“อาเบะ” หลังจากที่เพิ่งเกิดแรงระเบิดไปได้ไม่นาน ในระหว่างที่กลุ่มควันจากแรงระเบิดนั้น ทางด้านคางุยะก็รีบเอ่ยเรียกภูติพิทักษ์กระต่ายธาตุลมให้ออกมาสิงสถิตเข้าไปในคมดาบเรเปียร์แทนที่คุราโมจิ ที่เป็นภูติพิทักษ์กระต่ายธาตุดิน จนเกิดเป็นสายลมที่พัดวนไปมารอบๆ คมดาบ คางุยะรีบทำการตวัดคมดาบปล่อยลูกพายุที่มีขนาดใหญ่ออกมาพุ่งเข้าพัดโหมกระหน่ำใส่ร่างพญาจิ้งจอก 9 หางด้วยความเร็วสูง
ทางด้านสึรุฮิเมะก็รีบใช้โอกาสนั้นในการเรียกคันธนูมายาออกมาแทนที่ปืนไฟคาบศิลา ก่อนที่เธอจะรีบทำการร่ายเวทย์ผ่านปลอกแขนมายาลงบนคันธนูมายา จนเกิดเป็นเปลวไฟอันร้อนระอุที่ได้ลุกโชนขึ้นบนแขนเรียวอันบอบบางที่ถูกสวมเอาไว้ด้วยปลอกแขนมายาแห่งศาสตราเวทย์ในข้างที่เธอถือคันธนูมายาไว้
สึรุฮิเมะรีบทำการยิงลูกธนูออกมาเป็นเปลวไฟที่มีขนาดใหญ่โจมตีใส่พญาจิ้งจอก 9 หางเข้าอย่างจัง จนเกิดแรงระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ
“อิริสึกุริ” คางุยะก็รีบเอ่ยเรียกภูติพิทักษ์กระต่ายธาตุน้ำให้เข้ามาสิงสถิตเข้าไปในคมดาบเรเปียร์แทนที่อาเบะ ที่เป็นภูติพิทักษ์กระต่ายธาตุลม จนเกิดเป็นกลุ่มละอองน้ำที่ปกคลุมไปทั่วคมดาบ คางุยะรีบทำการตวัดคมดาบปล่อยคลื่นน้ำวนออกมา พุ่งเข้าโจมตีใส่พญาจิ้งจอก 9 หาง
“โอโทโมะ” คางุยะก็รีบเอ่ยเรียกภูติพิทักษ์กระต่ายธาตุไฟให้เข้ามาสิงสถิตเข้าไปในคมดาบเรเปียร์แทนที่อิริสึกุริ ที่เป็นภูติพิทักษ์กระต่ายธาตุน้ำ จนเกิดเป็นเปลวไฟอันร้อนระอุที่ปกคลุมไปทั่วทั้งคมดาบจนกลายเป็นแส้เปลวเพลิงอัคนีที่สามารถยืดหดได้ คางุยะรีบทำการตวัดแส้เปลวเพลิงอัคนีโจมตีใส่พญาจิ้งจอก 9 หางจากทางระยะไกลอย่างต่อเนื่อง
ส่วนทางด้านสึรุฮิเมะก็รีบเรียกสนับมือมายาออกมาแทนที่คันธนู ก่อนที่เธอจะรีบทำการร่ายเวทย์ธาตุดินผ่านปลอกแขนมายาลงบนสนับมือมายาเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับอาวุธสนับมือ สึรุฮิเมะรีบพุ่งเข้าโจมตีใส่พญาจิ้งจอก 9 หางด้วยความรวดเร็วและต่อเนื่อง ก่อนที่เธอนั้นจะซัดร่างของมันกระเด็นออกมา ทำให้ร่างของมันนั้นกระแทกเข้ากับตัวอาคารแห่งหนึ่งเข้าอย่างจังจนถล่มลงมาทับเข้าที่ร่างของมันในทันที
แต่ร่างของพญาจิ้งจอก 9 หางนั้นก็ยังคงไม่สะทกสะท้าน และสามารถเคลื่อนตัวออกมาจากซากตัวอาคารได้อย่างง่ายดาย มันเริ่มกู่ร้องคำรามเสียงดังสนั่นใส่คางุยะกับสึรุฮิเมะด้วยความโมโหอย่างสุดขีด มันค่อยๆ อ้าปากกว้างๆ ออกมา ก่อนที่จะทำการชาร์จพลังปีศาจทั้งหมดไว้ที่ปาก
ส่วนทางด้านคางุยะนั้นก็ค่อยๆ เคลื่อนคมดาบเรเปียร์หมุนไปตามเข็มนาฬิกา 1 รอบอย่างพลิ้วไหว จนเกิดเป็นวงแหวนที่มีลายอักขระอยู่เต็มไปหมด จากนั้น เธอก็ทำการควงดาบเรเปียร์ประมาณ 2-3 รอบ ก่อนที่เธอนั้นจะรีบเก็บคมดาบเข้าฝักที่เป็นด้ามจับของคฑาเวทย์จันทร์เสี้ยวด้วยความรวดเร็วและฉับไว
ทางด้านพญาจิ้งจอก 9 หางนั้น หลังจากที่ชาร์จพลังปีศาลจนเต็มพิกัด มันก็ปล่อยลำแสงปีศาจสีม่วงที่มีขนาดใหญ่ออกมา ส่วนทางด้านคางุยะนั้นก็รีบชักดาบเรเปียร์ออกมา พลางตวัดคมดาบด้วยความรวดเร็วและฉับไว เป็นการปล่อยลำแสงจันทรพิฆาตสีเหลืองอ่อนผ่านวงแหวนเวทย์ออกมาต้านทานกับลำแสงปีศาจสีม่วงของพญาจิ้งจอก 9 หาง
ทางด้านคางุยะนั้นก็พยายามต้านทางลำแสงปีศาจอย่างสุดกำลังด้วยพลังเวทย์ทั้งหมดที่มี ใบหน้างามของเธอในตอนนี้ก็พลางนิ่วด้วยความเคร่งเครียด จนทำให้คิ้วงามทั้งสองข้างของเธอนั้นพลอยขมวดเข้าหาตามไปด้วย
หลังจากที่ต้านทานมาได้สักพัก มันก็เกิดแรงระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่น พร้อมกับแผ่ขยายไปทั่วบริเวณในวงกว้าง แต่คราวโชคดีที่คางุยะกับสึรุฮิเมะรีบกระโดดถอยหลังออกมาได้ทันเวลา แต่ในขณะเดียวกัน ทางด้านพญาจิ้งจอก 9 หางนั้นกลับไม่สะทกสะท้านอะไรเลย ทั้งๆ ที่ร่างของมันถูกแรงระเบิดเข้าไปตั้งขนาดนั้น มันยังคงเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“บ้าน่า เป็นไปไม่ได้”
“ทั้งๆ ที่โดนแรงระเบิดตั้งขนาดนั้น แต่มันกลับไม่เป็นอะไรเลย”
พวกเธอทั้งสองต่างก็รู้สึกทึ่งกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าเป็นอย่างมาก ทั้งสองต่างก็เริ่มมีสีหน้าที่ตกใจอย่างสุดขีด ดวงตาคู่งามของทั้งสองนั้นพลางเบิกกว้าง
“ตราบใดที่สร้อยอัญมณีต้องสาปแห่งโคโดกุนั้นยังคงอยู่ เจ้าก็ไม่สามารถช่วยเด็กสาวคนนั้นให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้” และทันใดนั้น คางุยะก็ได้ยินเสียงของเทพีสึคุโยมิ ผู้เป็นพระมารดาของเธอนั้นดังขึ้นจากในหัว สักพัก ร่างเนรมิตของเทพีสึคุโยมิก็ได้ปรากฏตัวที่ตรงหน้าคางุยะ ซึ่งจะมีแค่เธอผู้เป็นบุตรีเลือดผสมของนางเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มองเห็นร่างเนรมิตของนาง
“คางุยะ หากเจ้าต้องการจะช่วยเด็กสาวคนนั้น เจ้าจะต้องทำลายสร้อยอัญมณีต้องสาปแห่งโคโดกุนั้นให้สิ้นซาก”
คำชี้แนะที่มาจากร่างเนรมิตของผู้เป็นพระมารดาที่อยู่ตรงหน้านั้นได้นำพาไปสู่ทางสว่าง เพราะตัวคางุยะเองก็เพิ่งจะได้รู้ว่า...มีสร้อยอัญมณีต้องสาปแห่งโคโดกุถูกสวมเอาไว้ที่คอของสึบากิ
“คางุยะ เจ้าจงปกป้องเด็กสาวคนนั้นให้รอดพ้นไปจากเงื้อมมือของนางเทวีอสูรฯ อิซานามิให้จงได้”
เทพีสึคุโยมิกล่าวทิ้งท้ายกับคางุยะ ก่อนที่ร่างเนรมิตของนางนั้นจะค่อยๆ เลือนหายไป
“คุณสึรุอิมิ ที่บริเวณคอของสึบากินั้นมีสร้อยอัญมณีต้องสาปแห่งโคโดกุถูกสวมไว้อยู่”
“สร้อยอัญมณีต้องสาปแห่งโคโดกุ?? หมายความว่ายังไงกันหน่ะ คุณทาเคโทริ”
สึรุฮิเมะเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
“ช่วงก่อนที่สึบากิจะขึ้นแสดงร่ายรำบูชาเทพที่หน้าศาลเจ้า สึบากิเหมือนถูกใครบางคนสลับเปลี่ยนสร้อยอัญมณีที่ถูกสวมไว้ที่คอ...” คางุยะพลางนึกถึงในช่วงก่อนที่เธอจะไล่ตามพญาจิ้งจอก 9 หางไปพร้อมกับสึรุฮิเมะ ในตอนนั้น เธอได้เหลือบไปเห็นสร้อยอัญมณีของสึบากิที่ถือไว้บนมือเรียวงามของอาซึสะ
“ถ้าหากไม่ทำลายสร้อยนั่น พวกเราก็จะไม่สามารถช่วยสึบากิให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้”
“เข้าใจแล้วหล่ะ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง”
สึรุฮิเมะดูเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่คางุยะได้พูดออกมา แต่ทุกอย่างก็ต้องสะดุดลง เมื่อเธอนั้นมองไม่เห็นสร้อยอัญมณีต้องสาปแห่งโคโดกุที่ถูกสวมไว้ที่บริเวณคอของสึบากิที่อยู่ในร่างพญาจิ้งจอก 9 หาง
“สร้อยอัญมณีนั่น...มันถูกพรางเอาไว้ด้วยพลังปีศาจที่อยู่ในร่างพญาจิ้งจอก 9 หางที่เกิดจากคำสาปในตัวของสึบากิ แต่ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวดิฉันจะจัดการเอง”
หลังกล่าวจบ คางุยะก็เก็บคมดาบเรเปียร์เข้าที่ฝักดาบ ซึ่งเป็นด้ามจับของคฑาเวทย์จันทร์เสี้ยวด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่เธอนั้นจะรีบขว้างมีดบินแห่งจันทรมนตราที่มีขนาดยาวทั้ง 4 เล่มไปที่พญาจิ้งจอก 9 หางด้วยความรวดเร็วและฉับไว แล้วทำการควบคุมทิศทางของมีดบินขนาดยาวทั้ง 4 เล่มให้ปักเข้าที่บริเวณคอของมันทั้ง 4 ทิศด้วยพลังเวทย์ของเธอ จากนั้น คางุยะก็เริ่มทำการร่ายเวทย์พลางถือคฑาเวทย์จันทร์เสี้ยวเอาไว้ด้วยมือเรียวงามทั้งสองข้างในลักษณะแนวตั้งทันที
“ด้วยสายโลหิตแห่งธิดาเลือดผสม ข้าขอให้พลังอำนาจแห่งจันทร์เทวีผู้เป็นพระมารดร จงเข้ามาสิงสถิตและไหลเวียนในกายข้า เหล่าดวงจิตแห่งมารปีศาจและอสูรทั้งหลาย จงดับสลายอยู่ตรงหน้าข้าซะ”
หลังจากที่ร่ายเวทย์จนจบ มีดบินขนาดยาวทั้ง 4 เล่มที่ปักเข้าตรงบริเวณคอของสึบากิที่อยู่ในร่างพญาจิ้งจอก 9 หางทั้ง 4 ทิศนั้นก็ค่อยๆ เรือนแสงสีขาวออกมา
“ฉันเห็นมันแล้ว สร้อยอัญมณีต้องสาปแห่งโคโดกุที่ว่านั่น” ทางด้านสึรุฮิเมะนั้นก็เริ่มมองเห็นสร้อยอัญมณีต้องสาปแห่งโคโดกุที่ถูกเผยออกมาตรงบริเวณส่วนคอของมัน