คำว่า ‘ท่านดยุกซู’ ทำให้ซูหนานจิ่นรู้สึกเจ็บแปลบในใจ เมื่อก่อนลั่วลั่วเคยเรียกเขาว่า ‘ท่านพ่อ’ มาตลอด
แต่เขาก็ไม่ได้โทษซูลั่ว “คือ...ท่านพ่อได้ยินว่าตอนฝึกทหารเธอทำผลงานได้ดีมาก แม้ว่าเธอจะออกจากตระกูลซูไปแล้ว แต่ถ้ามีอะไรให้ช่วย พวกเราก็ยินดีจะช่วยเธอเสมอ กลับมาบ้านสิ พวกเราจะได้พูดคุยแนะนำกันได้”
ซูลั่วฟังแล้วก็เข้าใจทันที นี่คงเป็นเพราะเห็นว่าเธอทำผลงานตอนฝึกทหารได้ดีจนเข้าตา ได้อันดับหนึ่ง ท่านดยุกซูในฐานะตัวแทนของคนเบื้องบนเลยคิดจะมาชวนเธอไปเป็นพวกก่อนงั้นเหรอ?
ถ้าอย่างนั้น ท่านดยุกซูอยู่ฝ่ายองค์รัชทายาท หรือฝ่ายองค์ชายเก้ากันแน่?
ไม่สิ เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญเลย ที่สำคัญคือซูลั่วจะต้องเอาของที่ท่านอาจารย์มอบให้เธอกลับคืนมาจากซูเสี่ยวซีให้ได้!
ตอนที่ซูหนานจิ่นคิดว่าคงต้องเกลี้ยกล่อมเธออีกสักหน่อย เขาก็ได้ยินซูลั่วพูดว่า “ค่ะ คืนนี้ฉันจะกลับไปบ้านตระกูลซูกับพี่”
ซูหนานจิ่นดีใจมาก เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่จริงเขากังวลอยู่ว่าลั่วลั่วจะปฏิเสธไม่ยอมกลับบ้าน
บนยานบินระหว่างทางกลับตระกูลซู ซูหนานจิ่นพูดขึ้นว่า “ลั่วลั่ว แม่ของพี่...เธอก็รู้จักท่านดี ท่านเป็นคนหูเบา พี่ก็ไม่รู้ว่าเสี่ยวซีไปพูดอะไรให้ท่านฟังบ้าง เอาเป็นว่าเดี๋ยวถ้าไปถึงแล้ว หากท่านเผลอพูดอะไรไม่ดีออกมา เธอก็อย่าไปใส่ใจเลยนะ”
ตอนนั้นซูลั่วกำลังก้มหน้าอ่านข้อความบนสมองกล เพราะในที่สุดท่านอาจารย์ก็ตอบกลับมา เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นเลยสักนิด “คนที่ชวนฉันกลับไปกินข้าวคือท่านดยุกซู ไม่ใช่คุณนายสักหน่อย”
พอเห็นซูลั่วเย็นชากับแม่ของเขาแบบนี้ ซูหนานจิ่นก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง
ซูลั่วรู้ดีว่าซูหนานจิ่นคงลำบากใจ แต่เธอไม่คิดจะพูดอะไร ฝั่งนั้นคือแม่แท้ ๆ กับน้องสาวแท้ ๆ ของเขา ส่วนเธอเป็นแค่คนนอก ไม่มีสิทธิ์พูดอะไรทั้งนั้น
เพราะตั้งแต่วินาทีที่เธอถูกบีบให้ออกจากตระกูลซู เธอก็รู้ตัวดีว่าเธอเป็นแค่คนนอก
บางครั้งซูลั่วก็รู้ตัวว่าเธอเย็นชามากเกินไป แต่เธออยู่ตัวคนเดียว ก็มีแค่ความเย็นชานี้เท่านั้นที่จะปกป้องตัวเองได้ดีที่สุด
บรรยากาศภายในยานบินเงียบจนอึดอัด ซูหนานจิ่นจึงตัดสินใจหาเรื่องคุย เขาไม่ชินกับบรรยากาศที่ตึงเครียดระหว่างเขากับลั่วลั่วแบบนี้ จู่ ๆ ก็นึกถึงเรื่องที่ได้ยินมาจากกองบัญชาการทหารวันนี้ขึ้นมา เขาเลยพูดว่า “จริงสิ ลั่วลั่ว ช่วงนี้เธออย่าเพิ่งเดินทางออกจากดาวอัลฟ่าจะดีกว่านะ ได้ข่าวว่าพวกกบฏที่เงียบหายไปนาน เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งแล้ว”
ที่เรียกว่ากองทัพกบฏ ก็คือกองยานอวกาศที่แยกตัวออกจากดาวอัลฟ่าเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน
หลังจากแยกตัวออกไป พวกเขาก็ค่อย ๆ สร้างกองกำลังจนแข็งแกร่งขึ้น สุดท้ายก็เริ่มออกปล้นดาวเคราะห์ดวงอื่น ถึงขั้นสังหารล้างบางคนบนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง!
แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หลังจากนั้นพวกเขาก็หายตัวไปแบบไร้ร่องรอย
มีคนคาดเดาว่า กองทัพกบฏกลุ่มนี้น่าจะโชคร้าย บังเอิญเจอกับหลุมดำ ยานอวกาศเลยถูกทำลายจนหมด
แต่ล่าสุดมีข่าวว่าพวกเขาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง แถมยังโจมตีดาวเคราะห์บริวารดวงหนึ่งของดาวอัลฟ่าด้วย!
ซูลั่วฟังแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ปกติเธอก็ไม่ค่อยได้ออกจากดาวอัลฟ่าอยู่แล้ว อย่างมากก็แค่ช่วงปิดเทอมฤดูหนาว ที่จะกลับไปเยี่ยมคุณย่าผู้อำนวยการและน้อง ๆ ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าบนดาวเว่ยหมิง เพื่อฉลองปีใหม่ด้วยกัน
หลังจากคุยกันเสร็จ ยานบินก็จอดลงที่หน้าคฤหาสน์ของดยุกซู
พอต้องมองสถานที่ที่เคยอาศัยอยู่มาหลายปี สีหน้าของซูลั่วก็ยังคงนิ่งเฉย เธอเดินเข้าไปข้างใน
ซูหนานจิ่นอธิบายว่า “ลั่วลั่ว ท่านพ่อติดธุระราชการ จะกลับมาช้าหน่อย เธอไปพักผ่อนที่ห้องเดิมก่อนก็ได้นะ”
“แล้วซูเสี่ยวซีล่ะคะ?”
“เธอออกไปดื่มชากับคุณแม่ข้างนอกน่ะ”
สิ่งที่ซูหนานจิ่นไม่ได้บอกก็คือ คนที่ไปดื่มชากับแม่และเสี่ยวซีก็คือคุณนายเจียง แม่ของเจียงเฉินนั่นเอง
เขากลัวว่าซูลั่วจะกังวลหรือเสียใจ เลยไม่ได้เล่ารายละเอียด
จริง ๆ แล้ว ถ้าซูหนานจิ่นรู้ว่าเจียงเฉินถูกทีมของซูลั่วซัดน่วมตอนฝึกทหาร เขาก็คงจะไม่กังวลเรื่องนี้เลย
พูดอีกอย่างก็คือ ตอนนี้ที่บ้านตระกูลซูไม่มีใครอยู่เลย ซูลั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอรู้สึกเหมือนชกไปโดนอากาศ
พอซูลั่วเดินเข้าไปในบ้าน และเห็นว่าห้องเดิมที่เธอเคยอยู่ ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยข้าวของสีแดงกองสุมอยู่ เธอได้แต่ยืนนิ่ง ไม่พูดอะไร
ซูหนานจิ่นเห็นแบบนั้นก็เบิกตากว้าง “ลั่วลั่ว พี่ไม่รู้เลยว่าพวกเขาเอาของเตรียมงานแต่งงานของเสี่ยวซีมากองไว้ในห้องของเธอ!”
อารมณ์ของซูลั่วกลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด...แต่นั่นยิ่งทำให้เธอตัดใจได้มากยิ่งขึ้น
อย่างที่องค์ราชินีสือหลานเคยบอกไว้ เธอไม่ได้คาดหวังอะไรจากคุณนายซูหรือพวกเขาอีกแล้ว ดังนั้นในใจก็เลยอาจจะไม่ได้รู้สึกผิดหวังขนาดนั้น
เธอหันหลัง แล้วเดินตรงไปยังห้องของซูเสี่ยวซี
ซูหนานจิ่นชะงัก “ลั่วลั่ว เธอจะทำอะไร?”
“สบายใจได้ค่ะ ฉันแค่มาเอาของของฉันคืน จะไม่แตะต้องของอื่นในบ้านตระกูลซูสักชิ้นเดียว”
ซูหนานจิ่นได้ยินแบบนั้น ก็ได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ซูเสี่ยวซีเดินตามหลังคุณนายซูมาอย่างเงียบ ๆ สีหน้าของเธอดูแย่มาก
เพราะเมื่อครู่นี้เอง ตอนที่เธอกับคุณแม่ไปดื่มชากับคุณนายเจียง คุณนายเจียงได้เสนอให้เลื่อนงานแต่งงานของพวกเขาออกไปก่อน
ข้ออ้างของคุณนายเจียงก็คือ ‘ตอนนี้เพิ่งจะผ่านครึ่งเทอมไป อาจจะกระทบการเรียนของอาเฉินได้ อีกอย่างเสี่ยวซีก็กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยจักรวรรดิอยู่ ไม่ควรจะไปรบกวนการเตรียมตัวสอบของเธอ’
ดังนั้น งานแต่งงานของเด็กทั้งสองเลยขอเลื่อนออกไปอีกพักใหญ่ ๆ รอให้เสี่ยวซีสอบเสร็จ รอให้อาเฉินสอบปลายภาคเสร็จ พอดีกับช่วงปิดเทอม แล้วค่อยจัดงานแต่งงานให้!
นี่มันไม่ใช่แค่การเลื่อนไปครึ่งปีธรรมดา ๆ ซะเมื่อไหร่?
นี่มันเป็นเพราะตระกูลเจียงกลัวว่า เมื่อถึงเวลาจริง ๆ แล้วซูเสี่ยวซีจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยจักรวรรดิไม่ติดต่างหาก!
จะว่าไป ตระกูลเจียงนี่ก็แปลก ตอนแรกก็รังเกียจซูลั่วเพราะอีกฝ่ายเป็นแค่ลูกบุญธรรม ไม่ใช่คุณหนูตัวจริง
ตอนนี้กลับมารังเกียจซูเสี่ยวซีอีก คิดว่าเธอไม่มีความสามารถอะไร ระดับการกลายร่างก็ต่ำ ไม่คู่ควรกับเจียงเฉินของพวกเขาเลย!
ซูเสี่ยวซีขอบตาแดง ทำแบบนี้ได้ยังไงกัน!
เธอยอมอยู่เป็นเพื่อนเจียงเฉินตลอดช่วงที่เขาตกต่ำที่สุดเลยนะ!
คุณนายซูยังไม่เข้าใจสถานการณ์ เธอปลอบลูกสาวว่า “พวกเขาก็พูดถูกนะ เลื่อนก็เลื่อนสิ อีกอย่างลูกก็จะได้ตั้งใจเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยจักรวรรดิด้วย ไม่ใช่เหรอ?”
“ค่ะ” ซูเสี่ยวซีรู้ตัวดีว่า การที่เธอจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยจักรวรรดินั้น มันยากมาก!
ตอนเด็ก ๆ เธอก็ไม่ได้ตั้งใจเรียน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าระดับการกลายร่างของเธอก็ต่ำ พลังจิตก็ต่ำ
จะไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยจักรวรรดิได้ยังไง?
ยิ่งไปกว่านั้น ซูเสี่ยวซียังกลัวมาก กลัวว่าเจียงเฉินจะเสียใจทีหลัง แล้วกลับไปคืนดีกับซูลั่ว แล้วเธอจะทำยังไง!
เพราะตอนนี้คนทั้งคู่ต่างก็อยู่ที่มหาวิทยาลัยจักรวรรดิ ซูลั่วอาจจะอาศัยความได้เปรียบที่อยู่ใกล้ชิงตัดหน้าไปก็ได้!
สองแม่ลูกเพิ่งจะก้าวเข้าบ้านมา ท่านดยุกซูก็กลับมาถึงพอดี
ท่านดยุกซูถอดเสื้อคลุมนอกออก ส่งให้คนรับใช้ แล้วมองไปรอบ ๆ “ลั่วลั่วล่ะ?”
ปกติซูเสี่ยวซีก็หดหู่อยู่แล้ว พอได้ยินชื่อซูลั่ว เธอก็มีอาการเหมือนคนเป็น PTSD ตื่นตระหนกขึ้นมาทันที “ซูลั่วมาเหรอคะ?!”
“ใช่ ฉันมาแล้ว”
ซูลั่วค่อย ๆ เดินลงมาจากชั้นบน และในมือของเธอก็กำลังถือกล่องโลหะขนาดเท่าฝ่ามือกล่องหนึ่ง
บนกล่องโลหะนั้น มีสัญลักษณ์เฉพาะตัวของท่านอาจารย์ของซูลั่ว เป็นตราประทับรูปเปลวไฟ
ซูเสี่ยวซีเห็นกล่องนั้น ก็กรีดร้องขึ้นมาทันที “ซูลั่วเธอกล้าดียังไงมาขโมยของของฉัน!”