระหว่างประเทศ
“มีคนเก่งกว่าลุงตั้งเยอะถ้าเป็นค่ายใหญ่ที่จัดครึ่งเดือนนี่ คงไม่ได้แน่แต่ประชาชนเขาก็ไม่ได้สนใจอันดับอยู่แล้ว ขอแค่ผ่านเกณฑ์หรือถ้าไม่ผ่านแล้วไปสอบซ่อมแก้ตัว แข่งกับตัวเองให้ผ่านในภายหลังก็พอรับได้”เพื่อนไม่ได้มีท่าทีภูมิอกภูมิใจแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับสีหน้าของปิติวัฒน์เมื่อเห็นผลคะแนนสมแล้วที่เป็นลุงเป็นหลานกัน
“ตอนนี้สมาชิกทุกคนต่างก็ทยอยกันเดินทางกลับแล้วครับตลอดสี่วันสามคืนที่ผ่านมา นับว่าได้ทั้งสาระ ความรู้ และความสนุก เลยนะครับท่านมาริกา” พิธีกรชายพูด มีฉากหลังเป็นเหล่านักการเมืองหลายคนที่กำลังเข็นกระเป๋าออกมาบ้างก็โบกมืออำลากันและกัน
“ใช่แล้วค่ะท่านศิวัฒน์ นอกจากนี้ก็ได้ทำความรู้จักสมาชิกค่ายที่เป็นตัวแทนของพวกเราประชาชนทุกคนด้วย”
“ตอนนี้ก็ได้เวลาอันสมควรแล้วพวกเราทั้งสองคนก็ขอลาจากทุกท่านไปก่อนแล้วพบกันใหม่ในค่ายคุณธรรมครั้งต่อไปเมื่อชาติต้องการนะครับ”
พิธีกรทั้งสองคนสวัสดีอำลาแล้วกล่าวสโลแกนของค่าย ‘พีเพิลอาร์ วอตชิง ยู’ ก่อนปิดรายการ
--------------------
พอจบคลิปจอภาพก็ดับไปเองธรณีคงสั่งงานผ่านทางความคิดโดยใช้เครื่องเอวีเอสอีที่สวมอยู่
“เราขอไปทำงานพรรคก่อนนะ”เพื่อนลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปล้างหน้า ส่วนผมขยี้ตาให้สดชื่น
“แล้วฉันต้องทำอะไรต่อ”ผมยังไม่แม่นยำในกระบวนการนิติบัญญัติของยุคนี้ก่อนหน้านี้ก็เอาแต่มุ่งมั่นให้ตาโบว์ลิ่งได้รับการคัดเลือกธรณีนิ่งเงียบไปแวบหนึ่งก่อนเหลียวกลับมาตอบ
“ก็อย่างที่ลุงบอกแหละพรุ่งนี้เขาก็จะยื่นร่างกฎหมายประชาคมโลกเข้าสภาน่าจะพิจารณารับหลักการภายในวันศุกร์นี้ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”
“เร็วขนาดนี้เลยเหรอนายรู้ได้ไง”
“ก็เว็บไซต์รัฐสภาไง”ธรณีเช็ดหน้าแล้วสาวเท้ามายืนใกล้ผม หันไปทางจอทีวี ซึ่งเปิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติเขาคงโยนภาพที่ปรากฏบนจอส่วนตัวให้ไปออกที่เครื่องบนผนังเหมือนทุกครั้งผมดูปฏิทินการประชุมสภาที่แสดงผลอยู่บนหน้าเว็บไซต์ มีตัวหนังสือเล็ก ๆแสดงระเบียบวาระการประชุมในแต่ละวันทั้งห้องใหญ่ และห้องย่อยของแต่ละกรรมาธิการ
เขากดเข้าไปดูรายละเอียดของแต่ละหัวข้อต่อด้วยผลการพิจารณาบางวาระเพื่อสาธิตให้ดูเป็นตัวอย่างผมเห็นปุ่มสำหรับลิงก์ไปยังเอกสารประกอบอยู่ด้านข้างถัดไปคือปุ่มสำหรับดูบันทึกวิดีโอการประชุมย้อนหลัง มีให้เลือกทั้งแบบสองมิติและสามมิติในโลกเสมือน รับชมการทำงานคณะกรรมาธิการย้อนหลังได้หมดทุกการประชุมยกเว้นอันที่กระทบความมั่นคง ซึ่งมีกฎบังคับว่าต้องมีตัวแทนภาคประชาสังคมเข้าร่วมหรือมี คฉร. คอยสังเกตการณ์อยู่ดี ประชาชนดูได้กระทั่งว่าสมาชิกสภาแต่ละคนเข้าร่วมประชุมตอนกี่โมงออกกี่โมง โหวตอะไรในแต่ละญัตติ โปร่งใสสมกับคำร่ำลือ ข้อมูลออกจะมากเกินไปด้วยซ้ำเลยต้องมีนักข่าวออนไลน์ที่ทำข่าวประเภทเนื้อเปื่อยอย่างธรณีคอยจับประเด็นที่น่าสนใจมานำเสนอ
“ที่เราอยากให้ดูคือหน้าความเร่งด่วนของวาระการประชุม”พอธรณีพูดจบ หน้าจอก็เปลี่ยนไปตามที่เพื่อนบอกราวกับใช้พลังจิตผมเคยเข้ามาดูเพจนี้ตั้งแต่ตอนสรุปข่าวแล้วมันเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคผมปกติลำดับก่อนหลังของวาระการประชุมจะถูกกำหนดด้วยประธานรัฐสภาพิจารณาตามความสำคัญและความฉุกเฉิน แต่ในยุคนี้ประชาชนที่ยืนยันตัวตนแล้วสามารถเข้ามามีส่วนร่วมโหวตให้คะแนนเพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนได้ด้วยตนเอง ผมเคยถามเพื่อนว่าทำแบบนี้ไม่ทำให้ระบบรวนเรหรืออาจมีคนบางกลุ่มเสนอกฎหมายของตนเองไปแล้วปั่นโหวตให้ขึ้นมาพิจารณาเร็ว ๆธรณีบอกว่าระบบนี้ใช้งานมาหลายสิบปี เคยลองผิดลองถูกจนประชาชนเริ่มปรับตัวได้พวกเขามีวิจารณญาณมากพอ ถ้าเสนอมากไปสภาก็จะทำงานช้าลงแถมการประชุมแต่ละวาระต้องกำหนดเวลาแล้วเสร็จด้วยว่าภายในกี่วันเพื่อไม่ให้ยืดเยื้อ
“ถ้าประชาชนติดตามตลอด ก็จะเห็นใจโหวตยืดเวลาให้สภาเองบางทีก็ต้องให้กฎหมายออกมาลองใช้ก่อน เพราะถ้าไม่ไทรอัลก็จะไม่เห็นเออร์เรอร์ทั้งหมดหรอกหลาย ๆ อย่างแค่มาอ่านคอมเมนต์ในบอร์ดของคนทั้งประเทศก็ได้มุมมองผลกระทบมากกว่า 500-600 คนในสภาเสียอีกแถมนักการเมืองที่นำมาพูดยังได้คะแนนเสียงความสนใจจากประชาชนเพิ่ม”ธรณีตอบโต้ข้อกล่าวหาของผมที่กลัวผลงานจะออกมาชุ่ย โดยยกพฤติกรรมการเรียนรู้ ‘ไทรอัล แอนด์ เออร์เรอร์[1]’ มาอ้างอิง
ผมหันไปดูลิสต์รายการวาระพิจารณากฎหมายต่างๆ เรียงกันตามคะแนนความเร่งด่วนที่ประชาชนร่วมกันให้คะแนนซึ่งปรากฏบนหน้าจอไล่ไปจนถึงห้าอันดับบนสุด
เนื่องจากร่างกฎหมายประชาคมโลกมีความต่อเนื่องจากการแถลงนโยบายใหม่ของรมต. เลยได้อานิสงส์เป็นวาระเร่งด่วน จัดต่อกันไปเลย จึงเป็นโชคดีของผมประชาชนที่เข้ามาลงคะแนนก็คงเข้าใจแบบนี้เหมือนกัน
{ “แล้วเรื่องแรก พ.ร.บ. บริจาคอวัยวะทำไมถึงเร่งด่วนมาก” ผมหันไปถามธรณี เดือนก่อนบังเอิญได้ทำข่าวเรื่องนี้พอดีตอนนั้นยังอยู่ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญผมจำบรรยากาศคุกรุ่นตอนที่พวกเขาเถียงกันในห้องประชุมได้ชัดเจน โต้แย้งกันไฟแลบคนที่เสนอกฎหมายอยากแก้ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะที่บริจาคด้วยการบังคับขูดรีดจากผู้ป่วยที่มีภาวะสมองตายทุกคนท้าทายจริยธรรมเนื่องจากไม่จำเป็นต้องเซ็นยินยอมไว้ล่วงหน้าประเด็นสำคัญที่สุดที่เห็นต่างกันคือคำถามว่า มนุษย์ที่มีภาวะสมองตายยังเป็นมนุษย์หรือไม่
“เป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิชาการว่า คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คือการมีเจตจำนงเสรีในเมื่อภาวะสมองตายเป็นกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ของเจตจำนงเสรีแล้วก็ไม่ถือว่าร่างนั้นเป็นมนุษย์อีก พูดง่าย ๆ ก็คือตายนั่นแหละ ไม่มีวิญญาณอาศัยอยู่” ตัวแทนจากพรรคสมดุลชี้แจงในตอนนั้น “ก็เหมือนการทำลายซากของเล่นหุ่นยนต์ที่ปราศจากเอไอควบคุมหรือการเคลื่อนย้ายศพนิรนามไปจัดการ พวกเราก็ไม่เคยถามเขาว่าจะเผาหรือฝังทำตามความเชื่อศาสนาไหนดี”
“แล้วถ้าบุคคลนั้นแสดงเจตจำนงไว้ตั้งแต่ยังมีชีวิตว่าจะไม่บริจาคท่านก็ยังจะเอาเหรอ”ตัวแทนข้าราชการในสภาที่เป็นนักตั้งคำถามตั้งประเด็นได้อย่างน่าสนใจ
“สำหรับเราแล้วนิติกรรมนั้นเป็นโมฆะเพราะผู้ที่สมองตายไม่ใช่บุคคล เราเห็นว่าควรเพิ่มการุณยฆาตโดยไม่ต้องถามความสมัครใจไปอีกมาตราด้วยซ้ำมีร่างอยู่ก็สิ้นเปลืองทรัพยากรในการรักษา”
ผมจำได้ว่าตอนฟังครั้งแรกอารมณ์ขึ้นจนแทบอยากต่อยหน้าคนพูดในคอมพิวเตอร์เลยเขาใช้คำพูดรุนแรงแฝงความอมหิต อยากรู้ว่าถ้าร่างกายตรงหน้าเป็นคนรักของเขาจะกล้าผ่าอวัยวะภายในไปบริจาค แล้วกำจัดร่างด้วยการฉีดยาพิษหรือไม่ ถึงเขาจะแก้ตัวว่าเป็นการทำบุญช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อีกหลายชีวิตก็เถอะผมวิเคราะห์ประเด็นที่น่ากังวลใจอีกอันลงในช่วงท้ายของการสรุปข่าว นั่นคือ หมอมีอำนาจตัดสินใจมากเกินไปแม้จะมีทีมบุคลากรทางการแพทย์มากมายหลายสาขาแค่ไหน หรือจะใช้เอไอเข้ามาช่วยก็ยังไม่น่าไว้วางใจอยู่ดี พวกเขาอาจรวมหัวกันใช้มันเป็นเครื่องมือหวังผลทางการเมืองบางอย่าง
ผลสุดท้ายเสียงส่วนใหญ่ของสภาก็ลงคะแนนผ่านร่างกฎหมายนี้ถึงจะประชามติจะโหวตผ่านหรือคว่ำ ผมก็ไม่ได้มีเอี่ยว หรือมีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆถ้าประสบอุบัติเหตุสมองตายจริงก็คงไม่รับรู้แล้วว่าร่างกายจะไปไหน }
ธรณีตอบคำถามผมที่คั่งค้าง
“สาเหตุที่เอาเรื่องนี้มาพิจารณาก่อนก็เพราะมีกฎอยู่ว่าถ้าวาระไหนไม่ถูกพิจารณาเกินหกเดือนจะกลายเป็นเร่งด่วนมากโดยอัตโนมัติ” เขาพูดจริง ตั้งแต่ผมมาทำงานใหม่ ๆก็เห็นหัวข้อนี้วนเวียนอยู่อันดับท้าย ๆ ของสภา ถูกโหวตแซงหน้าไปตลอด
“งั้นสรุปว่าตอนนี้ก็ต้องรอดูใช่ไหม”
ชายผอมสูงพยักหน้า“ทำใจให้สบาย แล้วก็อดทนรอ”
ผมเอนร่างพิงโซฟาปล่อยให้ลำตัวไถลลงกลายเป็นท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ที่รู้สึกโล่งสบายขึ้นเหมือนยกหินออกจากอกไปได้ก้อนหนึ่ง ผมจะได้กลับไปโฟกัสกับการทำงานพิเศษตั้งใจทำข่าวอาชญากรรมกับเศรษฐกิจเสียที
“คืนนี้ท่านมีโปรแกรมไปไหนไหม”
“ไม่มีทำไมจะชวนไปร้านเหล้าอีกเหรอ” ผมทำเสียงเบื่อหน่าย ทีแรกวางแผนว่าจะกิน เล่นเกมแล้วก็นอนหลับพักผ่อนให้หนำใจ ยังเร็วไปที่ควรจะเฉลิมฉลอง ผมกลับมีลางสังหรณ์ว่าต้องมีอุปสรรคบางอย่างมาขัดขวางอีกเป็นแน่...ก็โลกยุคนี้น่ะมีอะไรแน่นอนเสียที่ไหน
ธรณีส่ายศีรษะแล้วยกมุมปากขึ้นยิ้ม“เรามีสถานที่หนึ่งที่คนโสดอย่างท่านอาจจะสนใจ”
ดวงตาผมเบิกโพลงเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาบอก
[1]Trial and Error หรือการเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก โดยสิ่งมีชีวิตจะกระทำพฤติกรรมไปเรื่อยๆ หากให้ผลดีก็จะทำซ้ำ แต่หากได้ผลเสียก็จะหลีกเลี่ยง พฤติกรรมนี้พบได้ทั้งในสัตว์และในมนุษย์ เช่น การหัดขี่จักรยานหรือเล่นดนตรี