คุยกันสักนิด
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บทที่ 30
เลี่ยงหยวนซีเอื้อมมือไปรับภาพถ่ายของครอบครัวเฉินจากผู้เป็นพ่อมาถือไว้ ก่อนที่เธอจะกวาดสายตาเพื่อมองหาชายหนุ่มที่ผู้เป็นพ่อต้องการแนะนำให้เธอรู้จัก ซึ่งแน่นอนว่าเลี่ยงหยวนซีสามารถเห็นตัวตนของอีกฝ่ายได้ในทันที และเมื่อเธอได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย เลี่ยงหยวนซีก็รู้สึกชื่นชอบอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก
เพราะไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่หล่อเหลาหรือแม้กระทั่งฐานะที่คู่ควรกับเธอ เฉินกู้หมิงก็ถือได้ว่ามีภาษีที่ดีกว่าเสิ่นเจ๋อหยวนมากเลยทีเดียว และเธอเชื่อว่าใบหน้าที่แท้จริงของเฉินกู้หมิงจะต้องดูดีไม่แพ้เสิ่นเจ๋อหยวนแม้แต่น้อย และเธอคาดหวังถึงการพบเจอกันครั้งแรกของเธอและเฉินกู้หมิงในทันที
“เป็นอย่างไรบ้าง ผู้ชายคนนี้พอจะสู้เสิ่นเจ๋อหยวนของลูกได้หรือเปล่า”
เลี่ยงเกาเฉินอดที่จะหยอกล้อลูกสาวของตัวเองไม่ได้ เมื่อได้เห็นท่าทางเขินอายของอีกฝ่าย ซึ่งแน่นอนว่าเขารู้สึกว่าท่าทางของลูกสาวเขาดูน่าเอ็นดูเป็นอย่างมาก
“เฉินกู้หมิงคนนี้ พอจะคู่ควรกับลูกสาวของพ่อได้หรือเปล่านะ”
เลี่ยงหยวนซีก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยความเขินอาย แต่ใบหน้าของเธอนั่นยังคงปรากฏรอยยิ้มด้วยความพึงพอใจ ถึงแม้ว่าเธอจะชอบเสิ่นเจ๋อหยวนมากสักเท่าไหร่ แต่ให้เลือกระหว่างเขาและเฉินกู้หมิง เลี่ยงหยวนซีย่อมเลือกเฉินกู้หมิงอย่างแน่นอน
เพราะว่าพ่อของเธอบอกว่าชายหนุ่มชื่นชอบเธอเป็นอย่างมากและฐานะทางบ้านของอีกฝ่ายก็ร่ำรวยเช่นเดียวกัน ดังนั้นเลี่ยงหยวนซีจึงไม่มีสิ่งใดที่จะปฏิเสธการคบหากันของเธอกับเฉินกู้หมิงในครั้ง
“หนูแล้วแต่คุณพ่อค่ะ”
เลี่ยงเกาเฉินหัวเราะขึ้นมาอย่างชอบใจ ในที่สุดลูกสาวของเขาก็หลุดพ้นจากเสิ่นเจ๋อหยวนเสียที และต่อจากนี้ถ้าหากเขาลงมือจัดการอีกฝ่าย เขาก็ไม่ต้องฟังลูกสาวของเขาเอ่ยปากห้ามปรามเสียแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าอีกไม่นานเขาจะลงมือเอาคืนเสิ่นเจ๋อหยวน เพื่อให้อีกฝ่ายได้รับรู้ถึงความอดสู่เหมือนกันกับเขาในวันนี้
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพ่อจะติดต่อไปยังครอบครัวเฉิน พ่อเชื่อว่าถ้าหากเฉินกู้หมิงได้รู้ข่าวว่าลูกสาวของพ่อก็ชื่นชอบเขาเช่นกัน อีกไม่นานอีกฝ่ายจะต้องเดินทางไปบ้านของพวกเราที่ปักกิ่งอย่างแน่นอน”
เลี่ยงเกาเฉินคาดหวังว่าในช่วงวันหยุดของเขาในครั้งนี้ ทั้งครอบครัวเลี่ยงและครอบครัวเฉินจะมีข่าวดีของสองครอบครัวขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่านอกจากจะเป็นข่าวดีของครอบครัวแล้ว ยังเป็นข่าวดีของเขาเช่นเดียวกัน เพราะว่าธุรกิจสีเทาของเขาจะมีลูกเขยอย่างเฉินกู้หมิงมาช่วยเหลือนั่นเอง
และต่อไปการขนย้ายสิ่งของต่างๆ ก็จะง่ายดายมากยิ่งขึ้นและอาจจะทำให้เขาได้กำไรมากไปกว่าเดิมเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว
“ขอบคุณคุณพ่อมากเลยนะคะ” เลี่ยงหยวนซีซบใบหน้าของตัวเองเข้ากับลำแขนของผู้เป็นพ่ออย่างออดอ้อน
เลี่ยงเกาเฉิงเอื้อมมือขึ้นลูกศีรษะของลูกสาวเล็กน้อย “สิ่งที่พ่อทำให้กับลูกหรือบอกกับลูก เป็นสิ่งที่พ่อคิดว่าดีที่สุดสำหรับลูกสาวของพ่อแล้ว และพ่อเชื่อว่าเมื่อลูกได้แต่งงานกับเฉินกู้หมิง ลูกเขยของพ่อจะต้องดูแลลูกสาวของพ่อคนนี้เป็นอย่างดีแน่นอน”
“ไม่เหมือนกับเสิ่นเจ๋อหยวนที่มองทางไหนก็ไม่มีหนทางที่อีกฝ่ายจะสามารถดูแลลูกสาวของพ่อได้เลย ลูกก็น่าจะรู้ดีว่าฐานะทางบ้านของอีกฝ่ายเป็นยังไง เป็นไปไม่ได้เลยที่ลูกสาวของพ่อจะได้นั่งนับเงินเป็นคุณนายทหารอย่างแน่นอน”
“หนูขอโทษนะคะคุณพ่อ ต่อไปนี้หนูจะเชื่อฟังคำพูดของคุณพ่อ เพราะหนูเชื่อว่าคงไม่มีใครที่จะหวังดีกับหนูได้มากกว่าคุณพ่ออย่างแน่นอน”
ใบหน้าของเลี่ยงเกาเฉิงระบายรอยยิ้มขึ้นมาอย่างยินดี
“ดีแล้ว”
เมิ่งจือหลันเอื้อมมือไปตักอาหารที่อยู่ตรงหน้าและนำไปวางไว้ในชามข้าวของพ่อและแม่เหมือนเช่นเคย เพราะว่าครอบครัวของเธอไม่มีกฎเกณฑ์ในการทานข้าว และหลังจากที่เขามาอยู่ในร่างของลูกสาวของพวกเขาแล้วนั้น เมิ่งจือหลันก็มักจะทำเช่นนี้อยู่เป็นประจำ ดังนั้นพ่อและแม่ของเธอจึงเริ่มจะชินกันเสียแล้ว
“ลูกก็ทานข้าวบ้างเถอะ อย่างมัวแต่ตักอาหารให้พ่อกับแม่แบบนี้” ลู่จื่อหลินรู้สึกปลาบปลื้มใจที่ลูกสาวของเธอ ดูแลทั้งเธอและสามีเป็นอย่างดีถึงขนาดนี้
“ใช่แล้ว ลูกควรจะฟังแม่ของลูกบ้าง” เมิ่งจางเฮ่อเอื้อมมือไปตักอาหารจานโปรดของลูกสาวไปวางไว้บนชามข้าวของอีกฝ่าย “แล้วก่อนออกจากบ้าน ลูกก็อย่างลืมไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยล่ะ วันนี้เป็นวันสำคัญดังนั้นลูกควรจะใส่ชุดสีแดงมากกว่า”
“รับทราบค่ะ”
เมิ่งจือหลันก้มหน้าก้มตาทานข้าวอย่างจริงจัง เพราะว่าเธอไม่อยากให้พ่อของเธอบ่นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเห็นท่าทางทะเล้นของเธอนั่นเอง แต่ถึงแม้ว่าเมิ่งจือหลันไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปมอง เธอก็รับรู้ได้ว่าตอนนี้น่าจะเป็นแม่ของเธอที่อยากบ่นให้เธอเสียมากกว่า
‘เสี่ยวเป่าเปิดหน้าจอคอมเม้นต์ที่พึ่งโพสไปเมื่อครู่นี้ทีสิ’
[ได้เลยครับ]
เมิ่งจือหลันจ้องมองคอมเม้นต์ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ซึ่งแต่ละคนก็ชื่นชอบอาหารที่พ่อของเธอทำเป็นอย่างมาก และบางคนยังบอกให้เธอวางขายมันลงในร้านค้าอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเมิ่งจือหลันก็อยากจะขายอาหารเหล่านี้ให้กับอีกฝ่าย แต่เพราะว่าครอบครัวของเธอยังไม่ได้รับรู้ถึงความพิเศษที่เธอมีอยู่ ดังนั้นเมิ่งจือหลันจึงได้แต่บอกปัดไปเสียก่อน
‘ไม่คิดเลยว่าคนในโลกอนาคตจะอยากทานอาหารมากขนาดนี้’
[เป็นเพราะอาหารในโลกอนาคตไม่ได้หลากหลายครับ ดังนั้นผู้คนที่ได้มีโอกาสลิ้มลองรสชาติอาหารของคุณเมิ่งจือหลัน จึงอยากจะทานมันจริงๆ เสียที]
‘เอาไว้ให้ทุกอย่างลงตัวเสียก่อน เมื่อนั่นฉันจะให้พ่อเปิดร้านอาหารและขายอาหารให้กับคนในโลกนี้และคนในโลกอนาคตเลย’
[ผมจะคอยช่วยเหลือคุณเมิ่งจือหลันแน่นอนครับ]
‘ขอบใจนายมากนะเสี่ยวเป่า’
หลังจากที่เมิ่งจือหลันทานข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น เธอก็ขึ้นไปแต่งตัวในทันที ซึ่งแน่นอนว่าในตอนแรกเธอต้องการที่จะช่วยพ่อแม่ทำความสะอาดโต๊ะอาหารเสียก่อน แต่เพราะคำสั่งเด็ดขาดจากผู้เป็นพ่อและแม่ ทำให้เมิ่งจือหลันได้แต่กลับเข้าไปในห้องนอนของเธออีกครั้ง และเปลี่ยนชุดเป็นสีที่บ่งบอกถึงความเป็นมงคล
‘นายว่าฉันควรจะนำอะไรไปมอบให้กับครอบครัวของตายายดี’
[ถ้าเป็นในยุคนี้ คุณเมิ่งจือหลันควรให้ลูกอมกับเด็กๆ ส่วนผู้ใหญ่ก็เป็นผลไม้หรือไม่ก็ขนมก็ได้นะครับ]
‘ขอบคุณนะเสี่ยวเป่า’
หลังจากที่เมิ่งจือหลันรู้แล้ว่าจะนำสิ่งใดไปฝากญาติพี่น้องของตัวเอง เธอก็รีบกดสั่งซื้อขึ้นมาในทันที หลังจากนั้นก็นำข้าวของต่างๆ เก็บใส่กระเป๋าสะพายข้างเธอในทันที ซึ่งนอกจากจะมีลูกอมและผลไม้แล้ว เมิ่งจือหลันยังได้สั่งซื้อตุ๊กตาทหารที่มีอาวุธในมือไปให้กับน้องชายทั้งสองคนอีกด้วย
ซึ่งแน่นอนว่าตุ๊กตาทหารเหล่านั้นเป็นตุ๊กตาที่ทำขึ้นมาจากไม้เท่านั้น ดังนั้นจึงดูไม่แปลกแยกในยุคนี้สักเท่าไหร่ และเมิ่งจือหลันเชื่อว่าน้องชายทั้งสองคนของเธอจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน
“แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วเหรอลูก”
ลู่จื่อหลินกวาดสายตามองลูกสาวเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ในชุดที่เรียบร้อยดีแล้วนั้น ลู่จื่อหลินก็ให้ลูกสาวเข้ามาช่วยยกข้าวของออกไปด้านนอก ซึ่งแน่นอนว่าของเหล่านั้นเป็นสิ่งของที่เธอและสามีจะนำไปมอบให้กับพ่อแม่ของเธอนั่นเอง และมีบางส่วนที่จะนำไปมอบให้กับคนในหมู่บ้านที่ดีกับครอบครัวลู่ของเธออีกด้วย
ซึ่งแน่นอนว่าข้าวของทุกอย่างนี้เป็นสามีของเธอเป็นผู้จัดการ ซึ่งลู่จื่อหลินรู้สึกโชคดีเป็นอย่างมากที่ผู้เป็นสามีดูแลครอบครัวของเธอเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ไม่ว่าครอบครัวเดิมของเธอจะยากดีมีจนสักเท่าไหร่ แต่สามีของเธอก็ไม่เคยนึกรังเกียจเลยแม้แต่นิดเดียว อีกทั้งยังยื่นมือเข้าไปช่วยเหลืออยู่บ่อยครั้งเสียด้วย ซึ่งลู่จื่อหลินก็ทำได้เพียงแค่ดูแลสามีของเธอให้ดี และค่อยช่วยเหลืออีกฝ่ายให้ดีที่สุดเท่านั้น
“คุณกับลูกไม่เห็นต้องยกออกมาเลย มันหนักนะรู้ไหม” เมิ่งจางเฮ่อรีบเดินเข้าไปหยิบข้าวของที่อยู่ในมือภรรยาและลูกสาวของเขาในทันที เขาไม่รู้ว่าครอบครัวจะเป็นยังไง แต่สำหรับเขาแล้วนั้นเมิ่งจางเฮ่อไม่ต้องการให้ภรรยาและลูกสาวของเขาต้องทำงานหนักแบบนี้ งานยกของหนักแบบนี้ควรจะเป็นของเขาเท่านั้น
“จือหลัน ลูกแวะไปดูลุงเสิ่นกับป้าเสิ่นหน่อยสิ ว่าตอนนี้พวกเขาขาดเหลืออะไรหรือเปล่า”
เมิ่งจางเฮ่อบอกกล่าวกับลูกสาวของตัวเอง เนื่องจากหลายวันก่อนเขาและภรรยาได้เอ่ยชักชวนเสิ่นเยี่ยนจวิ้นและโจวฟางหนิงให้ไปฉลองวันปีใหม่ด้วยกันที่หมู่บ้านเฟิงหยวน ถึงแม้ว่าในตอนนี้อีกฝ่ายจะรู้สึกเกรงอกเกรงใจเขาและภรรยาก็ตาม แต่คงเพราะอีกฝ่ายทนต่อคำพูดของเขาและภรรยา รวมไปถึงท่าทางออดอ้อนของลูกสาวเขาไม่ได้ ในที่สุดทั้งสองคนก็ตอบตกลงที่จะไปฉลองวันปีใหม่ด้วยกันที่หมู่บ้านเฟิงหยวน
“ได้เลยค่ะพ่อ”
เมิ่งจือหลันรีบเดินตรงไปยังบ้านของครอบครัวเสิ่นในทันที หลังจากที่มาถึงบ้านของครอบครัวเสิ่นแล้วนั้น เธอก็ไม่รอช้ารีบกดกริ่งขึ้นในทันที ซึ่งเมิ่งจือหลันก็รอเพียงไม่นาน บานประตูของบ้านก็ถูกเปิดออกมา พร้อมกับการปรากฏตัวของคุณป้าฟางหนิง
“สวัสดีค่ะป้าฟางหนิง”
โจวฟางหนิงยกยิ้มให้กับหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า โชคดีของเธอและสามีที่มีเพื่อนบ้านที่ดีถึงขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการนำข้าวของต่างๆ มามอบให้ การแวะมาพูดคุยกันเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกเบื่อหน่าย รวมไปถึงวันรวมญาติอย่างในวันนี้ ครอบครัวเมิ่งก็ยังไม่ลืมเธอและสามี ยังยอมให้เธอและสามีเดินทางไปร่วมฉลองด้วยอีกต่างหาก
“สวัสดีจ้ะหนูจือหลัน ทานข้าวมาหรือยังจ๊ะ”
เมิ่งจือหลันเอื้อมมือเข้าไปกอดแขนของป้าฟางหนิงเอาไว้เหมือนเช่นทุกคน “หนูทานมาเรียบร้อยแล้วละค่ะ แล้วคุณป้ากับคุณลุงละคะ ทานข้าวเรียบร้อยแล้วหรือยัง”
โจวฟางหนิงพาอีกฝ่ายเดินเข้าไปในบ้าน ซึ่งสามีของเธอกำลังเตรียมข้าวของเพื่อนำไปมอบให้กับครอบครัวลู่ เพราะเธอและสามีจะไปที่บ้านของครอบครัวลู่ในช่วงเวลาเฉลิมฉลองของคนในครอบครัว ดังนั้นถ้าหากเธอและสามีไม่มีสิ่งของติดมือไปด้วยก็คงจะดูไม่ดีสักเท่าไหร่
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++