เสียงลมเหนือกำแพงเมืองเทียนหลิง…เย็นกว่าทุกคืน
แต่คืนนี้—
ไม่มีใครสนใจความหนาว
เพราะทั้งเมืองกำลัง “เดือด”
ข่าวเรื่องศึกชิงอันดับหนึ่งแพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
จากลานประลองกลางเมือง
สู่โรงสุรา
สู่ตลาดมืด
สู่คฤหาสน์ตระกูลใหญ่
แม้แต่พ่อค้าริมถนนยังหยุดขายของเพื่อเล่าเรื่องเดียวกัน
“ฮั่วเจินแพ้แล้ว…”
“เด็กสำนักกระบี่ฟ้าครามชนะจริงหรือ?”
“ข้าเห็นกับตา!”
“ไม่ใช่แค่ชนะ…แต่ฝืนสู้กับราชันเพลิงจนถึงกระบี่สุดท้าย!”
“หรือข่าวลือเรื่องวิชามารจะจริง…”
เสียงพูดคุยดังไปทั่วเมือง
ชื่อของ “หลินเสี่ยวชวน”
กลายเป็นชื่อที่ไม่มีใครไม่รู้จักในชั่วข้ามคืน
บางคนชื่นชม
บางคนหวาดกลัว
บางคนอิจฉา
และบางคน…
เริ่มคิดจะฆ่าเขาแล้วจริง ๆ
━━━━━━━━━━━━━━━
ค่ำคืนหลังศึก
ภายในตำหนักรักษาของสำนักกระบี่ฟ้าคราม
กลิ่นโอสถเข้มข้นลอยอบอวลไปทั่วห้อง
เสียงเดือดของหม้อยา
เสียงไฟจากเตาหลอม
เสียงศิษย์เดินวุ่นวาย
ทุกคนกำลังรักษาคนเจ็บจากศึกวันนี้
แต่ห้องด้านในสุด—
กลับเงียบกว่าที่อื่น
เสี่ยวชวนนั่งอยู่บนเตียงไม้
ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล
แขนซ้ายยังพันผ้าแน่น
เลือดซึมออกมาไม่หยุด
ลมหายใจหนัก
ใบหน้าซีด
แต่ดวงตา—
ยังนิ่งเหมือนเดิม
หลิงเปากำลังบดโอสถอยู่ข้างเตียง
นางไม่พูดอะไรมานานแล้ว
เพราะตั้งแต่เข้ามาเห็นสภาพเสี่ยวชวน—
นางก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
เขาแทบตาย
คนทั้งเมืองอาจเห็นเพียง “ชัยชนะ”
แต่คนที่อยู่ใกล้ที่สุด—
จะเห็นราคาของมันเสมอ
“เจ็บไหม?”
หลิงเปาถามเบา ๆ
เสี่ยวชวนยิ้มบาง
“คำถามนี้…ช้าไปหรือไม่”
นางชะงักเล็กน้อย
ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ยังพูดเล่นได้อีก”
นางค่อย ๆ ทายาลงบนแผลที่ไหล่เขา
มือของนางเบามาก
เบาจนเหมือนกลัวว่า—
หากออกแรงมากกว่านี้อีกนิด
เด็กหนุ่มตรงหน้าจะพังลงจริง ๆ
เงียบไปพักหนึ่ง
หลิงเปาจึงพูดขึ้นอีกครั้ง
“วันนี้…”
“เจ้าทำให้คนทั้งเมืองเปลี่ยนไป”
เสี่ยวชวนมองเปลวไฟจากตะเกียงเงียบ ๆ
“ข้าไม่ได้อยากเปลี่ยนอะไร”
“แต่โลกนี้ไม่ถามหรอกว่าเจ้าอยากไหม”
หลิงเปาตอบเบา ๆ
“เมื่อเจ้าแข็งแกร่งพอ…”
“ทุกคนจะเริ่มมองเจ้าเอง”
นางหยุดไปชั่วครู่
ก่อนกล่าวต่อช้า ๆ
“แล้วเมื่อคนเริ่มมอง…”
“ก็จะมีทั้งคนที่อยากดึงเจ้าไว้”
“และคนที่อยากให้เจ้าหายไป”
เสี่ยวชวนเงียบ
เพราะเขารู้ดี—
มันเริ่มขึ้นแล้วจริง ๆ
━━━━━━━━━━━━━━━
อีกด้านหนึ่งของเมือง
คฤหาสน์ตระกูลจ้าว
ภายในห้องประชุมเงียบสนิท
จ้าวหรงยืนก้มหน้าอยู่กลางห้อง
สีหน้าไม่น่ามองนัก
ตรงหน้าเขา—
จ้าวเทียนหลงกำลังนั่งจิบชาเงียบ ๆ
ยิ่งเงียบ—
ยิ่งกดดัน
“เจ้าประเมินเขาต่ำเกินไป”
ประมุขตระกูลจ้าวกล่าวเรียบ ๆ
จ้าวหรงกัดฟัน
“ข้าไม่คิดว่าเขาจะชนะฮั่วเจินได้…”
“ไม่”
จ้าวเทียนหลงวางจอกชาลงช้า ๆ
“สิ่งที่เจ้าพลาด…”
“ไม่ใช่พลัง”
เขาเงยหน้าขึ้น
ดวงตาคมเย็นจนเหมือนน้ำแข็ง
“แต่คือหัวใจของมัน”
“เด็กคนนี้…”
“พร้อมเดิมพันชีวิตจริง ๆ”
ห้องทั้งห้องเงียบลง
จ้าวหรงกำหมัดแน่น
“งั้นจะปล่อยไว้หรือ?”
จ้าวเทียนหลงยิ้มบาง ๆ
“ปล่อย?”
“ตอนนี้ทั้งแคว้นเริ่มจับตาเขาแล้ว”
“ถ้าเขาตายตอนนี้…”
“คนแรกที่ถูกสงสัยก็คือตระกูลจ้าว”
เขาหยุดเล็กน้อย
“แต่…”
“ถ้าปล่อยให้โตต่อไป…”
แววตาเขาค่อย ๆ เย็นลง
“วันหนึ่ง”
“มันอาจกลายเป็นหายนะจริง ๆ”
จ้าวลู่เอ๋อร์ที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้างค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
“ท่านพ่อ”
“ท่านคิดว่าเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน?”
จ้าวเทียนหลงมองออกไปนอกหน้าต่าง
สายลมพัดม่านสีทองปลิวเบา ๆ
“ถ้าไม่ตายกลางทาง…”
เขาพูดช้า ๆ
“เด็กคนนี้…”
“อาจออกไปไกลกว่านครเทียนหลิง”
━━━━━━━━━━━━━━━
ในคืนเดียวกัน
หอคอยเพลิงสุริยัน
ฮั่วเจินกำลังนั่งอยู่ลำพัง
บนพื้นข้างกาย—
มีกระบี่ปักอยู่
เปลวไฟรอบห้องลุกไหวช้า ๆ
แต่ดวงตาของเขา…
กลับสงบนิ่งอย่างประหลาด
เสียงฝีเท้าดังขึ้น
ประมุขสำนักเพลิงสุริยันเดินเข้ามา
“ยังคิดเรื่องศึกอยู่หรือ?”
ฮั่วเจินยิ้มบาง
“นิดหน่อย”
“เสียใจที่แพ้?”
ฮั่วเจินเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนส่ายหน้า
“ไม่”
เขามองฝ่ามือตัวเอง
“ข้าแค่เพิ่งเข้าใจ…”
“ว่าบนโลกนี้”
“ยังมีคนแบบนั้นอยู่”
ประมุขสำนักมองศิษย์อันดับหนึ่งเงียบ ๆ
“เจ้าคิดว่าเขาแข็งแกร่งกว่าเจ้าหรือ?”
ฮั่วเจินหัวเราะเบา ๆ
“ตอนนี้?”
“อาจยังไม่”
เขาหยุดไปชั่วครู่
“แต่สิ่งที่น่ากลัว…”
“คือเขายังไม่สุดทาง”
เปลวไฟสะท้อนในดวงตาของราชันเพลิง
“ข้ารู้สึกได้”
“ตอนท้ายศึก…”
“เขากำลังต่อสู้กับบางอย่างในตัวเองด้วย”
ห้องเงียบลงช้า ๆ
ประมุขสำนักเพลิงสุริยันหรี่ตา
“เจ้ารู้สึกเหมือนกันหรือ…”
ฮั่วเจินพยักหน้าเบา ๆ
“พลังนั้น…”
“อันตรายมาก”
เขาหลับตาลง
ก่อนพูดช้า ๆ
“แต่ต่อให้เป็นแบบนั้น…”
มุมปากเขาค่อย ๆ ยกขึ้น
“ข้าก็ยังอยากสู้กับเขาอีกครั้ง”
━━━━━━━━━━━━━━━
สำนักภูผาทมิฬ
เสียงหัวเราะลั่นดังสะเทือนทั้งลานหิน
เหยียนตงกำลังดื่มสุราอย่างบ้าคลั่ง
แขนข้างหนึ่งยังพันผ้า
ร่างเต็มไปด้วยรอยแผล
แต่เขากลับหัวเราะอย่างมีความสุขที่สุดในรอบหลายปี
“สะใจโว้ย!”
ศิษย์รอบข้างมองหน้ากันไปมา
เพราะตั้งแต่เหยียนตงแพ้—
แทนที่จะอารมณ์เสีย
เขากลับอารมณ์ดีขึ้นกว่าเดิมอีก
“ข้าไม่ได้เจอคนแบบนี้มานานแล้ว!”
เขากระแทกไหสุราลงพื้นดังปัง
“ไอ้บ้านั่น…”
“กระดูกแตกแล้วยังยืนได้!”
เหยียนตงหัวเราะจนไหล่สั่น
“แม่งบ้ากว่าข้าอีก!”
ศิษย์หลายคนได้แต่เงียบ
เพราะทุกคนรู้—
หากเหยียนตงยอมรับใครสักคน
แปลว่าคนนั้น “ของจริง”
━━━━━━━━━━━━━━━
ส่วนเฟิงลั่ว…
หายไปแล้ว
ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปไหน
เหมือนสายลมที่มาแล้วก็หาย
แต่ก่อนจากไป—
เขาทิ้งมีดสั้นเล่มหนึ่งไว้บนกำแพงเมือง
พร้อมข้อความสั้น ๆ
“ครั้งหน้า…”
“อย่าตายก่อนเจอข้าอีก”
━━━━━━━━━━━━━━━
หลายวันต่อมา
ข่าวลือเริ่มลุกลามออกจากนครเทียนหลิง
สำนักต่างเมืองเริ่มส่งคนมาสืบข่าว
ตระกูลใหญ่เริ่มถามหา “หลินเสี่ยวชวน”
แม้แต่สำนักระดับสูงของแคว้น—
ยังเริ่มสนใจชื่อเดียวกันนี้
“เด็กที่ชนะฮั่วเจิน?”
“เด็กที่ใช้กระบี่สามครั้งจบศึก?”
“เด็กที่มีข่าวลือเรื่องวิญญาณมาร?”
ชื่อของเขา…
เริ่มเดินทางไปไกลกว่าเจ้าตัวแล้ว
━━━━━━━━━━━━━━━
ค่ำคืนหนึ่ง
เสี่ยวชวนยืนอยู่บนกำแพงสูงของเมืองเทียนหลิง
ลมแรงมาก
แสงไฟทั้งเมืองส่องสว่างอยู่เบื้องล่าง
เขาได้ยินเสียงผู้คนพูดถึงตัวเองตลอดทางที่เดินมา
บางคนเรียกเขาว่าอัจฉริยะ
บางคนเรียกสัตว์ประหลาด
บางคนเรียกปีศาจ
แต่ไม่มีชื่อไหนทำให้เขารู้สึกอะไรนัก
ในมือเขา—
กระบี่คราสฟ้าสะท้อนแสงจันทร์เย็นเยียบ
เซวียนซาหัวเราะเบา ๆ ในจิตสำนึก
“เป็นอย่างไร…”
“โด่งดังสมใจหรือยัง”
เสี่ยวชวนเงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนตอบช้า ๆ
“ข้าไม่เคยอยากโด่งดัง”
“แต่เจ้าเลือกเส้นทางนี้เอง”
เสียงของเซวียนซาดังแผ่ว
“เส้นทางของผู้แข็งแกร่ง…”
“ไม่มีวันเงียบสงบหรอก”
เสี่ยวชวนมองเมืองตรงหน้า
ผู้คนมากมายยังไม่หลับ
นครเทียนหลิงยังคงคึกคัก
และทุกแห่ง…
กำลังพูดถึงชื่อเดียวกัน
“หลินเสี่ยวชวน”
แต่สีหน้าของเขา—
กลับไม่ได้มีความสุขเท่าไร
เพราะเขารู้ดี
ตั้งแต่วินาทีที่ชนะฮั่วเจิน
ชีวิตที่สงบ…
จะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว
สายลมพัดผ่านกำแพงสูงอีกครั้ง
ชายชุดดำยืนอยู่ใต้แสงจันทร์เงียบ ๆ
ราวกับเงาของดาบเล่มหนึ่ง
ดาบที่เพิ่งเริ่มถูกชักออกจากฝักเท่านั้น
และในค่ำคืนเดียวกันนั้นเอง—
ณ ดินแดนอันไกลโพ้นนอกนครเทียนหลิง
ชายชราชุดดำผู้หนึ่งค่อย ๆ ลืมตาขึ้นกลางถ้ำมืด
เปลวไฟวิญญาณสีฟ้าลอยวนรอบตัวเขา
เบื้องหน้า—
มีหยกสื่อสารแตกสลายช้า ๆ
บนเศษหยก…
ปรากฏชื่อหนึ่ง
“หลินเสี่ยวชวน”
ชายชราหรี่ตา
ก่อนหัวเราะเสียงแหบต่ำ
“ในที่สุด…”
“สายเลือดนั่นก็ปรากฏอีกครั้ง”
เปลวไฟรอบถ้ำลุกฮือทันที
ราวกับบางสิ่งที่หลับใหลมานาน…
กำลังจะตื่นขึ้น
━━━━━━━━━━━━━━━
นับจากวันนี้—
ชื่อของหลินเสี่ยวชวน
จะไม่ใช่เพียงอัจฉริยะของสำนักกระบี่ฟ้าคราม
แต่คือดาวรุ่งผู้สั่นสะเทือนทั้งแคว้น
บัดนี้แคว้นทั้งห้าจะได้ยินชื่อเสียงของหลินเสี่ยวชวนผ่านหูกันบ้างแล้ว
แคว้นใหญ่ทั้งห้ามีดังนี้ หนึ่งแคว้นสุริยันชาดซึ่งเป็นแคว้นที่เสี่ยวชวนอยู่อาศัย
สองแคว้นเหมันต์นิรันดร์
สามแคว้นทมิฬอสูร
สี่แคว้นหมื่นโอสถ
ห้าแคว้นดาราสวรรค์
แต่ละแคว้นมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปแคว้นสุริยันชาดที่เสี่ยวชวนอาศัยเมืองหลวงคือนครหลวงหยางเทียน
แต่เสี่ยวชวนอยู่ที่นครเทียนหลิง
แคว้นนี้เด่นในด้านแข็งแกร่งด้าน “สำนัก”
มีการแข่งขันผู้ฝึกตนดุเดือด
ระบบชนชั้นเข้มข้น
ตระกูลใหญ่ครองอำนาจ ไม่มีระบบจักรพรรดิหรือราชันย์
หลินเสี่ยวชวนกลับมาบ้านหลังน้อยของตนเพื่อพบกับหลินเยว่
นางจ้องมองเขาที่เต็มไปด้วยบาดแผลด้วยน้ำตาคลอ
“พี่ชวน เจ็บมากหรือไม่?”
“ไม่เลยสักนิด”
“ตอนนี้ข้าคืออันดับหนึ่งรุ่นเยาว์ของนครเทียนหลิงแล้ว ต่อไปจะไม่มีใครมารังแกพวกเราได้อีก”
“พี่เก่งมาก… เก่งมาตลอด… เก่งมากจริงๆ แต่หลังจากนี้ รับปากข้า ว่าห้ามเสี่ยงอันตรายแบบนี้อีก….”
“…..”เสี่ยวชวนไม่ตอบ เขาทำเพียงหลับตาลงและเดินไปกอดน้องสาวอย่างแผ่วเบา
“หลับเสียเถิด เจ้าเหนื่อยแล้ว….”