“ข้ามีของอยากให้เจ้า” จินลี่หยางกล่าวจับมือเฉินอี้ไว้และวางของสิ่งหนึ่งลงบนมือของเขา
เฉินอี้จับๆคลำๆ ของสิ่งนั้นดูแล้วก็ขมวดคิ้ว “นี่คือ มีดสั้นหรือขอรับ”
“อืม ของข้าเอง”
“พี่ลี่หยางให้ข้าทำไมขอรับ ท่านเก็บไว้เถิด” เฉินอี้ยื่นมีดสั้นคืนให้เขา
“เจ้าเก็บเอาไว้ใช้ป้องกันตัว” จินลี่หยางจับมือเฉินอี้และดันกลับไป
ตั้งแต่เฉินอี้ถูกจับตัวไปวันก่อนเขาก็คิดมาตลอดว่าอยากให้เฉินอี้มีอาวุธเอาไว้ป้องกันตนเองบ้าง
เฉินอี้มีวิญญาณผู้พิทักษ์และยันต์เกราะคุ้มภัยทำให้สามารถดูแลตนเองจากเหล่าวิญญาณและภูติผีได้แต่กับคนที่มุ่งปองร้ายเขาไม่มีอะไรป้องกันตนเองได้เลย หากไม่มีเขากับจางฝูลู่เฉินอี้ก็ไม่มีใครแล้ว
เฉินอี้นั่งคลำมีดสั้นและลองดึงออกจากฝักดูปลอกและด้ามทำจากไม้ พี่ลี่หยางน่าจะพกมันติดตัวมานานแล้ว เพราะเขารู้สึกถึงรอยสึกที่ปลอกและความลื่นที่ด้ามไม้ตัวมีดยาวประมาณหนึ่งฉื่อ(สิบเซนติเมตร)
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณขอรับพี่ลี่หยาง”
“อืม” จินลี่หยางยิ้ม มองหน้าเฉินอี้และยื่นมือไปจับหัวเขา “ข้ากลับก่อนนะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้วเจ้าพักผ่อนเถิด”
เฉินอี้ยิ้ม“ขอรับ”
เมื่อจินลี่หยางกลับไปแล้วเฉินอี้ก็หยิบขวดแก้วหลิวหลีร่ายเวทย์ออกมาวางไว้ริมหน้าต่างและนั่งพูดคุยกับอาหลิ่งที่อยู่ด้านใน
“อาหลิ่ง ช่วงที่เจ้าไม่อยู่มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะมากเลย"เฉินอี้ใช้นิ้วจิ้มขวดแก้ว “พี่ลี่หยางดีกับข้ามาก จนข้ากลัวว่าถ้าถึงวันนั้นจริงๆข้าอาจจะทำมิได้” เฉินอี้ถอนใจเบาๆ
จินลี่หยางเข้าไปที่กองทหารรักษาเมืองก่อนกลับบ้านพักเพื่อดูความเรียบร้อยระหว่างที่เขาไม่อยู่ เมื่อเหอผิงเห็นลูกพี่ของตนเองกลับมาแล้วเขาก็รีบตรงดิ่งไปหาทันที
“พี่จิน กลับมาแล้วหรือขอรับ”
“เหอผิง เป็นอย่างไรบ้าง หลายวันนี้เหนื่อยเจ้าแล้วนะ”
“พี่จิน ระหว่างที่ท่านไม่อยู่ ที่นี่เกิดเรื่องขอรับ”เหอผิงกล่าวเสียงเครียด หน้าตายุ่งเหยิง
จินลี่หยางขมวดคิ้ว“มีอันใดหรือ”
“เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นขอรับ” เหอผิงกล่าวด้วยความไม่สบายใจ
จางฝูลู่ที่ล้มตัวลงนอนบนเตียงก็ถอนใจด้วยความอัดอั้น
ไปฉางผิงแค่สี่วันมารดาของเขาก็จัดการเรียกแม่สื่อให้เขาแล้วเรียบร้อย แล้วเขาจะทำเช่นไรดี
จางฝูลู่นอนมองเพดานห้องของตนเองแต่กลับเห็นหน้าลู่เจียวซินลอยอยู่บนนั้น
ลู่เจียวซินเป็นหญิงสาวตัวเล็กบอบบาง ทั้งกิริยาและใบหน้าก็ล้วนหวานละมุน
แต่ที่ทำให้เขาประทับใจคือการที่นางเข้มแข็งและกล้าหาญไม่แพ้บิดาและพี่ชายของนางเลย
ระหว่างที่หนีลงจากเขาด้วยกันลู่เจียวซินไม่แสดงความอ่อนแอหรือโอดครวญใดๆ แม้เขาจะเห็นว่านางเหนื่อยมากขนาดไหนก็ตามแต่นางก็ไม่ปริปากบ่นและเร่งฝีเท้าจนมาถึงหมู่บ้านเชิงเขาโดยใช้เวลาเพียงไม่นาน
ทั้งยังขอร้องชาวบ้านให้ไปส่งข่าวที่คฤหาสน์ตระกูลลู่โดยที่ตัวเขาเองยังคิดอันใดไม่ออกเลยด้วยซ้ำเพราะในหัวมีแต่ภาพเฉินอี้ที่ถูกทิ้งอยู่เพียงลำพังกับโจรบนเขา
ในขณะที่เขายืนนิ่งสติหลุด กลับเป็นลู่เจียวซินที่จัดการทุกอย่างให้
ถึงแม้มารดาจะตามใจเขาเพราะเป็นบุตรชายคนเดียวแต่นางก็ค่อนข้างเข้มงวดกับเขามาก
จางฝูลู่ถอนใจอีกครั้งและนึกโมโหมารดาตนเองอีกหน
เหอผิงเดินนำจินลี่หยางไปที่ห้องติดกับรั้วด้านหลังของกองทหารรักษาเมืองที่ทำเป็นที่เก็บศพไว้ชั่วคราว
ระหว่างที่เดินไปเหอผิงก็รายงานเรื่องราวให้จินลี่หยางฟังไปด้วย
“เหตุเกิดหลังจากพี่จินเดินทางไปแค่วันเดียวขอรับข้าให้หมอมาช่วยดูศพให้แล้ว มีแผลถูกแทงสองแผล”
ทั้งสองคนเดินเข้ามาในห้องกลิ่นของศพเริ่มคลุ้งเพราะตายมาสามวันแล้วจินลี่หยางนิ่วหน้าเล็กน้อยแต่ก็มาดูศพด้วยตนเองโดยมิได้รังเกียจ
ผู้ตายเป็นหญิงน่าจะอายุประมาณยี่สิบปีต้นๆมีแผลถูกแทงที่สีข้างด้านขวาหนึ่งแผลและหน้าอกอีกหนึ่งแผล
“มีคนไปเจอศพถูกทิ้งไว้ในพงหญ้าริมแม่น้ำมู่ตัน ตรวจสภาพศพแล้วน่าจะถูกข่มขืนแล้วฆ่าขอรับ”เหอผิงกล่าวไปก็รู้สึกสลด
“ดูจากแผลน่าจะเป็นอาวุธเรียวปลายแหลม ลองวัดความลึกของแผลหรือยัง”จินลี่หยางก้มดูแผลที่สีข้างของศพ
“วัดได้หนึ่งฉื่อสองชุ่นขอรับ” เหอผิงกล่าว
“ญาติผู้ตายล่ะ”
“ยังไม่มีใครมาแจ้งคนหายหรือติดต่อขอดูศพเลยขอรับ”
“เช่นนั้นก็อาจเป็นคนจากที่อื่นและนำศพมาทิ้งไว้ที่นี่” จินลี่หยางกล่าว เหอผิงพยักหน้า“อาวุธเล่า หาเจอหรือไม่”
เหอผิงส่ายหน้า“ไม่เจอขอรับ น่าจะยังอยู่กับคนร้าย”
“มีใครน่าสงสัยบ้างไหม”
“ยังเลยขอรับ”
จินลี่หยางสีหน้าไม่ดีนัก“คนที่นี่คงจะแตกตื่นกันแย่เลยสินะ”
“ขอรับ” เหอผิงพยักหน้ารัวเร็ว
เพราะซุนฉือเป็นเมืองเงียบสงบมิเคยมีเหตุร้ายอันใดเกิดขึ้น การพบศพหญิงสาวถูกฆ่าเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดความตึงเครียดและกังวลกับคนในเมือง
“ตื่นได้แล้วนายท่าน”
เฉินอี้ขมวดคิ้วเขาได้ยินเสียงคนปลุกแต่เพราะเมื่อวานเดินทางทั้งวันค่อนข้างเหนื่อยล้าจึงยังไม่อยากตื่น
แต่ครู่หนึ่งก็ตั้งสติได้เพราะรู้สึกว่าเสียงนั้นฟังดูคุ้นหูจึงรีบลืมตาขึ้นมาทันทีและก็ได้เห็นเจ้าของเสียงนั้น
“อาหลิ่ง!” เฉินอี้มองไปที่นางพลางยิ้มแก้มปริอาหลิ่งเองก็ยิ้มให้เขาอย่างสดใสเช่นเดียวกัน
เฉินอี้ลุกพรวดพราดขึ้นจากเตียงมองหน้านางด้วยความคิดถึง อยากกอดนางใจจะขาดแต่ก็ทำไม่ได้ได้แต่กำมือสองข้างขึ้นมาปิดปากตนเองและยิ้มจนหน้าแดง
“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือไม่”อาหลิ่งมองอาการดีใจเหมือนเด็กได้ของขวัญของเฉินอี้
เฉินอี้พยักหน้าสายตาไม่ละไปจากนางเลย อาหลิ่งมองดวงตาคู่สวยของเขาแล้วก็ขมวดคิ้ว “เฉินอี้ท่าน…..ร้องไห้หรือ”
เฉินอี้ไม่ตอบอันใดได้แต่มองนาง
ตั้งแต่เฉินอี้เสียพ่อกับแม่และการมองเห็นของเขาอาหลิ่งก็ไม่เคยเห็นเขาร้องไห้อีกเลยทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาก็แสดงความรู้สึกออกมาเหมือนเด็กปกติทั่วไปคนหนึ่ง
หัวเราะเมื่อมีความสุขร้องไห้เมื่อมีความทุกข์หรือรู้สึกเจ็บ
แต่นับจากวันที่เขาสูญเสียทุกอย่างเมื่อสิบปีก่อนนางก็ไม่เคยเห็นน้ำตาของเขาอีก
สิ่งที่นางคิดเองในใจมาตลอดก็คือยาพิษพวกนั้นอาจจะทำให้เฉินอี้ไม่สามารถมีน้ำตาได้หรือเปล่า
แต่วันนี้นางรู้แล้วว่าไม่ใช่
“เฉินอี้……” อาหลิ่งมองเฉินอี้ที่ซุกหน้าอยู่ในฝ่ามือของตนเองแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
อาหลิ่งนั่งลงข้างๆเขา นางอยากสัมผัสเขาเพื่อปลอบโยน ความเจ็บปวดในใจแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆหากนางกอดเขาได้มันจะดีสักเพียงไหนกันนะ
ครู่หนึ่งเฉินอี้ก็เงยหน้าขึ้นมาจมูกแดงก่ำดูแล้วทั้งน่าสงสารทั้งตลก
“ไม่เจอกันหลายวัน เจ้าสวยขึ้นนะอาหลิ่ง” เฉินอี้ยิ้มทั้งที่จมูกยังแดงอยู่
“ท่านเองก็เช่นกัน แก้มแดง จมูกแดงเช่นนี้ น่ารักขึ้นเป็นกองเลย”
ทั้งสองคนหัวเราะให้กันอย่างมีความสุข
เฉินอี้ชวนอาหลิ่งขึ้นเขาฝั่งตะวันตกด้วยกันเพื่อไปเก็บโสม
“อะไรกันเฉินอี้ นี่ท่านยังไม่รามือจากโสมพวกนั้นอีกหรือ” อาหลิ่งเอ่ยถามเขาพลางทำหน้าเหลือเชื่อขณะที่เฉินอี้กำลังเตรียมตัวเพื่อขึ้นเขา
เฉินอี้หัวเราะ“ไม่เก็บโสม เก็บสมุนไพร แล้วจะให้ข้าทำอันใดเล่า”เฉินอี้หยิบห่อผ้าออกมาวางบนโต๊ะ “อีกอย่าง ข้าต้องเอาขนมไปให้เหม่ยลี่ด้วย”
อาหลิ่งหุบยิ้ม
เฉินอี้เล่าให้นางฟังคร่าวๆแล้วว่าเหม่ยลี่เต๋อไป๋หู่ช่วยเขาไว้หลายอย่าง นางจึงยอมให้มิเช่นนั้นอย่าหวังว่านางจะให้เฉินอี้ไปเลย
จินลี่หยางไปดูจุดที่พบศพหญิงสาวริมแม่น้ำมู่ตัน
“มีคนพบศพตรงนี้ขอรับพี่จิน” เหอผิงชี้จุดที่พบศพ มีหญ้าขึ้นกอสูงถึงเอวพื้นเป็นดินแฉะและหินกรวด
“ใครเป็นคนพบศพ”
“คนหาปลาขอรับ”
จินลี่หยางนั่งลงและก้มดูบริเวณนั้นหญ้าถูกแหวกมาเป็นทางแต่ไม่มีร่องรอยการต่อสู้แสดงว่าคนร้ายฆ่านางก่อนแล้วจึงนำศพมาทิ้งไว้ในพงหญ้า
จินลี่หยางกวาดตามองไปรอบๆและไปสะดุดตากับของบางอย่างที่ติดอยู่ในซอกหิน จึงหยิบขึ้นมาเช็ดคราบโคลนออกเมื่อเห็นชัดว่าเป็นสิ่งใดเขาก็มีสีหน้าประหลาดใจ