THE ONE

    ตอนที่ 130 กล่าวหา


            วิคทอเรียสะดุ้งตัวโหย่ง จนเกือบจะระเบิดพลังและกลายร่างเป็นร่างอสูรตามสัญชาตญาน โชคดีที่นางระงับความตื่นตกใจไว้ได้ทัน แล้วหันขวับไปด้านหลังซึ่งก็ไม่พบกับอะไร นอกจากผู้คนที่เดินไปมากันตามปกติ

                  

            แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาแต่จมูกของนางยังคงได้กลิ่นนี้อยู่ แต่ก็เบาบางลงไปบ่งบอกได้ว่าต้นตอของกลิ่นนี้ได้ถอยห่างออกไปแล้ว แต่ยังคงอยู่ในบริเวณ วิคทอเรียสังหรณ์ใจไม่ดี จึงรีบเดินออกไปจากบริเวณนี้ แต่ไม่ว่าจะเดินออกไปไกลเท่าใดกลิ่นนี้ก็ยังคงอยู่ นั่นหมายความว่านางกำลังถูกติดตามจากสิ่งนี้แล้ว

            

            เมื่อรู้ตัวว่าถูกติดตามนางจึงเร่งความเร็วมากขึ้น จนถึงขีดสุดที่จะทำได้ในร่างมนุษย์แล้วซึ่งทำให้นางเริ่มใจคอไม่ดี เพราะหากนางถูกจับได้ว่าเป็นมนุษย์สายเลือดอสูรทั้งเซียนอินและเทียนคงจะต้องเดือดร้อนมากแน่ ๆ วิคทอเรียเดินหลบไปที่มุมหนึ่งที่ไร้ผู้คนแล้วพยายามสงบสติคิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ ซึ่งเมื่อมีสติวิเคราะห์ทำให้นางเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองนั้นสวมใส่ชุดเกราะที่เทียนคงบังคับให้ใส่ตลอดเวลา

            

            แต่ด้วยที่ผ่านมาเป็นเวลานานและไม่เคยได้ใช้งานมันจึงทำให้วิคทอเรียลืมวิธีเปิดการใช้งานระบบต่าง ๆของชุดเกราะซึ่งรวมถึงระบบพลางตัวด้วย เมื่อไม่มีทางเลือก นางจึงกดปุ่มสีแดงเล็กๆเป็นสัญญานเข้ารหัส ซึ่งเป็นการส่งสัญญานฉุกเฉิน เพื่อขอความช่วยเหลือจากเทียนคงจากนั้นจึงเดินออกจากมุมอาคารแล้วเดินปะปนเข้ากับฝูงชนตามเดิมด้วยความกังวลใจเพราะกลิ่นประหลาดนี้ยังคงตามติดนางไม่ห่าง

                  

            ณเมืองเพชฌฆาตอสูร ตระกูลหลิว สุสานหลิวเยียนเฟยขณะที่เทียนคงกำลังบ่ายเบี่ยงในการทดสอบดาบยักษ์สัญญานเตือนฉุกเฉินก็แจ้งเตือนเข้ามาที่ระบบในชุดเกราะของเขาเขารับรู้ได้ทันทีว่าเป็นสัญญานจากวิคทอเรีย และเปิดข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันของวิคทอเรียในทันใด

                  

            ข้อมูลมากมายไหลทะลักเข้าสู่สมองของเทียนคงอย่างรวดเร็วเพียงเสี้ยววินาทีแต่สิ่งที่เขาเห็นและรับรู้มีเพียงวิคทอเรียที่กำลังเดินอยู่ในชุมชนไม่มีอะไรผิดปกติเลยซึ่งหากเป็นคนทั่วไปคงคาดเดาไปว่าวิคทอเรียอาจทำสิ่งใดให้ตัวส่งสัญญานทำงาน หรืออาจจะเป็นระบบเองที่ผิดพลาด

                   แต่ไม่ใช่กับเทียนคงเขามีความมั่นใจในระบบที่เขาสร้างขึ้นมาก มันไม่มีทางผิดพลาดแน่ ดังนั้นก็จะเหลือเพียงการที่วิคทอเรียบังเอิญเปิดการใช้งานระบบขึ้นมาซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เขาจึงเริ่มทำการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด เจาะลึกความเปลี่ยนแปลงทุกกระเบียดนิ้วที่อาจเกี่ยวข้องกันบันทึกและวิเคราะห์ในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้เกิดขึ้นในหัวของเทียนคงแต่เบื้องหน้าเขายังแสดงสีหน้าไม่สบายใจกับการโน้มน้าวเขาเรื่องดาบยักษ์

                  

            “อย่าเซ้าซี้ข้าเลยทุกท่าน... ไม่ว่าสิ่งนี้มันจะเป็นอะไร สำหรับข้ามันคือตัวแทนของอาจารย์และข้าจะไม่ทำอะไรที่เป็นการไม่เคารพเขา หากพวกท่านเสร็จธุระที่นี่แล้ว เช่นนั้นก็รบกวนเชิญ”เทียนคงเอ่ยตัดบทแล้วผายมือเชิญทุกคนให้จากไปเสียที

                  

            “แน่นอน ...พวกเราไปกันเถอะ ศิษย์น้อง” คุณหนูเหยาไม่สนใจเรื่องดาบผีสิงนี้เป็นทุนเดิมจึงเป็นคนแรกที่ยิ้มออกมาแล้วเดินไปควงแขนเทียนคง จากนั้นก็ลากเขาเดินออกไปจากบริเวณดาบยักษ์อย่างสนิทสนม

                  

            สองหญิงสาวไหนเลยจะยอมปล่อยให้คุณหนูเหยาพาเทียนคงไปแบบนี้และท่าทางนั่นคืออะไร เป็นศิษย์พี่แล้วทำเช่นนั้นได้หรือไง จะมากไปแล้วนะสองนางจึงรีบเดินตามคุณหนูเหยาและเทียนคงไป โดยไหเจินเองก็เดินตามไปติด ๆทิ้งโจวเฟิงให้อยู่กับดาบยักษ์ตามลำพัง

                  

            แต่เขาก็ไม่ได้อยู่นานนักพร้อมกับพูดเบา ๆออกมาว่า “ตาเฒ่า ... ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ในนั้นแม้ข้าจะไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ข้ารู้สึกได้จริง ๆ ....”

                  

            “.....” ดาบยักษ์ไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ มันแน่นิ่งสงบอยู่อย่างนั้น จนเทียนคงและคณะเดินไปจนถึงปลายบันไดทางขึ้นอุโมงค์ทันใดนั้นสายฟ้าสีเงินก็เริ่มลั่นขึ้นมาอีกครั้งราวกับว่ามันกำลังไล่ชายชราตรงหน้าให้ออกไปได้แล้ว ไม่อย่างนั้นได้ถูกย่างสดแน่

                  

            โจวเฟิงเห็นประกายสายฟ้าคำพูดที่ต้องการจะกล่าวต่อก็พลันถูกดึงกลังแล้วรีบถอยห่างออกมาจากดาบแม้มันไม่อาจสร้างการบาดเจ็บให้เขาได้ แต่มันก็เจ็บแสบไม่น้อยจึงไม่คิดจะอยู่อีกต่อไป แต่ก่อนจะจากไป เขาก็พูดทิ้งท้ายไว้ว่า “ตาเฒ่า ...ไว้ข้าจะมาหาอีก พร้อมกับสุราที่เจ้า ........ เปรี้ยงงงงง .... โอ๊ยยยยย น่ะนี่เจ้า เป็นผีสถิตดาบแล้วก็ยังไม่วายไล่ข้าอย่างกับหมูกับหมานะ ..... เปรี้ยงงง.... ไปแล้ว ๆ โอ๊ยยยยย”

                  

            ราวกับมันมีชีวิตที่เข้าใจสิ่งที่โจวเฟิงพูด แม้จะพ้นระยะห้าเมตรมาแล้วแต่มันก็ยังฟาดฟันใส่โจวเฟิงด้วยพลังระดับปรมาจารย์ขั้นห้า แต่หาได้ฟาดใส่ตัวโจวเฟิงไม่เพียงแต่เฉียวไปมาเท่านั้น และเหตุการณ์นี้เอง ก็ทำให้โจวเฟิงมั่นใจเต็มร้อยว่าดาบยักษ์นั่น ก็คือหลิวเยี่ยนเฟยที่ได้กลายเป็นวิญญานสถิตอยู่ในนั้นเป็นแน่แท้แล้วแถมยังสามารถคงสตินึกคิดไว้ได้ด้วยอีกต่างหาก ช่างเป็นเรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อและมักจะได้ยินผ่านการเล่าขานต่อ ๆกันมาเท่านั้น

                  

            คณะทั้งหมดเดินขึ้นมายังพื้นที่สุสานด้านบนซึ่งแขกส่วนใหญ่กลับกันไปหมดแล้ว แต่ว่า ด้านบนนี้กลับมีกลุ่มคนราวยี่สิบกว่าคนรอคณะของเทียนคงอยู่บริเวณลานหินอ่อนที่ใช้แสดงงาน

                  

            เทียนคงที่เดินนำคณะมา พอเห็นกลุ่มคนเหล่านี้ก็ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายเพราะเขารู้จักบางคนของกลุ่มคนพวกนี้ และเดาได้ว่าพวกเขามารอตรงนี้ด้วยสาเหตุใด

                  

            “เรียนท่านผู้ว่าการเป็นมันขอรับ ที่วางแผนทำร้ายผู้อาวุโสเยี่ยนเฟย”แน่นอนว่าคนคนนี้คือชายกลางคนตระกูลหลิว เขาในฐานะแขกที่มาร่วมงานเห็นว่าเทียนคงมีอาวุธระดับห้าขั้นสูงสุดหลายชิ้นมาใช้ในงานแสดงจึงคาดเดาว่าหลิวเยี่ยนเฟย อาจมีอาวุธระดับนี้อีกหลายชิ้นและมั่นใจว่าเทียนคงหวังหุบทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้แม้เทียนคงจะได้ชี้แจงแล้วว่าเป็นศิษย์ของอาวุโสเยี่ยนเฟย และทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงานเท่านั้นก็ตาม

                  

            ชายกลางคนเมื่อออกจากงานก็รีบไปที่สำนักงานผู้ว่าการเมืองเพชฌฆาตอสูรเพื่อร้องเรียนเรื่องนี้ในทันทีซึ่งหากเป็นชายกลางคนคนนี้เพียงคนเดียว น้ำหนักอาจจะไม่เพียงพอ แต่ผู้ที่มาร้องเรียนด้วยดันมีภรรยาของหลิวหงชิงและผู้นำกลุ่มการค้าอาวุธรายใหญ่ของเมืองมาด้วยทำให้ผู้ว่าการเมืองจำต้องออกมาตรวจสอบด้วยตนเอง ดังที่เป็นอยู่

                  

            “มีเรื่องอันใดหรือท่านผู้ว่าการ” ไม่รอให้เทียนคงต้องรับหน้า เป็นซินเหยียนที่พอเดาได้เช่นกันว่ากลุ่มคนพวกนี้มาทำสิ่งใดจึงเดินนำเทียนคงออกไปแล้วรับหน้าให้ ก่อนที่คุณหนูเหยาจะได้ทำสิ่งนี้ที่นางเองก็ตั้งใจจะทำเหมือนกัน แต่ไหนเลยนางจะปล่อยให้ซินเหยียนได้หน้าไปคนเดียวจึงก้าวออกไปด้วยอีกคนแล้วยืนเชิดหน้ากอดอกแล้วกล่าวว่า “มีเรื่องอะไรกันอีก ...พวกเจ้าทำข้าเสียเวลานะ รู้หรือไม่”

                  

            และแน่นอนว่าคุณหนูโจวย่อมไม่ปล่อยให้ซินเหยียนไปเพียงลำพังนางจึงยืนอยู่ด้านข้างซินเหยียนราวกับเงาตามตัว ที่ไม่ได้ตามติดเพียงอย่างเดียวแต่ยังคอยเฝ้าระวังทุกอย่างที่อาจเกิดขึ้นด้วย

                  

            ส่วนไหเจินกับโจวเฟิงเห็นสามหญิงงามแห่งดวงดาวออกหน้ารับไปแล้วจึงไม่คิดผสมโรงเข้าไปอีกจึงเดินตามหลังสามนางไปพร้อม ๆกับเทียนคง

                  

            “ข้าน้อยซุนจือหลิน ผู้ว่าการเมืองเพชฌฆาตอสูร คารวะองค์หญิงสาม และคุณหนูโจวข้าได้รับเรื่องร้องเรียนมาจากคนเหล่านี้ ให้มาจับกุมคุณชายเทียนคงหวังว่าท่านทั้งสอง จะไม่ขัดขวาง” ซุนจือหลินว่ากล่าวตามความจริงที่ได้รับและปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เกรงกลัวซินเหยียนและคุณหนูเหยาเลยสร้างความประทับใจให้โจวเฟิงที่ยืนมองดูอยู่ไม่น้อย รวมถึงเทียนคงด้วย

                  

            “เขาทำอะไรผิดหรือท่านถึงได้จะมาจับตัวเขา” ซินเหยียนกล่าวนำ

                  

            “ใช่ ...พวกเจ้ามีหลักฐานหรือไม่ คิดจะจับกุมคนโดยไม่มีหลักฐานพวกเจ้าทำงานกันเยี่ยงนี้หรือ ...” คุณหนูเหยาเอ่ยสมทบ และเมื่อพูดจบสองหญิงงามก็หันมามองหน้ากันเล็กน้อยพร้อมกับพยักหน้าให้กันราวกับว่าพวกนางเข้าใจซึ่งกันและกัน ว่าจะพักรบกันชั่วคราวและช่วยเหลือเทียนคงให้พ้นจากเหตุการณ์นี้ก่อน

                  

            “จากที่ข้าได้ข้อมูลมาแม้ยังไม่มีหลักฐาจที่ชัดเจน แต่ก็สามารถจับกุมเพื่อดำเนินการสอบสวนต่อไปได้ ...”ซุนจือหลินพูดจบ ก็ไม่เพียงแค่พูดลอย ๆ นางอธิบายเรื่องราวที่รับมาจากกลุ่มคนที่ร้องเรียนพร้อมกับแสดงหลักฐานที่กลุ่มคนร้องเรียนอ้างว่าพิสูจน์มาแล้วให้เห็นด้วย

                  

            โดยเรื่องราวก็คงไม่ต้องกล่าวซ้ำสิ่งใดมากแต่หลักฐานที่ว่าก็คือ อาวุธที่ใช้ในงานแสดงและประมูลนั่นเอง เฉินฮ่าวหลานกล่าวว่าอาวุธทุกชิ้นที่ถูกสร้างขึ้นจากช่างตีอาวุธ โดยทั่วไปแล้วช่างจะลงมือทำบางสิ่งลงไปในอาวุธที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของช่างคนนั้นโดยเฉพาะ ทำให้สามารถแยกอาวุธได้ว่าชิ้นไหนเขาเป็นคนสร้าง และชิ้นไหนเป็นฝีมือของช่างคนใดแม้คนทั่วไปจะสังเกตเห็นได้ยาก แต่ในหมู่ช่างตีอาวุธในระดับใกล้เคียงกันย่อมสามารถมองออกได้แน่นอน

                  

            ดังนั้นแล้วอาวุธที่ตีขึ้นจากหลิวเยี่ยนเฟย ย่อมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นเดียวกัน ระหว่างที่อธิบายซุนจือหลิน ก็นำอาวุธที่หลิวเยี่ยนเฟยสร้างขึ้นออกมาทีละชิ้นแล้วชี้ตำแหน่งที่สัญลักษณ์บ่งชี้ว่าเป็นอาวุธที่หลิวเยี่ยนเฟยสร้างขึ้น

            

            จากนั้นจึงหันไปทางเฉินฮ่าวหลาน เขาพยักหน้าแล้วเอาอาวุธที่ประมูลได้มายื่นให้กับซุนจือหลินแล้วนางก็ฮธิบายต่อ โดยอาวุธทั้งเก้าชิ้น ที่เทียนคงนำแสดงในวันนี้ ไม่มีเอกลักษณ์บ่งชี้ดังกล่าวเลยแม้แต่ชิ้นเดียวโดยนางได้บอกว่าได้รับความร่วมมือจากผู้ที่ประมูลอาวุธมาแล้วทุกคนแต่พวกเขาไม่สะดวกจะมาเป็นพยาน จึงมีแต่เฉินฮ่าวหลานเพียงผู้เดียวที่มาในตอนนี้

            

            ซุนจือหลิน ยังอธิบายต่อไปอีกว่าด้วยการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้จึงเป็นไปได้ที่เทียนคงได้อ้างความเป็นศิษย์ที่ไม่มีผู้ใดเป็นพยานให้ได้ในการสร้างความชอบธรรมในการครอบครองอาวุธที่หลิวเยี่ยนเฟยมี จากการที่เทียนคงเริ่มได้รับความไว้วางใจจากหลิวเยี่ยนเฟยจนมีโอกาสได้เห็นอาวุธเหล่านี้ หรืออาจเป็นบางอย่างที่มากกว่านั้นจึงได้คิดแผนพวกนี้ขึ้นมาและสิ่งที่กล่าวอ้างเรื่องเด็กกำพร้าและศิษย์สายตรงล้วนเป็นเท็จ

            

            เมื่อซุนจือหลิน อธิบายจบความเงียบก็เข้ามาแทนที่ สองหญิงสาวไม่สามารถหาเหตุผลใด ๆมาโต้แย้งได้อีกได้แต่หันมามองหน้ากันด้วยความวิตก ก่อนจะหันหลังกลับไปยังเทียนคงว่าพวกนางจนปัญญาที่จะรับหน้าแล้ว

            

            แต่สิ่งที่พวกนางเห็นคือเทียนคงกำลังยืนพิงเสาหินต้นหนึ่ง พร้อมกับหลับตา โดยไม่ได้แสดงสีหน้าวิตกกังวลใดๆแม้แต่น้อย สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนที่กำลังอยู่ในอารมณ์คุกรุ่นอย่างมาก

            

            ซึ่งเทียนคงใช่ว่าไม่สนใจเหตุการณ์ตรงหน้าแต่เขากำลังช่วยวิคทอเรียให้หลบหนีจากบางสิ่งอยู่ต่างหากก่อนหน้านี้ในระหว่างที่ได้สามหญิงงามช่วยรับหน้า เทียนคงก็พบเจอสิ่งผิดปกติจนได้และความวิตกกังวลก็เกิดขึ้นในใจ เพราะสิ่งที่เขาพบคือมีบางสิ่งกำลังไล่ติดตามวิคทอเรียอยู่จริง ๆ แต่เขามองไม่เห็นตัวตนของสิ่งนี้แต่ที่ผิดสังเกตก็คือ เงาของวัตถุบริเวณรอบตัวของวิคทอเรียในทิศทางที่วิคทอเรียมุ่งหน้าไป มีบางส่วนที่เกิดการกระเพื่อมราวกับมีบางอย่างโผล่ขึ้นและมุดลงในเงาเหล่านั้นซึ่งมันเป็นการกระเพื่อมเพียงเล็กน้อยจริง ๆในหลักมิลลิเมตรหากไม่ได้การตรวจสอบและวิเคราะห์อย่างละเอียดล่ะก็ คงไม่สามารถตรวจจับได้โดยง่ายเลย

            

            แต่สงสัยว่าอะไรที่ตามอยู่คือสิ่งใดก็ต้องเก็บไว้ก่อนเพราะสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือพาวิคทอเรียหนีให้ได้ ซึ่งเทียนคงก็ได้ส่งสัญญานและข้อมูลเพื่อนำทางวิคทอเรียเปิดการใช้งานระบบต่าง ๆของชุดเกราะที่วิคทอเรียส่วมใส่อยู่ด้วยการควบคุมระยะไกลรวมถึงระดมพลจิ๋วหลิ๋วในบริเวณใกล้เคียงให้มาร่วมภารกิจช่วยเหลือนี้ด้วย

            

            ซึ่งวิธีการช่วยเหลือของเทียนคงก็คือการสร้างความสับสนให้สิ่งประหลาดนี้ในช่วงขณะใดขณะหนึ่งเป็นระยะ เพื่อสร้างโอกาสที่เหมาะสม แล้วพาวิคทอเรียไปยังตำแหน่งของประตูมิติที่ใกล้ที่สุด เพื่อกลับฐานลับแต่จะต้องไม่ทำให้สิ่งประหลาดรู้ว่าวิคทอเรียหายไปได้อย่างไร ซึ่งก็ยากเอาการเพราะดูจากการเคลื่อนย้ายตำแหน่งของสิ่งประหลาดนี้ช่างรวดเร็วยิ่งนักมันสามารถเคลื่อนที่จากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่ง ที่ใดก็ได้ในระยะขอเพียงแค่ที่ตรงนั้นมีเงาอยู่ ดังนั้นจึงเป็นการเสี่ยงมากหากทำให้มันรู้ตัวว่ามีประตูมิติอยู่ที่เมืองประกายเงิน

            

            เทียนคงใช้เวลาอยู่นานในการล่อหลอกสิ่งประหลาด โดยการสร้างภาพโฮโลแกรมจากจิ๋วหลิ๋วที่รวตัวกันในบริเวณที่วิคทอเรียจะเดินผ่านจากนั้นจึงให้วิคทอเรียใช้ความเร็วสูงสุดในการเปลี่ยนทิศทางเพื่อให้พ้นมุมมองของสิ่งประหลาดแต่ในระหว่างที่เทียนคงกำลังใช้สมาธิอย่างมหาศาลกับการรับรู้และวิเคราะห์ข้อมูลภายในหัวทำให้เขาไม่สามารถรับข้อมูลตรงหน้าได้อีก และนี่เองก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เทียนคงรับรู้เรื่องของตนเองนั่นก็คือ ขีดจำกัดในการรับรู้ข้อมูลในระดับพลังของตนเองปัจจุบัน

            

            “หากท่านทั้งสอง ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆแล้ว เช่นนั้นรบกวนหลีกทางให้ข้าด้วย .... แม้พวกท่านจะเป็นผู้สูงศักดิ์แต่ก็ไม่สามารถขัดขวางการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ได้ จริงหรือไม่ องค์รักษ์โจว”ซุนจือหลิน เดินตรงเข้าหาสองสาวงามอย่างไม่เกรงกลัวจากนั้นจึงหันไปพูดกับคุณหนูโจว ที่กำลังแสดงสีหน้ากระอักกระอวนยิ่งเพราะสิ่งที่ซุนจือหลินกล่าวล้วนถูกต้องและนางเองก็ดำเนินงานในฐานะเจ้าหน้าที่คนหนึ่งแบบเดียวกันกับซุนจือหลินเลยแต่นางก็ไม่ต้องการให้เทียนคงต้องถูกจับกุม จึงไม่ทราบว่าทำตัวเช่นไรดี

            

            “เจ้าหนุ่ม ...ข้าว่าเจ้าสบายใจเกินไปหน่อยแล้ว แม้ข้าจะช่วยยืนยันความบริสุทธ์ให้เจ้าได้แต่ก็ไม่สามารถขัดขวางการจับกุมได้หรอกนะ ...และข้าเองก็ขี้เกียจไปเป็นพยานให้เจ้าด้วย ..... นี่เจ้าฟังข้าอยู่หรือไม่เนี่ย... เจ้าหนุ่ม .....”โจวเฟิงฟังที่ซุนจือหลินอธิบายเมื่อครู่ก็พยักหน้าเข้าใจเป็นระยะและเห็นด้วยกับทุกเหตุผลพร้อมกับแสดงความชื่นชมเฉินฮ่าวหลาน ที่สามารถมองเอกลักษณ์ของหลิวเยี่ยนเฟยออกทำให้เขารับรู้ได้ทันทีว่า เฉินฮ่าวหลานผู้นี้มีพรสวรรค์ด้านการตีอาวุธเป็นเลิศแต่เขาก็ได้เป็นสักขีพยานในเหตุการณ์เมื่อครู่ที่อาวุธระดับจิตวิญญานที่หลิวเยี่ยนเฟยสถิตอยู่ ได้แสดงความสามารถของมันต่อเทียนคงและตัวเขามาแล้วดังนั้นแล้ว สิ่งที่เทียนคงกล่าวว่า เขาเป็นศิษย์ของหลิวเยี่ยนเฟยจึงเป็นเรื่องเชื่อถือได้ เพราะหากไม่ใช่ลูกหลานหรือศิษย์รักมีหรือหลิวเยี่ยนเฟยจะผูกจิตวิญญานของเขาไว้กับคนผู้นั้น ...แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องส่วนตัว ที่หากเทียนคงไม่ต้องการเปิดเผยย่อมไม่มีหลักฐานใดแล้วที่จะยืนยันความเป็นศิษย์อาจารย์ระหว่างเขากับหลิวเยี่ยนเฟย...

    คล้ายกับเรื่องTHE ONE ที่คุณอ่าน