"บูมม!!!"
ในขณะที่ผู้คนกำลังเบนความสนใจไปที่เฟยอู่จินและเฟยหรงอยู่นั้น อำนาจลมปราณสีขาวพลันระเบิดออกมาจากตัวของเฟยอู่เหม่ยจนทำให้ทุกคนพากันมองไปที่นางเป็นตาเดียว
ทันใดนั้นร่างกายของหญิงงามพลันลอยขึ้นมาจากพื้นเล็กน้อยพร้อมด้วยตบะพลังที่อยู่ดีๆก็เพิ่มพูนอย่างไม่น่าเชื่อ และยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดยั้ง
"ตูม!!"
"เทพบรรพกาลขั้นสูง"
"เทพนิรันทร์ขั้นต้น"
"เทพนิรันทร์ขั้นกลาง"
"เทพนิรันทร์ขั้นปลาย"
ในที่สุดตบะของนางพลันฝ่าทะลุไปถึงเทพนิรันทร์บรรพกาลขั้นต้น หน้าตาที่งดงามอยู่แล้วพลันงดงามเพิ่มเป็นร้อยเท่าพันทวี ทำให้ทุกคนได้แต่ตกตะลึงไม่แม้แต่เฟยหรงก็ตาม เขาไม่คิดมาก่อนว่าท่านทวดหญิงของเขาจะมีพลังแฝงมากมายขนาดนี้และเมื่อผสานเข้ากับเทวะโอสถทั้งสามชนิดจึงยิ่งทำให้นางนางสำแดงพลังออกมาได้อย่างเต็มที่
ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเอง ทัณฑ์จักรวาลพลันปรากฏขึ้นด้านบนท้องฟ้า และแน่นอนทันฑ์จักรวาลในครานี้จะต้องเป็นเฟยอู่เหม่ยเท่านั้นที่จะต้องแบกรับมัน และเหมือนนางจะเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดีจึงได้ทะยานร่างออกจากโถงดาราพิสุทธิ์ในทันที และมาหยุดอยู่ที่กลางท้องฟ้าที่ประดับไปด้วยหมู่ดาว
"เข้ามา!!"เฟยอู่เหมยกล่าวอย่างไม่หวาดกลัว ทันฑ์จักรวาลคำรามลั่นก่อนจะฟาดมาที่ร่างของเฟยอู่เหมยไม่ขาดสาย หญิงงามยืนหยัดอยู่ได้พักใหญ่ในที่สุดนางก็พลันต้องสำแดงปราณออกมาให้จักรวาลได้ประจักษ์
"ดูให้ดีนางกำลังจะใช้ทักษะที่เทพนิรันทร์บรรพกาลทุกคนจะต้องมี"เฟยอู่หนานกล่าวและมองไปยังท้องฟ้าอย่างยินดี เฟยอู่เหม่ยในเวลานี้ถูกปกคลุมไปด้วยลมปราณสีขาวประดุจชุดเกราะที่บริสุทธิ์และงดงาม
"ทักษะจำแลงร่างเทพสงครามดาราจรัสแสง"นางกล่าวออกมาเช่นนั้น ร่างพลังงานสีขาวเกิดขึ้นด้านหลังพร้อมกับในมือถือหอกที่มีลวดลายวิจิตรงดงามเอาไว้ ก่อนที่จะยกมันขึ้นและเล็งเป้าไปที่ทัณฑ์จักรวาลเหนือศรีษะของตนเอง
"หนึ่งหอกทะลวงดารา"ทั้งร่างจริงและร่างพลังงานง่วงหอกและพุ่งออกไปพร้อมกันด้วยพลังปราณที่มหาศาลพลันทำลายทัณฑ์จักรวาลจนกระจุยไม่มีชิ้นดี เฟยหรงที่เห็นถึงกับนิ่งอึ้งในทันใด ไม่มีบัลลังก์ราชันแต่กลับทำลายทัณฑ์จักรวาลด้วยพลังของตนเอง มันเป็นไปได้จริงๆหรือ ครอบครัวนี้เรียกได้ว่ามีแต่สัตว์ประหลาดอย่างแท้จริง
"นั่นคือทักษะจำแลงร่าง ด้วยทักษะนี้จะทำให้เทพนิรันทร์บรรพกาลทุกคนจะสามารถเพิ่มพลังของตนเกือบสิบเท่าในระยะเวลาอันสั้น เป็นทักษะที่เกิดจากจินตนาการและพรสวรรค์ทั้งหมดของคนๆนั้นเองไม่สามารถที่จะลอกเลียนแบบกันได้ ข้อกำหนดเพียงอย่างเดียวคือต้องอยู่ในระดับนิรันทร์บรรพกาลเพื่อให้มีพลังปราณเพียงพอที่จะสร้างรูปลักษณ์ในจินตนาการขึ้นมาได้"เฟยอู่หนานกล่าวอธิบาย เฟยหรงที่ได้ยินพลันกำหมัดแน่น
การจำแลงร่างงั้นหรือ เขาเองก็มีร่างจำแลงเทพมังกรแต่มันเป็นแค่ทักษะของกายศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นไม่ได้รวมพรสวรรค์ทั้งหมดของเขาลงไป เฟยหรงคิดมาถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงรูปลักษณ์ที่เป็นลักษณะรวมกันของพรสวรรค์ของเขาแต่ก็คิดไม่ออกสักที
ในขณะเดียวกันเฟยอู่เหมยที่บรรลุระดับขั้นก็พลันพุ่งมาหาเฟยหรงและกอดเอาไว้แน่นจนเขาแทบหายใจไม่ออก นี่ผู้หญิงในตระกูลเฟยชอบแสดงความรัก ความขอบคุณ ผ่านอ้อมกอดหรืออย่างไร ตั้งแต่มาถึงเฟยหรงแทบตายคาอ้อมอกของท่านทวดทั้งหลายของเขาหลายครั้งหลายครา และครั้งนี้ก็เช่นกัน
"พี่อู่เหม่ยๆหากเจ้าไม่ปล่อยเขามีหวังเขาได้ตายจริงๆแน่"เฟยหงลี่กล่าวขึ้น เนื่องจากเฟยอู่เหมยยังอยู่ในทักษะจำแลงร่างอยู่เลยแล้วเฟยหรงที่อยู่ในระดับเทพบรรพกาลจะไปทนการกอดรอดของนางได้อย่างไร
"โอ้ ขอโทษที่ทวดหญิงของเจ้าดีใจมากเกินไปหน่อย เหลนตัวน้อยของข้าขอบใจเจ้ามากๆ"นางคลายอ้อมกอดออกและกล่าวขึ้น เฟยหรงที่หายใจหายคอได้ก็พลันยกยิ้มเจื่อนๆ
"ไม่เป็นไรหรอกขอรับ ท่านเป็นทวดหญิงของข้านี่"เฟยหรงเอ๋ยขึ้นมาเช่นนั้น ทุกคนจึงพากันหัวเราะชอบใจ ก่อนที่จะเดินเข้าไปด้านในโถงดาราพิสุทธิ์อีกครา
"ท่านทวดใหญ่ข้ามีคำถาม พลังวิญญานที่เหนือกว่าระดับวิญญานศักดิ์สิทธิ์คืออะไรกันหรือขอรับ"เฟยหรงกล่าวอย่างไม่อ้อมคอมอีกต่อไป เนื่องจากพลังวิญญานของเขาติดอยู่ที่วิยญานศักดิ์สิทธิ์มานานแล้วและการถามเฟยอู่หนานที่เป็นหนึ่งผู้แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาลก็นับเป็นเรื่องที่สมควร
"โอ้ เจ้าจะถามเรื่องนี้หรือ บอกตามตรงข้าไม่ค่อยรู้อะไรมากนักเกี่ยวกับพลังวิญญานแต่ตำนานเล่าว่าเหนือวิญญานศักดิ์สิทธิ์ก็จะมีขั้นวิถีพรหมอีกหนึ่งขั้น ส่วนรายละเอียดวิธีบรรลุนั้นข้าไม่รู้เหมือนกันเพราะผู้ฝึกตนวิญญานในจักรวาลนี้มีน้อยนิดมากและระดับสูงสุดที่พวกเขาบรรลุก็เหมือนเจ้าระดับวิญญานศักดิ์สิทธิ์"เฟยอู่หนานกล่าวอธิบาย
"เช่นนั้นข้าจะไม่หาวิธีบรรลุขั้นจากที่ใดกับละ ขนาดท่านทวดใหญ่ยังไม่รู้เลย"น้ำเสียงของเฟยหรงเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้ายอย่างเห็นได้ชัด เฟยอู่หนานที่เห็นดังนั้นก็มองไปยังเหล่าภรรยาของเขา
"พาเขาไปหานางเถอะ หากเป็นไปได้ก็ง้อนางกลับมาให้ได้ด้วย พวกข้าจะฝึกสอนพวกภรรยาของเจ้าหนูอยู่ที่นี่แหละ"เฟยฮุยหยากล่าวขึ้นมา เฟยอู่หนานพลันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เฟยหรงที่ได้ยินก็งุนงงสงสัย ท่านทวดใหญ่จะพาเขาไปไหนกัน
"เอาเช่นนี้ เจ้าหนูให้เจ้าพักผ่อนเสียสักสองสามวันแล้วกันแล้วข้าจะพาเจ้าไปที่ตำหนักวิญญานสวรรค์ซึ่งที่นั่นคือแหล่งรวมของผู้ฝึกตนพลังวิญญาน"เฟยอู่หนานกล่าวขึ้นเช่นนั้น เฟยหรงได้ก็พลันดวงตาเป็นประกายยกใหญ่ ตำหนักวิญญานสวรรค์งั้นหรือชื่อนี้เขาได้ยินตั้งแต่อยู่ทะเลดาราว่าเป็นแหล่งรวมของผู้ฝึกตนวิญญานและนักปรุงโอสถมากมาย การที่ท่านปู่ทวดจะพาเขาไปในครานี้ช่างน่าตื่นเต้นไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อพูดคุยกันเสร็จสิ้นด้วยความเห่อของเฟยหงลี่นางถึงขนาดมอบคฤหาสน์ด้านข้างโถงดาราพิสุทธิ์ให้เฟยหรงหนึ่งหลังเอาไว้ให้ชายหนุ่มได้พักผ่อนกับบรรดาภรรยาของเขาที่นางไปสืบมาแล้วว่ามากมายเสียเหลือเกิน
ซึ่งเฟยหรงก็รับมันไว้แต่โดยดีและเข้าไปพักผ่อนในทันทีซึ่งเมื่อเข้ามาด้านในมันก็ทำให้เขาตกตะลึงไม่น้อยเนื่องจาคฤหาสน์หลังนี้งดงามไม่ต่างจากโถงดาราสวรรค์ขนาดย่อมเลยก็ว่าได้ ชายหนุ่มหลังจากเดินสำรวจคฤหาสน์อย่างสบายใจ ก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องทิ้งตัวลงนอนเสียที
หลายวันแล้วที่เขาไม่ได้พักผ่อนเช่นนี้ แม้ว่าในระดับพลังเช่นเขาจะไม่จำเป็นต้องพักผ่อนก็ตามที เฟยหรงหลังจากนอนลงก็งีบหลับลงไปในทันใด ต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปสามชั่วยาม ชายหนุ่มรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งและสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของคนสามคนที่กำลังเข้ามา
ชายหนุ่มไม่รอช้าเมื่อกลุ่มคนกลุ่มนั้นเข้ามากใล้ก็รวบพวกนางลงมาบนเตียงในทันใดพร้อมกับใช้พลังปราณเกิดไฟจนสว่างโล่ง ทำให้เห็นร่างของหญิงงามสามคนนั่นคือ หวูหลิง ตงกู่เซียน และหลินเอ๋อที่บัดนี้ถูกเฟยหรงกดลงบนเตียงเป็นที่เรียบร้อย
"สาวๆพวกเจ้าเข้ามาในห้องผู้ชายยามวิกาลเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่เหมาะกระมัง พวกเจ้ามั่นใจในหัวใจตัวเองปานนั้นเชียวหรือ แล้วพี่หญิงอีกสองคนของพวกเจ้าไปไหนกัน"เฟยหรงกล่าวขึ้นมาทำให้หญิงงามทั้งสามพลันหน้าแดงระเรื้อ
"พี่หญิงเฟิงหยาลี่ให้พวกเราเข้ามา ทั้งยังบอกอีกว่าให้ไปหานางต่อด้วย"เป็นตงกู่เซียนที่กล่าวขึ้นเป็นคนแรก
"ใช่! แล้วเรื่องที่เจ้าถามว่าพวกข้ามั่นใจแล้วหรือก็ตอบได้เลยว่ามั่นใจ เจ้ารู้หรือไม่พี่สาวหยาลี่กรอกหูพวกข้าเรื่องนี้ทุกวันจนพวกข้าไม่อาจทนได้อีกต่อไปแล้ว"หวูหลิงกล่าวขึ้นมาอย่างเอียงอาย เฟยหรงที่ได้เห็นก็ยิ้มเยาะในใจ ดูเหมือนภรรยาตัวดีของเขาอย่างเฟิงหยาลี่จะแกล้งพวกนางมากไปจริงๆถึงได้ทำให้พวกนางบุกเข้ามาในห้องเขาอย่างอุกอาจเช่นนี้ได้
"ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วข้าก็จะไม่เกรงใจ เตรียมตัวรับมือให้ดีแล้วกัน"เฟิงกล่าวจบก็เริ่มสงครามราคะกับหญิงงามทั้งสามคนในทันที ในเวลานี้เสียงครวญครางพลันดังออกมาไม่ขาดสาย โชคยังดีที่คฤหาสน์นี้เก็บเสียงได้ ไม่เช่นนั้นเกรงว่าคนที่อยู่คฤหาสน์ข้างๆอย่างพวกทวดทั้งหลายของชายหนุ่มคงไม่เป็นอันหลับอันนอนเป็นแน่แท้