ตอนที่ 54 สุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ
หยางซื่อยกมืออีกข้างขึ้นเท้าเอว ใบหน้านางเต็มไปด้วยความดุร้าย “ท่านแม่คือคนสั่งให้พวกเรามา ไม่ใช่พวกเราอยากมาที่นี่เองเสียหน่อย หรือแม้แต่คำพูดของท่านแม่เจ้าก็ไม่ฟังแล้ว? เจ้าอยู่ข้างภรรยามันก็ไม่ผิดหรอก แต่เจ้าก็ไม่ควรลืมมารดาเจ้า”
ทั้งสองคนพูดความจริง ทั้งสามประโยคล้วนเกี่ยวข้องกับฉาซื่อ ฉาจื่ออันได้ฟังก็รู้สึกว่ามีเหตุผล ครอบครัวเขาร่ำรวยขึ้นมาแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าครอบครัวของแม่ยังยากจนอยู่ เขาก็รู้สึกละอายใจ และตอนนี้เห็นพวกนางมาขอเรียน เขาก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้น
แต่หลิงซานฉิงได้พูดอย่างชัดเจนแล้วว่านางจะไม่เผยแพร่การทำพู่กันขนห่านให้คนนอกรู้ เขาคิดไปคิดมาก็รู้สึกไม่เหมาะสม จึงหลบสายตาทั้งสองคน “พี่สะใภ้ทั้งสอง เรื่องของซานฉิงข้าตัดสินใจเองไม่ได้ พวกท่านรอสักครู่หนึ่ง”
พูดจบ เขาก็รีบกลับเข้าบ้าน แต่กลับเห็นหลิงซานฉิงนั่งอยู่บนโต๊ะมองดูตัวเองอยู่ นางต้องรู้ทุกอย่างแล้วแน่นอน เขาเอ่ยพลางแตะจมูกอย่างเขินอายเล็กน้อย “ซานฉิง เจ้าได้ยินหมดแล้ว พวกเขาอยากเรียนทำพู่กันขนห่านกับเจ้า จะสอนหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า”
แม้เขาจะปฏิเสธทั้งสองคนไม่ได้ แต่ก็รู้ว่าพวกเขาทั้งสองเป็นคนเยี่ยงไร หากปล่อยให้พวกนางเรียน เขาก็คงรู้สึกไม่สบายใจ
หลิงซานฉิงเลิกคิ้วขึ้น คิดว่าเขาจะเกลี้ยกล่อมให้นางเห็นด้วย แต่โชคดีที่ไม่ใช่ นางรู้สึกชื่นใจ ลุกเดินออกไปด้านนอก ในตอนที่ตอนผ่านเขานางก็ตบไหล่เขาเบา ๆ
หลิวซื่อเห็นประตูเปิดออกด้วยสายตาอันว่องไว จึงเดินไปข้างหน้าสองก้าว “หลิงซานฉิง ท่านแม่ให้เจ้าสอนพวกเราทำพู่กันขนห่าน ท่านแม่บอกแล้ว มีเงินก็ต้องมีด้วยกัน เจ้าจะมีกินมีใช้คนเดียวได้อย่างไรกัน? พวกเราก็ไม่ได้จะแย่งกิจการเจ้า แค่อยากหาเงินเล็กน้อยมาเลี้ยงครอบครัว เจ้าคงจะไม่มองพวกเราลำบากทุกวันใช่หรือไม่?”
ใบหน้าหยางซื่อเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส นางพ่นเสียงเย็นชาออกมา “ไม่เห็นแก่หน้าภิกษุสงค์ ก็เห็นแก่หน้าพระพุทธรูป[1] แม้เจ้าจะไม่ยอมสอนให้กับพวกเรา เห็นแก่หน้าท่านแม่ เจ้าก็จำต้องสอนให้เรา พวกเรายังมีงานให้ทำในทุ่งนาอยู่ จะรอช้าไม่ได้แล้ว”
หลิงซานฉิงเยาะเย้ยในใจ นี่เป็นการขอหรือการสั่งกันแน่ นางไม่มีอารมณ์ไปสนใจพวกนาง “หืม? ในเมื่อพี่สะใภ้ทั้งสองไม่มีเวลาอยู่ที่นี่ เช่นนั้นก็เชิญกลับไปเถอะ งานในทุ่งนาล่าช้าข้าคงรับไว้ไม่ไหว”
ความหมายในคำพูดคือ พวกเจ้ารีบกลับไปเถอะ นางไม่ได้ตั้งใจจะสอนพวกนางอยู่แล้ว นางทำเหมือนกับว่านางกระตือรือร้นมากแค่ไหน
หลิวซื่อและหยางซื่อมองหน้ากันและกัน พวกนางพูดไม่ออกเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนี้
หลิวซื่อฉลาดอยู่บ้าง ส่งยิ้มประจบสอพลอไปให้หลิงซานฉิง “งานในไร่นาจะล่าช้าไม่ได้ แต่ตอนนี้เราต้องเรียนทำพู่กันขนห่านก่อน หากพวกเราทำได้แล้ว จะไม่รบกวนเจ้าที่นี่อีก ตอนนี้เจ้าก็ยังไม่มีอะไรทำไม่ใช่รึ เช่นนั้นก็สอนพวกเราหน่อยสิ”
ตอนนี้ถึงได้เรียนรู้ที่จะเป็นเชื่อฟัง นัยน์ตาหลิงซานฉิงฉายแววเหยียดหยาม ตอนนี้ครอบครัวนางมีเงินแล้ว พวกเขาถึงได้มาหา หากครอบครัวนางยังยากจนเหมือนเมื่อก่อน พวกเขาจะมาที่นี่รึ? เมื่อเริ่มแยกบ้านไม่มีใครมาช่วยพวกเขาทำความสะอาดบ้านกันสักคน
นางรู้ว่าทั้งสองคนมีนิสัยแบบไหน ก็ไม่จำเป็นต้องพูดดีอะไรด้วยกับคนแบบนั้น นางกวาดสายตามองทั้งสองคนอย่างเฉยเมย “จริงอยู่ที่ว่าข้าไม่มีอะไรทำ” เมื่อเห็นทั้งสองดีใจ นางก็เอ่ยต่อ “แต่ข้าไม่อยากสอนพวกเจ้าก็เป็นเรื่องจริง ลานบ้านข้าเล็กน้อยนักคงไม่เหมาะกับผู้สูงส่งอย่างพวกเจ้าทั้งสองหรอก กลับดี ๆ ล่ะข้าไม่ส่งนะ”
ทุกคำที่นางพูดแฝงไปด้วยความหมายขับไล่ ทั้งสองคนก็ไม่ได้โง่ แต่ฟังเข้าใจแล้วอย่างไร หากพวกนางกลับไปตอนนี้ คงถูกดุด่าแน่นอน
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ความโมโหที่หยางซื่อกำลังจะปลดปล่อยออกมาก็ถูกระงับไว้ และปรึกษาหารือด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านแม่ให้พวกเรามาที่นี่ไม่ใช่หรือ ท่านแม่ก็มีอายุมากแล้ว เจ้าต้องเห็นแก่หน้าท่านแม่และทำให้ท่านสบายใจสิ หากพวกเราเรียนเป็นกันแล้วก็จะกลับไป และจะไม่มารบกวนเจ้าเด็ดขาดเลย ตกลงไหม”
ใช้ไม้แข็งไม่ได้ก็ต้องใช้ไม่อ่อน แต่กลับลืมไปว่าหลิงซานฉิงเป็นคนที่ใช้ทั้งไม้แข็งไม้อ่อนไม่ได้
หลิงซานฉิงรู้สึกขบขันอย่างอธิบายไม่ถูก “ไว้หน้าท่านแม่ นั่นคือแม่ของพวกเจ้า พวกเจ้าเห็นแก่หน้าท่านแม่แล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเรา ประตูอยู่ตรงนั้น กลับดี ๆ ล่ะข้าไม่ส่ง และไม่สอน” พูดจบ นางก็ไม่อยู่คุยไร้สาระกับพวกนางต่อ พลางย่างสามขุมไปทางห้องงาน แล้วกระแทกประตูอย่างแรง
ได้ยินเพียงแค่เสียงกระแทกดังลั่น ไหล่ของหลิวซื่อก็สั่นเทา และเมื่อสังเกตเห็นการกระทำของนาง ก็โมโหทันที “นังบ้า มันก็แค่พู่กันขนห่านไม่ใช่รึ และไม่ใช่สมบัติล้ำค่าอะไรเสียหน่อย มันคุ้มค่าที่จะซ่อนและเก็บมันไว้รึ นี่เจ้าต่อต้านท่านแม่ใช่หรือไม่ รอพวกข้ากลับไปฟ้องท่านแม่เมื่อใด คอยดูแล้วกันว่าท่านแม่จะจัดการเจ้าอย่างไร!”
หยางซื่อยังดุด่า ทว่าด่าไปด่ามาก็ไร้เสียงตอบกลับจากด้านใน พวกนางจึงกลับบ้านไปด้วยความโกรธ
เมื่อฉาซื่อกลับถึงบ้านและเห็นว่าทั้งสองไม่ได้เรียนทำพู่กันขนห่านที่บ้านของฉาจื่ออัน แต่กลับนั่งอยู่ที่ลานรับลมอยู่ ก็ขมวดคิ้ว “นี่มันอะไรกัน? พวกเราทำงานในทุ่งนา พวกเจ้ากลับนั่งเฉยอยู่ที่บ้าน ไปเรียนทำพู่กันขนห่านแล้วรึ ?”
ใบหน้าของหลิวซื่อเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง นางทำหน้ามุ่ย “ท่านแม่ นางไม่ยอมสอนพวกเรา แล้วยังบอกอีกว่า…”
ฉาซื่อขว้างเคียวทิ้ง และเดินออกมาสองก้าวอย่างหงุดหงิด “นังบ้านี่ ตั้งใจจะมีกินมีใช้คนเดียวจริง ๆ ไม่สอนพวกเราก็ช่างมัน นางยังพูดล่วงเกินอะไรอีกรึเปล่า?”
หยางซื่อยุยงให้ทั้งสองทะเลาะกันอยู่ข้าง ๆ “ท่านแม่ นางบอกว่า พวกเราทุกคนสมควรเป็นคนรากหญ้าไปทั่วทั้งชีวิต คนจนต้องมีท่าทางเช่นคนจน ทั้งชีวิตไม่มีทางร่ำรวยหรอก พวกเราสองคนเกลี้ยกล่อมอยู่นาน นางไม่แม้แต่จะสนใจพวกเราเลย”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง นางดูถูกคนยากจนอย่างพวกนาง
อะไรก็ไม่ได้สักอย่าง แถมยังโดนด่าอยู่พักหนึ่ง อารมณ์แบบนี้ฉาซื่อกลืนไม่ลง และไม่สนใจกินข้าวเที่ยง พลางเดินออกไปขางนอก “นังบ้านี่ ยังคิดว่าตัวเองยอดเยี่ยมมากหรือไร ข้าจะไปดูว่านางจะหยิ่งแค่ไหน”
พ่อเฒ่าฉาเอามือไพล่หลัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เห็นด้วย “พวกเราแยกบ้านกันแล้ว เจ้าจะยังไปสร้างปัญหาให้คนอื่นอีกทำไม ไม่อายบ้างรึ”
ฉาซื่อยิ่งเดือดขึ้นทันที “แยกบ้านแล้วฉาจื่ออันก็ยังเป็นลูกชายข้าอยู่ไม่ใช่รึ นังบ้านั่นไม่ได้อยู่ภายใต้ตระกูลฉาของเราหรอกรึ ข้าอายุมากแล้วยังทนรับความน้อยเนื้อต่ำใจได้ ข้าต้องไปพูดเรื่องนี้ เจ้าอยู่บ้านกินข้าวของเจ้าไป เรื่องข้าเจ้าไม่ต้องยุ่ง”
ฉาซื่อหยิ่งผยองมาเกือบทั้งชีวิต ใครบ้างไม่รู้ว่านิสัยนางเป็นอย่างไร และไม่มีใครควบคุมนางได้
ฉาซื่อย่างสามขุมไปบ้านหลิงซานฉิง เห็นประตูเปิดอยู่ นางก็เดินเข้าไปและเห็นเจี่ยนเจี่ยนกำลังเล่นอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในสวน จึงตะโกนใส่เขาว่า “เจ้าเด็กเปรต แม่แกอยู่ไหน? เรียกนางออกมาเดี๋ยวนี้!”
นางสองมือเท้าเอว ใบหน้าเต็มไปด้วยความดุร้าย ท่าทางเช่นนี้ทำให้เจี่ยนเจี่ยนตกใจไม่น้อย เจี่ยนเจี่ยน หลบอยู่หลังสวีอิงเอ๋อร์ เบะปากราวกับจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ
หลิงซานชิงที่อยู่ในห้องงานได้ยินนางด่าทอเจี่ยนเจี่ยน ก็วางของในมือลง แล้วรีบออกไป "เป็นผู้ใหญ่อายุมากแล้ว จะใช้อารมณ์รุนแรงกับเด็กอายุห้าขวบทำไม เจ้าไม่เหนื่อยขายหน้าคนอื่นแต่พวกเราเหนื่อยแล้ว”
นางรีบสาวเท้าไปอยู่ข้างเจี่ยนเจี่ยน เด็กน้อยก็ย้ายเข้าไปกอดต้นขานาง สวีอิงเอ๋อร์เห็นว่านี่เป็นเรื่องในครอบครัวพวกเขา นางจึงเดินไปที่ห้องงานอย่างรู้งาน
ฉาซื่อชี้หน้าหลิงซานฉิง อกนางกระเพื่อมไปด้วยความโกรธ “หลิงซานฉิง เจ้ายอมสอนคนนอกแต่ไม่ยอมสอนคนในครอบครัว พี่สะใภ้เจ้ามาหาเจ้าเพื่อเรียนทำพู่กันขนห่าน เหตุใดเจ้าถึงขับไล่พวกนางออกไป? เรียนกับเจ้าไม่ได้ เหตุใดเจ้าถึงมีนิสัยเห็นแก่ตัวเช่นนี้?”
หลังจากที่หลิวซื่อหยางซื่อรู้ว่าแม่สามีจะไปหาเรื่องเมื่อครู่ พวกนางก็เดินตามมา และตอนนี้ได้ยินนางโกรธแทนตัวเอง ก็ดูสดใสขึ้นมาก
บนใบหน้าหลิวซื่อเต็มไปด้วยคำว่ากรรมใดใครก่อกรรมนั้นคืนสนอง นางยืนอยู่ข้างหลังฉาซื่อพลางเอ่ยขึ้นมาอย่างน่าเกรงขาม “หลิงซานฉิง เมื่อครู่พวกเราพูดคุยกับเจ้าดี ๆ เจ้าก็ไม่สอนพวกเรา แต่ตอนนี้ท่านแม่อยู่ที่นี่เจ้าก็ยังไม่สอน เจ้าไม่ชอบพวกเราหรือไม่ชอบท่านแม่รึ?”
นางพูดได้ดีมาก หลิงซานฉิงไม่ชอบฉาซื่อ เมื่อคำพูดนี้ดังเข้าในหูฉาซื่อ อีกฝ่ายมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที นางพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเหวี่ยงหมัด “นังบ้าไม่เพียงแต่พาคนนอกเข้ามาในบ้าน แถมยังปล่อยให้คนอื่นเข้ามาสร้างปัญหา ในหมู่บ้านใกล้เรือนเคียงนี้ไม่มีเรื่องอะไรให้น่าอายแล้ว เจ้ายังอยากจะมีเกียรติอยู่ไหม”
หลังจากดุอยู่ครู่หนึ่งนางก็ยังโกรธอยู่ นึกถึงเงินเข้ากระเป๋าหลิงซานฉิงไปมากมาย นางก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่เท่าเทียมมากขึ้น “พี่สะใภ้ทั้งสองมาเจ้าไม่สอน แต่อยากให้ข้ามาที่นี่ด้วยตัวเอง ก็ดีแล้ว ข้าไม่เพียงแค่ต้องการให้พี่สะใภ้ของเจ้าได้เรียนรู้ แต่เจ้าต้องแบ่งเงินที่เจ้าหามาได้ให้กับทุกคนด้วย เจ้าอยากมีกินมีใช้อยู่คนเดียว ฝันไปเถอะ!”
ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงแล้ว พวกชาวบ้านต่างกลับมาพักเที่ยงเช่นกัน เมื่อได้ยินว่าที่นี่มีเรื่องสนุกให้ดู แม้แต่นอนพักเที่ยงพวกเขาก็ไม่นอนแล้ว และพากันเข้ามาดูเรื่องสนุกใกล้ ๆ
เมื่อหลิวซื่อกับหยางซื่อได้ยินว่าจะได้รับเงินส่วนแบ่ง สีหน้าพวกนางก็เปลี่ยนไปทันที หลิวซื่อเดินเข้าไปใกล้ฉาซื่อ “ท่านแม่ ก่อนหน้านี้ข้าพยายามเกลี้ยกล่อมแล้ว ว่าเอาเงินมาแบ่งกัน ใกล้จะปีใหม่แล้ว ข้าอยากเปลี่ยนชุดใหม่ให้กับหมางจื่อ และอยาก…”
ฉาซื่อมองไปใบหน้าที่คาดเดาไม่ได้ของหลิงซานฉิง รู้สึกกังวลว่าเรื่องนี้อันตราย ครั้นฟังหลิวซื่อไม่ฉลาดต้องการเงินไม่ดูเวล่ำเวลา ก็ดึงหน้าตึงขึ้น “เงินเงินเงิน เจ้ารู้จักแค่เงินเท่านั้นรึ หากเรียนทำพู่กันขนห่านเป็นแล้ว คิดว่าข้าจะขาดเจ้าไม่ได้หรือไง? ”
เมื่อหยางซื่อเห็นหลิวซื่อไม่ได้ผลดีอะไร นางจึงไม่กล้าออกไปเสนอหน้า
คนมากมายที่ดูเรื่องสนุกอยู่หน้าประตูคือผู้หญิงที่ขอให้หลิงซานฉิงสอนวิธีทำพู่กันขนห่านในวันนั้น เมื่อได้ยินว่าลูกสะใภ้ทั้งสองของตระกูลฉาอยากเรียนเช่นกัน ก็อยากจะอาศัยบารมีนี้ด้วย
“แม่เฒ่าฉา หากลูกสะใภ้ทั้งสองของเจ้าเรียนเป็นแล้ว สอนให้ลูกสะใภ้ของเราด้วยได้หรือไม่ พวกเราก็อยากใช้ชีวิตดี ๆ เช่นกัน”
“ข้าทนดูไม่ไหวแล้ว ภรรยาเจ้าสามไม่ใช่คนดีอะไร วันนั้นพวกเราหลายคนช่วยกันเกลี้ยกล่อมนางก็ยังไม่ได้ แม่เฒ่าฉา ข้าว่าครั้งนี้ก็ไร้ประโยชน์เช่นกัน”
“เอ๊ะ ลูกชายเจ้าล่ะ? เหตุใดลูกชายเจ้าไม่สนใจเจ้าเลย? หนุ่มสาวคู่นี้ทำเกินไปแล้ว”
ฉาซื่อตบโต๊ะอย่างโกรธเคืองตบจนมือนางเจ็บ ก็ยิ่งเพิ่มความโมโหเข้าไปอีก “พวกเจ้าจะไปรู้อะไร? พู่กันขนห่านมีค่ามากขนาดนี้จะสอนพวกเจ้าได้อย่างไร? ไม่สอนก็ต้องสอน ข้าไม่เชื่อว่านี่จะเป็นความคิดที่ไม่ดี หลิงซานฉิง เจ้าสอนพู่กันขนห่าน และแบ่งเงินที่เจ้าได้ให้กับทุกคนเท่า ๆ กัน และข้าจะถือว่าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นเจ้าอย่าได้หวังว่าจะได้ทำกิจการต่อไปเลย”
คนผู้นี้มาทำอะไรกัน? มาให้ทุกคนหัวเราะเยาะไปเปล่า ๆ สินะ
เสียงนี้สามารถได้ยินไปถึงเจ็ดแปดบ้าน ฉาจื่ออันยืนอยู่ในห้องด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอับอาย เขาส่ายหน้ารัว ๆ แม้เขาจะเป็นลูกของฉาซื่อ แต่ใครจะยอมให้แม่ตัวเองมีท่าทางไร้เหตุผลเช่นนี้?
เขายอมหลบตัวอยู่ในบ้านไม่ออกไป และไม่อยากออกไปทะเลาะอะไรอีก
หลิงซานฉิงหัวเราะออกมาเสียงดัง กวาดสายตามองชาวบ้านที่อยู่หน้าประตู พลางเอ่ยด้วยท่าทางเอียงศีรษะเล็กน้อย “ฉาซื่อวันนี้อย่าว่าแต่เจ้าเลย แม้แต่ปู่ของฉาจื่ออันปีนออกมาจากหลุมศพ ข้าก็ไม่สอน! หากรู้จักเอาตัวรอดก็กลับไปซะ อย่ามาเกะกะสายตาที่นี่อีก”
[1] เห็นแก่หน้าผู้หลักผู้ใหญ่