เนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ

    64 ฆาตกรรม

            “ข้ามีของอยากให้เจ้า” จินลี่หยางกล่าวจับมือเฉินอี้ไว้และวางของสิ่งหนึ่งลงบนมือของเขา

            เฉินอี้จับๆคลำๆ ของสิ่งนั้นดูแล้วก็ขมวดคิ้ว “นี่คือ มีดสั้นหรือขอรับ”

            “อืม ของข้าเอง”

            “พี่ลี่หยางให้ข้าทำไมขอรับ ท่านเก็บไว้เถิด” เฉินอี้ยื่นมีดสั้นคืนให้เขา

            “เจ้าเก็บเอาไว้ใช้ป้องกันตัว” จินลี่หยางจับมือเฉินอี้และดันกลับไป

            ตั้งแต่เฉินอี้ถูกจับตัวไปวันก่อนเขาก็คิดมาตลอดว่าอยากให้เฉินอี้มีอาวุธเอาไว้ป้องกันตนเองบ้าง

            เฉินอี้มีวิญญาณผู้พิทักษ์และยันต์เกราะคุ้มภัยทำให้สามารถดูแลตนเองจากเหล่าวิญญาณและภูติผีได้แต่กับคนที่มุ่งปองร้ายเขาไม่มีอะไรป้องกันตนเองได้เลย หากไม่มีเขากับจางฝูลู่เฉินอี้ก็ไม่มีใครแล้ว

            เฉินอี้นั่งคลำมีดสั้นและลองดึงออกจากฝักดูปลอกและด้ามทำจากไม้ พี่ลี่หยางน่าจะพกมันติดตัวมานานแล้ว เพราะเขารู้สึกถึงรอยสึกที่ปลอกและความลื่นที่ด้ามไม้ตัวมีดยาวประมาณหนึ่งฉื่อ(สิบเซนติเมตร)

            “ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณขอรับพี่ลี่หยาง”

            “อืม” จินลี่หยางยิ้ม มองหน้าเฉินอี้และยื่นมือไปจับหัวเขา “ข้ากลับก่อนนะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้วเจ้าพักผ่อนเถิด”

            เฉินอี้ยิ้ม“ขอรับ”

            เมื่อจินลี่หยางกลับไปแล้วเฉินอี้ก็หยิบขวดแก้วหลิวหลีร่ายเวทย์ออกมาวางไว้ริมหน้าต่างและนั่งพูดคุยกับอาหลิ่งที่อยู่ด้านใน

            “อาหลิ่ง ช่วงที่เจ้าไม่อยู่มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะมากเลย"เฉินอี้ใช้นิ้วจิ้มขวดแก้ว “พี่ลี่หยางดีกับข้ามาก จนข้ากลัวว่าถ้าถึงวันนั้นจริงๆข้าอาจจะทำมิได้” เฉินอี้ถอนใจเบาๆ

     

            จินลี่หยางเข้าไปที่กองทหารรักษาเมืองก่อนกลับบ้านพักเพื่อดูความเรียบร้อยระหว่างที่เขาไม่อยู่ เมื่อเหอผิงเห็นลูกพี่ของตนเองกลับมาแล้วเขาก็รีบตรงดิ่งไปหาทันที

            “พี่จิน กลับมาแล้วหรือขอรับ”

            “เหอผิง เป็นอย่างไรบ้าง หลายวันนี้เหนื่อยเจ้าแล้วนะ”

            “พี่จิน ระหว่างที่ท่านไม่อยู่ ที่นี่เกิดเรื่องขอรับ”เหอผิงกล่าวเสียงเครียด หน้าตายุ่งเหยิง

            จินลี่หยางขมวดคิ้ว“มีอันใดหรือ”

            “เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นขอรับ” เหอผิงกล่าวด้วยความไม่สบายใจ

     

            จางฝูลู่ที่ล้มตัวลงนอนบนเตียงก็ถอนใจด้วยความอัดอั้น

            ไปฉางผิงแค่สี่วันมารดาของเขาก็จัดการเรียกแม่สื่อให้เขาแล้วเรียบร้อย แล้วเขาจะทำเช่นไรดี

            จางฝูลู่นอนมองเพดานห้องของตนเองแต่กลับเห็นหน้าลู่เจียวซินลอยอยู่บนนั้น

            ลู่เจียวซินเป็นหญิงสาวตัวเล็กบอบบาง ทั้งกิริยาและใบหน้าก็ล้วนหวานละมุน

            แต่ที่ทำให้เขาประทับใจคือการที่นางเข้มแข็งและกล้าหาญไม่แพ้บิดาและพี่ชายของนางเลย

            ระหว่างที่หนีลงจากเขาด้วยกันลู่เจียวซินไม่แสดงความอ่อนแอหรือโอดครวญใดๆ แม้เขาจะเห็นว่านางเหนื่อยมากขนาดไหนก็ตามแต่นางก็ไม่ปริปากบ่นและเร่งฝีเท้าจนมาถึงหมู่บ้านเชิงเขาโดยใช้เวลาเพียงไม่นาน

            ทั้งยังขอร้องชาวบ้านให้ไปส่งข่าวที่คฤหาสน์ตระกูลลู่โดยที่ตัวเขาเองยังคิดอันใดไม่ออกเลยด้วยซ้ำเพราะในหัวมีแต่ภาพเฉินอี้ที่ถูกทิ้งอยู่เพียงลำพังกับโจรบนเขา

            ในขณะที่เขายืนนิ่งสติหลุด กลับเป็นลู่เจียวซินที่จัดการทุกอย่างให้

            ถึงแม้มารดาจะตามใจเขาเพราะเป็นบุตรชายคนเดียวแต่นางก็ค่อนข้างเข้มงวดกับเขามาก

            จางฝูลู่ถอนใจอีกครั้งและนึกโมโหมารดาตนเองอีกหน

     

            เหอผิงเดินนำจินลี่หยางไปที่ห้องติดกับรั้วด้านหลังของกองทหารรักษาเมืองที่ทำเป็นที่เก็บศพไว้ชั่วคราว

            ระหว่างที่เดินไปเหอผิงก็รายงานเรื่องราวให้จินลี่หยางฟังไปด้วย

            “เหตุเกิดหลังจากพี่จินเดินทางไปแค่วันเดียวขอรับข้าให้หมอมาช่วยดูศพให้แล้ว มีแผลถูกแทงสองแผล”

            ทั้งสองคนเดินเข้ามาในห้องกลิ่นของศพเริ่มคลุ้งเพราะตายมาสามวันแล้วจินลี่หยางนิ่วหน้าเล็กน้อยแต่ก็มาดูศพด้วยตนเองโดยมิได้รังเกียจ

            ผู้ตายเป็นหญิงน่าจะอายุประมาณยี่สิบปีต้นๆมีแผลถูกแทงที่สีข้างด้านขวาหนึ่งแผลและหน้าอกอีกหนึ่งแผล

            “มีคนไปเจอศพถูกทิ้งไว้ในพงหญ้าริมแม่น้ำมู่ตัน ตรวจสภาพศพแล้วน่าจะถูกข่มขืนแล้วฆ่าขอรับ”เหอผิงกล่าวไปก็รู้สึกสลด

            “ดูจากแผลน่าจะเป็นอาวุธเรียวปลายแหลม ลองวัดความลึกของแผลหรือยัง”จินลี่หยางก้มดูแผลที่สีข้างของศพ

            “วัดได้หนึ่งฉื่อสองชุ่นขอรับ” เหอผิงกล่าว

    “ญาติผู้ตายล่ะ”

            “ยังไม่มีใครมาแจ้งคนหายหรือติดต่อขอดูศพเลยขอรับ”

            “เช่นนั้นก็อาจเป็นคนจากที่อื่นและนำศพมาทิ้งไว้ที่นี่” จินลี่หยางกล่าว เหอผิงพยักหน้า“อาวุธเล่า หาเจอหรือไม่”

            เหอผิงส่ายหน้า“ไม่เจอขอรับ น่าจะยังอยู่กับคนร้าย”

            “มีใครน่าสงสัยบ้างไหม”

            “ยังเลยขอรับ”

            จินลี่หยางสีหน้าไม่ดีนัก“คนที่นี่คงจะแตกตื่นกันแย่เลยสินะ”

            “ขอรับ” เหอผิงพยักหน้ารัวเร็ว

            เพราะซุนฉือเป็นเมืองเงียบสงบมิเคยมีเหตุร้ายอันใดเกิดขึ้น การพบศพหญิงสาวถูกฆ่าเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดความตึงเครียดและกังวลกับคนในเมือง

     

            “ตื่นได้แล้วนายท่าน”

            เฉินอี้ขมวดคิ้วเขาได้ยินเสียงคนปลุกแต่เพราะเมื่อวานเดินทางทั้งวันค่อนข้างเหนื่อยล้าจึงยังไม่อยากตื่น

            แต่ครู่หนึ่งก็ตั้งสติได้เพราะรู้สึกว่าเสียงนั้นฟังดูคุ้นหูจึงรีบลืมตาขึ้นมาทันทีและก็ได้เห็นเจ้าของเสียงนั้น

            “อาหลิ่ง!” เฉินอี้มองไปที่นางพลางยิ้มแก้มปริอาหลิ่งเองก็ยิ้มให้เขาอย่างสดใสเช่นเดียวกัน

            เฉินอี้ลุกพรวดพราดขึ้นจากเตียงมองหน้านางด้วยความคิดถึง อยากกอดนางใจจะขาดแต่ก็ทำไม่ได้ได้แต่กำมือสองข้างขึ้นมาปิดปากตนเองและยิ้มจนหน้าแดง

            “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือไม่”อาหลิ่งมองอาการดีใจเหมือนเด็กได้ของขวัญของเฉินอี้

            เฉินอี้พยักหน้าสายตาไม่ละไปจากนางเลย อาหลิ่งมองดวงตาคู่สวยของเขาแล้วก็ขมวดคิ้ว “เฉินอี้ท่าน…..ร้องไห้หรือ”

            เฉินอี้ไม่ตอบอันใดได้แต่มองนาง

            ตั้งแต่เฉินอี้เสียพ่อกับแม่และการมองเห็นของเขาอาหลิ่งก็ไม่เคยเห็นเขาร้องไห้อีกเลยทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาก็แสดงความรู้สึกออกมาเหมือนเด็กปกติทั่วไปคนหนึ่ง

            หัวเราะเมื่อมีความสุขร้องไห้เมื่อมีความทุกข์หรือรู้สึกเจ็บ

            แต่นับจากวันที่เขาสูญเสียทุกอย่างเมื่อสิบปีก่อนนางก็ไม่เคยเห็นน้ำตาของเขาอีก

            สิ่งที่นางคิดเองในใจมาตลอดก็คือยาพิษพวกนั้นอาจจะทำให้เฉินอี้ไม่สามารถมีน้ำตาได้หรือเปล่า

            แต่วันนี้นางรู้แล้วว่าไม่ใช่

            “เฉินอี้……” อาหลิ่งมองเฉินอี้ที่ซุกหน้าอยู่ในฝ่ามือของตนเองแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา

            อาหลิ่งนั่งลงข้างๆเขา นางอยากสัมผัสเขาเพื่อปลอบโยน ความเจ็บปวดในใจแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆหากนางกอดเขาได้มันจะดีสักเพียงไหนกันนะ

            ครู่หนึ่งเฉินอี้ก็เงยหน้าขึ้นมาจมูกแดงก่ำดูแล้วทั้งน่าสงสารทั้งตลก

            “ไม่เจอกันหลายวัน เจ้าสวยขึ้นนะอาหลิ่ง” เฉินอี้ยิ้มทั้งที่จมูกยังแดงอยู่

            “ท่านเองก็เช่นกัน แก้มแดง จมูกแดงเช่นนี้ น่ารักขึ้นเป็นกองเลย”

            ทั้งสองคนหัวเราะให้กันอย่างมีความสุข

            เฉินอี้ชวนอาหลิ่งขึ้นเขาฝั่งตะวันตกด้วยกันเพื่อไปเก็บโสม

            “อะไรกันเฉินอี้ นี่ท่านยังไม่รามือจากโสมพวกนั้นอีกหรือ” อาหลิ่งเอ่ยถามเขาพลางทำหน้าเหลือเชื่อขณะที่เฉินอี้กำลังเตรียมตัวเพื่อขึ้นเขา

            เฉินอี้หัวเราะ“ไม่เก็บโสม เก็บสมุนไพร แล้วจะให้ข้าทำอันใดเล่า”เฉินอี้หยิบห่อผ้าออกมาวางบนโต๊ะ “อีกอย่าง ข้าต้องเอาขนมไปให้เหม่ยลี่ด้วย”

            อาหลิ่งหุบยิ้ม

            เฉินอี้เล่าให้นางฟังคร่าวๆแล้วว่าเหม่ยลี่เต๋อไป๋หู่ช่วยเขาไว้หลายอย่าง นางจึงยอมให้มิเช่นนั้นอย่าหวังว่านางจะให้เฉินอี้ไปเลย

     

            จินลี่หยางไปดูจุดที่พบศพหญิงสาวริมแม่น้ำมู่ตัน

            “มีคนพบศพตรงนี้ขอรับพี่จิน” เหอผิงชี้จุดที่พบศพ มีหญ้าขึ้นกอสูงถึงเอวพื้นเป็นดินแฉะและหินกรวด

            “ใครเป็นคนพบศพ”

            “คนหาปลาขอรับ”

            จินลี่หยางนั่งลงและก้มดูบริเวณนั้นหญ้าถูกแหวกมาเป็นทางแต่ไม่มีร่องรอยการต่อสู้แสดงว่าคนร้ายฆ่านางก่อนแล้วจึงนำศพมาทิ้งไว้ในพงหญ้า

            จินลี่หยางกวาดตามองไปรอบๆและไปสะดุดตากับของบางอย่างที่ติดอยู่ในซอกหิน จึงหยิบขึ้นมาเช็ดคราบโคลนออกเมื่อเห็นชัดว่าเป็นสิ่งใดเขาก็มีสีหน้าประหลาดใจ

    คล้ายกับเรื่องเนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ ที่คุณอ่าน