ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 170 เดินทางข้ามมิติ
ร่างวิญญาณโปร่งแสงค่อยๆ เคลื่อนตัวไปยังห้องทำงานของมาคัส เขาเลือกยืนรออยู่ภายในห้อง คอยให้มาคัสจัดการทุกอย่างช่วงเช้าให้เสร็จก่อนจึงค่อยพูดคุยกัน
ร่างวิญญาณค่อยๆ ควบรวมสสารจนเป็นมวลหนาแน่น ปรากฏกายอยู่ในร่างสีขาวจางๆ เหมือนผ้าป่านผืนบางที่มองทะลุไปถึงด้านหลัง
เมื่อมาคัสเปิดประตูห้องเข้ามา ก็พบร่างสีขาวโปร่งแสงยืนหันหลังจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง
หัวหน้าตระกูลพีไรซ์ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบประสานมือค้อมตัวลง “ยินดีที่ได้พบบรรพบุรุษ!”
จินรอคอยอีกฝ่ายอยู่นานแล้ว และเมื่อสัมผัสได้ว่าชายชรากำลังจะมาถึงเขาก็ควบแน่นร่างวิญญาณทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายตกใจมากจนเกินไป
จินขออภัยอีกฝ่ายที่ตนถือวิสาสะเข้ามาก่อนจะพูดคุยเข้าเรื่องที่ตนต้องมาในวันนี้
ไม่ว่าจะเป็นจินหรือหัวหน้าตระกูล ทั้งคู่ล้วนเข้าใจความร้ายแรงของเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นดี ฉะนั้นมาคัสจึงรับรู้อย่างรวดเร็วว่าจินต้องการอะไร
มาคัสได้รับปากว่าตนจะประสานงานสอบถามผู้อาวุโสเหลียงจงถึงข่าวคราวเรื่องนี้มาให้แน่ชัด หากสามารถคาดคะเนจำนวนที่แน่นอนของสมาชิกที่ต้องออกไป พวกเขาก็น่าจะวางตัวกลุ่มคนที่เหมาะสมไว้ได้ก่อน
นั่นคือสิ่งที่จินต้องการ หากเขาต้องเดินทางไปต่างมิติจริงๆ การรับรู้เรื่องราวบนโลกจะถูกตัดขาด เขาจำเป็นต้องวางแผนให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นกับลูกหลานของตนเอง
เมื่อมาคัสรับปาก จินก็จากไป ก่อนที่เวลาจะผ่านไปอีกสองถึงสามวัน ตอนนี้จินได้กลับมาที่ห้องของมาคัสอีกครั้ง
“เช่นนั้นคนที่จะต้องไปในครั้งนี้ก็คือเมลิก มาดิออส มาร์ล คาลอส และเคฟลิน?” จินที่ฟังคำพูดของหัวหน้าตระกูลพีไรซ์ก็พยักหน้าช้าๆ ให้กับการตัดสินใจของอีกฝ่าย
นี่เป็นการเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว คนเหล่านี้ล้วนเป็นกำลังหลักของตระกูล ด้วยประสบการณ์และความแข็งแกร่งของทุกคน หากเป็นพวกเขาความน่าเป็นห่วงจะลดลงมาก
รวมถึงภาระหน้าที่ของแต่ละคนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของตระกูล อย่างน้อยที่สุดก็มีคนที่สามารถเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนกลุ่มคนที่ออกไปได้ อาทิ เมลิกที่เป็นรองหัวหน้าตระกูล ช่วยประสานงานและแบ่งเบาภาระของหัวหน้าตระกูลได้ เมื่อไม่มีเขาอยู่ มาคัสอาจจะต้องทำงานหนักขึ้น แต่กิจการต่างๆ ของตระกูลก็ยังดำเนินต่อไปได้
ดังนั้นจินจึงไม่แปลกใจกับการตัดสินใจเลือกของอีกฝ่ายเลย นี่ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่จำเป็นต้องคัดค้าน
“ให้ทุกคนมาที่นี่ ข้าต้องการจะพูดคุยกับพวกเขาเสียหน่อย” จินกล่าวออกเบาๆ แต่มีความหนักแน่นในน้ำเสียงอยู่มาก ให้ความรู้สึกที่จำเป็นจะต้องปฏิบัติตาม
มาคัสรับคำ ประสานมือคารวะก่อนจะบอกข้ารับใช้ให้ไปตามทั้งห้าคนมาเป็นการด่วน
…
ไม่นาน คนที่ถูกเลือกทั้งห้าคนก็มาถึง
“ยินดีที่ได้พบบรรพบุรุษ!” คนทั้งห้าส่งเสียงดังฟังชัด ค้อมหัวลงคารวะร่างโปร่งแสงสีขาวที่อยู่เบื้องหน้า
“ยินดีที่ได้พบพวกเจ้าทุกคนเช่นกัน ดูเหมือนจะมีหลายคนที่ไม่เคยพบข้าเป็นการส่วนตัว…แต่เชื่อเถิดว่าข้าได้เฝ้ามองพวกเจ้าอยู่ห่างๆ เสมอ” ร่างสีขาวกล่าวตอบรับพร้อมกับเผยรอยยิ้ม
“ที่ข้าเรียกพวกเจ้าทุกคนมาพร้อมกันในวันนี้เพราะมีเรื่องที่จำเป็นต้องแจ้ง มาคัสคงบอกพวกเจ้าแล้วเรื่องการเกณฑ์ไพร่พลที่กำลังจะมาถึง และตระกูลของพวกเราก็ไม่อาจรอดพ้น…” จินหยุดพูดไปครู่หนึ่ง กวาดตามองท่าทีของทุกคนก่อนจะกล่าวต่อ
“เรื่องนี้จึงสร้างความหนักใจให้ข้าเป็นอย่างยิ่ง ดูเหมือนเรื่องราวจะซับซ้อนและร้ายแรงกว่าที่คิด การที่พวกเจ้าออกไปในครั้งนี้จึงมีโอกาสที่จะเผชิญอันตรายอยู่มากทีเดียว นั่นทำให้ข้าจำเป็นต้องคิดหาวิธีป้องกันเรื่องไม่คาดฝัน”
“หลังจากวันนี้ ข้าจะต้องเดินทางออกนอกตระกูลอีกครั้งเพื่อตามหาสิ่งที่ใช้รับมือกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ไม่แน่ใจเช่นกันว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ ข้าจึงต้องเตรียมมาตรการเบื้องต้นเอาไว้ก่อน” ร่างโปร่งแสงสีขาวพูดไปเรื่อยๆ ก่อนจะค่อยๆ ยกมือค้างไว้กลางอากาศ
อากาศเบื้องหน้าสั่นไหว เกิดคลื่นทำให้เห็นภาพทุกอย่างพร่ามัว ก่อนจะมีรอยแตกเล็กๆ ปรากฏขึ้น แล้วแหวกออกกลายเป็นประตูมิติขนาดสองเมตร
สมาชิกตระกูลพีไรซ์ทุกคนที่อยู่ภายในห้องต่างก็จับจ้องไปยังภาพที่เห็นด้วยอาการตื่นเต้น หลายคนไม่เคยเห็นประตูมิติเช่นนี้ด้วยซ้ำ นับว่าวันนี้ช่างเปิดหูเปิดตาผู้คนจริงๆ
ประตูมิติสีดำเปิดค้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมีขาข้างหนึ่งก้าวออกมา ตามมาด้วยร่างชายชราผิวซีดในชุดคลุมสีทองดูหรูหรา
พลังงานที่อีกฝ่ายปลดปล่อยออกมาให้ความรู้สึกน่าขยะแขยงและมืดมนแปลกๆ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยพลังอันแข็งแกร่ง จนแม้แต่คาลอสที่มีระดับพลังสูงที่สุดในบรรดาลูกหลานทั้งหมดก็ยังอดรู้สึกเกร็งไม่ได้เมื่อมองไปที่ร่างซีดๆ นี้
เมื่อเห็นทุกคนจับจ้องมายังร่างของชายชราชุดทอง จินก็เปิดปากแนะนำ
“นี่คือหนึ่งในผู้ช่วยของข้าเอง หากข้ากลับมาไม่ทัน ชายชราผู้นี้จะเป็นผู้ที่คอยดูแลพวกเจ้าทั้งห้าคน คอยติดตามพวกเจ้าไปห่างๆ หากมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เขาจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ” จินกวาดสายตามองทุกคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับอธิบายออกมา ก่อนจะหันไปยังซากศพของอดีตผู้อาวุโสสูงสุดตระกูลหวงหลง
“จงจดจำทั้งห้าคนนี้เอาไว้ให้ดี เจ้าต้องติดตามคอยดูแลพวกเขาอยู่ห่างๆ หากมีอันตรายเกิดขึ้น จงรีบลงมือช่วยเหลือทันที เข้าใจหรือไม่?” นอกจากจะอธิบายให้ลูกหลานของตนเองฟังแล้ว เขายังหันไปออกคำสั่งกับซากศพชุดทองด้วย
ซากศพชุดทองรับฟังคำสั่งของจินพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มคนตรงหน้า
ทั้งสองฝั่งต่างจ้องมองซึ่งกันและกัน ซากศพชุดทองจ้องมองคนทั้งห้าเพื่อจดจำรูปลักษณ์และไอพลัง ส่วนสมาชิกตระกูลพีไรซ์ทั้งห้าคนก็แอบมองชายชราชุดทองด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์
เพียงมองครู่เดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องแข็งแกร่งมาก ไม่แปลกที่บรรพบุรุษจะเลือกให้มาติดตามคอยดูแลพวกตน แต่ก็อดรู้สึกแปลกๆ อยู่ภายในใจไม่ได้ยามเมื่อมองไปที่ร่างกายอันขาวซีดไร้เลือดฝาดนั่น
แต่เนื่องจากเป็นการแนะนำของบรรพบุรุษ พวกเขาจึงไม่อาจติดใจสงสัยอะไรได้ บรรพบุรุษจะต้องแน่ใจพอสมควรถึงกล้าไว้วางใจให้อีกฝ่ายมาคอยปกป้องลูกหลานของตนเองเช่นนี้
เมื่อการแนะนำตัวจบลง จินก็พูดคุยกับสมาชิกทั้งห้าและมาคัสอีกครู่หนึ่งก่อนจะสลายการควบแน่น หายตัวไปกลางอากาศ ทิ้งชายชราชุดทองเอาไว้ให้อยู่ภายในห้อง
ทุกคนแยกย้ายกันออกไป รวมถึงชายชราชุดทองเองด้วย เมื่อคนทั้งห้าออกจากประตูห้องไป ตัวมันเองก็พุ่งทะยานจากไปเช่นกัน และซ่อนแอบอยู่ในมุมมืดโดยที่ไม่มีใครสังเกตการคงอยู่ของมันได้เลยยกเว้นก็แต่เหลียนจงและจิน
หลังจากเตรียมการทุกอย่างเอาไว้ บรรพบุรุษอย่างจินก็รู้สึกเบาใจลงไปเปลาะหนึ่ง เหลือเพียงแต่ตัวเขาเท่านั้นว่าจะทำสำเร็จได้ทันเวลาหรือไม่ หากสำเร็จด้วยดี ยามนั้นสิ่งที่หนักใจอยู่จึงจะยกออกไปได้อย่างแท้จริง
ซากศพของผู้อาวุโสสูงสุดตระกูลหวงหลงเป็นเพียงมาตรการเบื้องต้นเท่านั้น ถึงอย่างไรสมาชิกที่ตระกูลพีไรซ์ต้องส่งออกไปมีถึงห้าคนด้วยกัน และไม่แน่ด้วยว่าทุกคนจะได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา บางทีอาจถูกจับแยกเพราะระดับพลังที่แตกต่างก็เป็นได้ ฉะนั้นซากศพชุดทองตนเดียวไม่ทางดูแลทุกคนได้อย่างทั่วถึง
นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่จินจะต้องรีบตามหาผู้คุ้มกันเพิ่มเติม และมาตรฐานที่จินตั้งเอาไว้จะต้องไม่ต่ำกว่าขอบเขตอีโวลระดับที่หนึ่ง หากเป็นอีโวลระดับที่สองหรือระดับสามได้ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ นั่นจึงจะรับประกันความปลอดภัยได้อย่างแท้จริง
ร่างวิญญาณโปร่งแสงลอยกลับมาที่ห้องควบคุมหลักภายในมิติประดิษฐ์ จากนั้นจึงเปิดหน้าต่างระบบแล้วล้วงหยิบก้อนแร่สีแดงออกมาจากช่องเก็บของ
แร่สีแดงสดขนาดใหญ่เปล่งประกายสาดแสงวาววับ เมื่อนำออกมา ร่างวิญญาณก็โยนเข้าไปด้านในแหล่งกักเก็บพลังงานทันที ก่อนที่ศูนย์กลางการควบคุมจะส่งคำสั่งให้ย่อยก้อนแร่ให้กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์
จินแตะลูกแก้วทรงกลมที่กลางห้องเพื่อเปิดหน้าต่างแสดงผลการทำงาน แถบพลังงานสะสมค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยคนในที่สุดก็คงที่
[พลังงานสะสม : 83%]
นั่นคือปริมาณพลังงานคงเหลือทั้งหมดที่มิติประดิษฐ์แห่งนี้มี ก่อนหน้านี้มีการใช้พลังงานเพื่อเดินทางกลับและใช้งานระบบมิติบ้างประปราย พลังงานส่วนหนึ่งจึงพร่องไปบ้าง
จินตรวจสอบความเรียบร้อยภายในตระกูลผ่านหน้าจอแสดงภาพอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเคลื่อนมิติประดิษฐ์ออกนอกเมือง B-24 ไปไกลพอสมควร ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการเดินทางข้ามมิติ จากนั้นจึงป้อนคำสั่งลงไปในตัวควบคุมกลาง
พิกัดพร้อม พลังงานพร้อม เครื่องยนต์กลไกทุกอย่างทำงานได้อย่างสมบูรณ์
จินจำเป็นต้องตรวจสอบระบบทุกอย่างก่อนที่จะดำเนินการเดินทางข้ามมิติ เพราะพื้นที่ที่ต้องเดินทางนั้นอยู่ในระดับที่ลึกเข้าไปอีก ลึกกว่าความว่างเปล่าที่อยู่บนโลกนี้มาก
ในความว่างเปล่าชั้นที่ลึกขึ้นนั้นมีความผันผวนอยู่มาก ไม่ได้เสถียรเหมือนความว่างเปล่าที่ปกคลุมรอบโลกมนุษย์ จะเห็นได้ว่าทุกการเดินทางที่ผ่านมาของจินนั้นราบรื่นเสมอ มีโอกาสน้อยมากๆ ที่จะพบเจออุบัติเหตุใดๆ
แต่กับการเดินทางข้ามมิติ ความเสี่ยงจะสูงมากกว่าเป็นสิบๆ เท่า และบางพื้นที่อาจจะอันตรายยิ่งกว่าความว่างเปล่าบนโลกมนุษย์นับร้อยเท่า จินจึงต้องทำให้แน่ใจว่าไม่มีระบบตรงไหนขัดข้อง สามารถเปิดเกราะพลังงานคอยป้องกันความผันผวนในช่องว่างระหว่างมิติได้อย่างไม่มีปัญหา
[ตั้งค่าพิกัดเป้าหมายเรียบร้อย]
[เปิดระบบเกราะพลังงานแบบครอบคลุมทุกส่วน]
[กำลังสร้างทางเชื่อมไปยังความว่างเปล่าภายนอก โปรดระวังแรงสั่นสะเทือน]
ครืนนน
ท่ามกลางความว่างเปล่าอันมืดมิด มิติประดิษฐ์ขนาดใหญ่พยายามง้างเปิดความว่างเปล่าไปยังชั้นที่ลึกขึ้น รอยแยกเล็กๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า พร้อมกับแรงปะทะที่พุ่งออกมาอัดกระแทกเข้ากับมิติประดิษฐ์ แต่ก็ถูกเกราะพลังงานป้องกันเอาไว้ได้
จินมองไปยังรอยแยกเล็กๆ เบื้องหน้า มีแสงสีแดงลอดออกมาจากภายในพร้อมกับความปั่นป่วนของชั้นบรรยากาศ
แม้จะเป็นเพียงช่องเล็กๆ แต่ความปั่นป่วนของมิติกลับรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง โชคดีที่เกราะพลังงานถูกเปิดครอบคลุมไว้ทั่ว จึงไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก
มิติประดิษฐ์ค่อยๆ ง้างรอยแยกนั้นออกจนมันขยายขนาดใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น แรงกระแทกที่พุ่งเข้าใส่ก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่เกราะพลังงานก็ยังทนไหว
ครืนนน!
ในที่สุดรอยแยกก็ถูกง้างออกจนมีขนาดพอดีกับมิติประดิษฐ์ พลังงานอันรุนแรงพวยพุ่งออกมาจากอีกฟากของความว่างเปล่า ฉากหลังของมันเป็นความวุ่นวายสีแดงดูราวกับลาวาที่ไหลทะลักตลอดเวลา ความปั่นป่วนนี้กระทบกับเกราะพลังงานของมิติประดิษฐ์ จนแม้แต่จินที่อยู่ภายในยังรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน