เทพสงครามหวนจุติ

    คมมีดปักย้ำกลางใจ

    ตอนที่ 74


    คมมีดปักย้ำกลางใจ




    “ ตึก… ตัก…”


    “ ตึก… ตัก…”


    นี่จึงเป็นเสียงที่ก้องสะท้อนอยู่ในอกของหยุนซินถง หัวใจดวงน้อยๆของนาง เต้นกระหน่ำ ยามเมื่อรอยยิ้มนั้นส่งมา หากที่มากกว่า คือความดีใจ ที่มันยังคงมีชีวิตอยู่จริง


    แต่แล้ว… 


    “ นั่นมัน!!... เจ้าเด็กไร้ยางอายผู้นั้น...” 


    กลับเป็นเสียงของตงฟางเยว่ ที่พาให้นางได้สติ “ อ อะไร?!!... ท่านที่ปรึกษาว่าผู้ใดไร้ยางอาย?”


    นางกล่าวพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำ เป็นนางที่ได้ยินเพียงคำ “ ไร้ยางอาย” จึงพลันเข้าใจไปว่า เป็นตน ที่ถูกตงฟางเยว่ผู้นี้ตำหนิเอา เพราะการแสดงออกที่ไม่สมควร


    “ เจ้าหนุ่มผู้นั้นไงเพคะ”


    หยุนซินถงมองตามสายตาก็รู้สึกโล่งใจ หากกลับพบว่า ที่ปลายทางเป็นชายหนุ่มที่ส่งยิ้มมา


    “ หานเฟิง?...”


    “ ใช่เพคะ องค์หญิงก็รู้จักมัน?!...”


    หยุนซินถงพยักหน้า กล่าวถามอย่างสงสัย “ แล้ว มันไร้ยางอายอย่างไร?...”


    “ เป็นเรื่องเมื่อกว่าสามปีก่อน ยามนั้น หม่อมฉันได้ไปเยือนวังยุทธ์เมฆครามเขตสิบสอง ซึ่งอันที่จริง ก็ไปเพื่อที่จะสืบข่าวเรื่องที่ตำหนักนางเซียนออกมาตามหาคน”


    “ ตามหาคน...” หยุนซินถงครุ่นคิด ก่อนจะกล่าวนามของคนผู้หนึ่งออกมา “ เฉินเสวี่ยเอ๋อร์” จากนั้นจึงไพล่นึกไปถึงยามที่ตนเคยสืบค้นประวัติของหานเฟิง แล้วได้ทราบว่า เฉินเสวี่ยเอ๋อร์ที่ตำหนักนางเซียนต้องการตัวผู้นี้ เคยเป็นคู่หมั้นของหานเฟิง แต่เพราะก็เกิดเรื่องราวบางประการ ที่ทำให้ทั้งสองต้องแยกจากกัน


    “ ใช่แล้วเพคะ เป็นตอนนั้น ที่หม่อมฉันได้แวะไปเยี่ยมศิษย์…” กล่าวถึงตรงนี้ก็มองไปยังซีคงเล่ย ที่กำลังส่งยิ้มน้อยๆมาทางตน “ จึงได้พบกับเจ้าหนุ่มหานเฟิงผู้นั้น เป็นมันที่กำลังประลองฝีมืออยู่กับเหยาเอ๋อร์…”


    “ ประลองฝีมือกับหวังซูเหยา?”


    ตงฟางเยว่พยักหน้า “ เพคะ แล้วก็เป็นมันที่ใช้วิชาฝีมือที่ไร้ยางอาย ชกเข้าใส่แต่เพียงใบหน้าของเหยาเอ๋อร์ เพื่อให้นางกล่าวคำยอมแพ้ออกมา” ( เป็นเหตุการณ์ในตอนที่ 15 ไร้ยางอาย)


    หยุนซินถงฟังคำก็ถึงกับเหม่อลอย ขบคิดไม่ถึงว่า ชายหนุ่มที่ดูพึ่งพิงได้ผู้นั้น จะกล้าใช้วิธีการต่ำช้าเช่นนี้ เพื่อชัยชนะจริงๆ? แต่พอนางเหลียวหน้ากลับไปมองมันอีกครั้ง ก็เห็นว่า มีชายชราอีกผู้ตบเท้าออกมาจากประตู


    เป็นชายชราในชุดคราม ที่แลดูสุภาพอ่อนโยน มองไปคล้ายเพียงพ่อบ้าน แต่หากทันทีที่คนผู้นี้ปรากฏกาย ทูตมังกรที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน ก็สืบเท้าเข้าต้อนรับ เห็นมันโค้งคำนับอย่างนอบน้อม แลไป จึงคล้ายว่าชายชราผู้นี้จะมีศักดิ์ฐานะไม่ธรรมดาในวังมังกร


    จากนั้น จึงเห็นมันสองสนทนากันอยู่ครู่ ก่อนที่ชายชราจะเดินจากไปแต่เพียงลำพัง กระทั่งที่ครู่ต่อมา ทูตมังกรผู้นั้น ก็นำพากลุ่มคนทั้งหมดไป



    กลุ่มผู้เข้าร่วมการประลองสืบเท้าติดตามทูตมังกร ไปตามเส้นทางที่ปูด้วยหินเขียว มิได้เข้าสู่หมู่ตึกอันวิจิตร หากลัดเลาะไปตามาเส้นทาง ที่สองฟากฝั่งเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้ แลไปจึงคล้ายว่าทูตมังกรผู้นี้ พาผู้คนท่องชมอยู่ในสวนอุทยาน ซึ่งทุกผู้คนก็ล้วนแต่เดินอย่างสงบเสงี่ยม ไม่มีผู้ใดกล้าเปิดปากกล่าวคำ หากจะมีก็แต่กลุ่มคนที่ด้านหลัง กลุ่มคนที่รั้งท้าย หากคล้ายจะไม่รู้จักคำว่าสำรวม


    เป็นกลุ่มของหานเฟิง ยามนี้ที่หลายต่อหลายคนต่างก็พากันทอดถอนใจชื่นชมต่อบรรยากาศ สนทนาหัวร่อต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนาน ทั้งๆที่ทราบว่า สถานที่แห่งนี้เป็นดินแดนที่เปรียบดั่งตำนาน สถานที่ที่พวกมันควรให้เกียรติสำรวม แต่กระทั่งองค์หญิงของอาณาจักรเมฆครามยังไปร่วมกลุ่มพูดคุย


    หยุนซินถง ที่บัดนี้กำลังเดินเคียงคู่กับตงฟางเยว่ กล่าวคำสนทนากับซีคงเล่ย จนทราบรู้เรื่องราวต่างๆนานา


    “ กลับเป็นเช่นนี้...”


    หยุนซินถงทอดถอนใจ เหลียวหน้ากลับไปมองชายหนุ่มที่รั้งท้าย ชายหนุ่มที่เดินเคียงคู่อยู่กับบิดามารดา


    ย่อมเป็นหานเฟิง


    “ กระหม่อมได้ยินคราแรกก็ยังแทบไม่เชื่อหู หากแต่คำกล่าวนี้เป็นอาวุโสมังกรท่านนั้นยืนยันด้วยตัวเอง ว่ามันเป็นตัวแทนจากอาณาจักรร่มพฤกษาจริง”


    ซีคงเล่ยกล่าวตอบ ก่อนจะตามมาด้วยคำถามของตงฟางเยว่ที่เต็มไปด้วยความสงสัย


    “ มันหายตัวไปในเหตุการณ์ตำหนักอัคคี ทุกคนเข้าใจว่ามันตกตาย เหตุไฉนจึงกลับกลายเป็นว่ามันไปอยู่อาณาจักรร่มพฤกษาได้”


    “ มันกล่าวว่า ถูกค่ายกลนำส่งของตำหนักอัคคีส่งตัวไป”


    “ เรื่องนั้นก็พอจะเข้าใจ แต่เหตุใด มันจึงมีระดับฝีมือสูงล้ำถึงเพียงนี้ กาลก่อน เห็นว่ามันมีความสำเร็จเพียงแค่ปราณบาดาลขั้นต้น สองปีสู่ปราณปฐพีขั้นปลาย นี้คล้ายจะเป็นเรื่องที่เกินธรรมดา”


    “ เรื่องนี้มันกล่าวอธิบายว่า มันได้พานพบโชควาสนาบางประการ ไต่ทะยานสู่ฟากฟ้าในคราเดียว”


    ตงฟางเยว่พยักหน้ารับ “ กล่าวไป มันนับเป็นบุคคลที่โชคดีนัก...” 


    กล่าวพร้อมกับทอดถอนใจ ก่อนจะชายตามององค์หญิงที่ด้านข้าง องค์หญิง เดี๋ยวก็หันมองไปด้านหลัง เดี๋ยวก็ก้มหน้ามองทาง คล้ายจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว


    “ กระทั่งองค์หญิง ก็ถูกคร่ากุมหัวใจไปเสียแล้ว”


    คำกล่าวนี้กล่าวออกมาลอยๆ หากองค์หญิงที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวคล้ายจะได้ยิน


    “ ท ท่านกล่าววาจาอันใด คร่ากุมหัวใจอันใด ย่อมไม่มี...”


    ได้ยินคำขององค์หญิง ก็พาให้สองศิษย์อาจารย์ต้องเอามือปิดปากหัวร่อ ก่อนที่ตงฟางเยว่จะกล่าวขึ้นต่อว่า


    “ ท่านอยากพบมัน อยากสนทนากับมัน แล้วจะยืนอยู่กับคนชราอย่างพวกหม่อมฉันทำไม?”


    “ แต่…” 


    กล่าวไปก็พลางเหลียมมองหานเฟิงที่กำลังสนทนาอยู่กับบิดามารดา นางที่เห็นครอบครัวพร้อมหน้า ก็ไม่อยากเข้าไปเป็นส่วนเกิน


    “ ชักช้า ระวังจะถูกแมวคาบไป แล้วก็อย่ามาร้องไห้เสียใจในภายหลังนะเพคะองค์หญิง”


    “ ย่อมไม่!”


    ปากกล่าวไม่ แต่สองเท้าก้าวออกไปแล้ว แน่นอนย่อมตรงไปหาหานเฟิงที่ท้ายขบวน นางที่พอไปถึง ก็เห็นสองสามีภรรยามีทีท่าว่าจะหยุดเท้าถวายบังคม นางจึงต้องยกมือขึ้นปราม กล่าวคำ “ ไม่ต้องมากพิธี”


    หากกลับเป็นสุ่ยอิงที่รีบขอตัว นำผู้เป็นสามีเดินจากไป ก่อนจะหันหน้ามาขยิบตาให้บุตรชาย คล้ายเป็นอันรู้กัน


    ซึ่งหานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นไหนเลยจะไม่รู้ เป็นมารดาคิดหวังให้มันจับปลาสองมือ มือหนึ่งยึดจับเสวี่ยเอ๋อร์ อีกมือก็คร่ากุมองค์หญิงมาครอบครอง


    ทว่า มันกลับมิต้องการ มิใช่ว่ามันรังเกียจเดียจฉันท์ในอดีตของนาง ทั้งมิใช่เพราะคำสาบานโลหิตที่ให้ไว้ต่อเสวี่ยเอ๋อร์ หากเป็นเพราะ หัวใจดวงนี้ไม่อาจเหลือที่ว่างเผื่อให้ใคร


    มันจึงหยุดเท้าแสดงความเคารพอย่างนอบน้อม


    “ คารวะองค์หญิง” 


    หานเฟิงกล่าวอย่างสุภาพ หยุนซินถงพยักหน้ารับ สองตาหลุบลงมิกล้าจ้องสบกับชายหนุ่ม ที่บัดนี้กลับกลายเป็นสูงกว่านาง


    “ ยังคงมิได้มีโอกาสกล่าวคำขอบคุณต่อองค์หญิง”


    “ ขอบคุณเรื่องอันใด”


    “ ย่อมต้องเป็นเรื่องน้ำใจไมตรีที่ท่านแสดงต่อตระกูลหลี่ของกระหม่อม”


    “ เรื่องนั้นอย่าได้กล่าวแล้ว ล้วนเป็นข้าติดค้างต่อเจ้ามากมาย”


    หานเฟิงพยักหน้ารับ ก่อนจะกล่าวคำขึ้นต่อ “ องค์หญิงมาพบกระหม่อมยามนี้ ใช่มีเรื่องราวใดต้องการจะรับสั่งหรือไม่?”


    “ เพียงมาพบเฉยๆ ไม่ได้หรือ?”


    “ กระหม่อมไหนเลยจะกล้าปฏิเสธ”


    “ ไม่ได้พบกันนานปี เจ้ากลับเปลี่ยนไปมากนัก”


    “ หากลับเป็นท่าน ที่ยังคงงดงามดุจเดิม ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย…”


    หยุนซินถงฟังถึงตรงนี้ก็แย้มยิ้ม หากคำกล่าวถัดมา กลับพาให้รอยยิ้มของนางต้องนิ่งค้าง ก่อนจะหม่นลงไปอย่างเร็วพลัน


    “ ซึ่งท่านที่งดงามถึงเพียงนี้ หากองค์ชายของอาณาจักรใดได้ตบแต่งเป็นพระชายา คงนับว่าโชควาสนามิใช่น้อย”


    หยุนซินถงที่นิ่งค้าง ขบคิดอย่างเจ็บปวด ‘ ตบแต่งเป็นพระชายา?... นั่นใยมิเคยเป็น…’


    วาจากประโยคนี้ของหานเฟิง ราวกับเป็นน้ำเย็นที่ราดรดลงบนศีรษะของหยุนซินถง นางพลันเลื่อนลอยไร้คำกล่าว หัวใจปวดร้าวคล้ายดุจคมมีดกรีดแทง เพราะฐานะตำแหน่งพระชายานี้ ช่วยตอกย้ำความในใจที่ว่า นางมิใช่หญิงสาวบริสุทธิ์ นางเป็นสตรีที่เคยมีสามีมาก่อน เทียบกับบุรุษหนุ่มที่ตรงหน้า ใช่เหมาะสมกันแล้วหรือไม่ นี่จึงกลายเป็นความปวดร้าวลึกๆที่ในใจ ที่ยากจะระบายออกมา


    หากทว่า ที่นางหารู้ไม่ คือถ้อยความนี้ เป็นที่หานเฟิงต้องการให้นางได้ยิน 


    เป็นเพราะตัวมันที่ได้สนทนากับมารดา จึงได้ตระหนักทราบ ถึงเมล็ดพันธ์แห่งรักที่ก่อตัวขึ้นอยู่ภายใจของหญิงสาว หากเมล็ดพันธ์นี้มิทันได้เติบโต ก็เป็นอันต้องสิ้นสุดลงเพราะการจากไปของมัน กระทั่งที่วันนี้มันหวนกลับมา เดิมมันคิดว่า นางคงจะลืมเลือนเรื่องของมันไปจนสิ้น แต่เพราะพบเห็นสายตาที่ทอดมา จึงทราบ ว่าความรู้สึกนี้ยังคงไม่ถูกลบเลือนแต่อย่างใด


    ทว่า ตัวมันมิอาจตอบรับความรักนี้จากนาง ตัวมันมิอาจให้เมล็ดพันธ์แห่งรักนี้งอกเงยจนกลายเป็นต้นกล้าแห่งรัก ดังนั้น มันจึงจำต้องขุดถอนเมล็ดพันธ์แห่งรักนี้ขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง


    แม้จะโหดร้ายต่อนางไปบ้าง...


    หากนั่นดีกว่าปล่อยให้นางถลำลึกต่อไป


    หานเฟิงที่เห็นว่าหยุนซินถงหน้าหม่นสีลง ก็ทำราวกับไม่ได้ทราบรู้ว่าถ้อยคำกล่าวของตนทำร้ายจิตใจของหญิงสาว มันกล่าวคำขึ้นต่อ ตอกย้ำความเจ็บปวด ดุจคมมีดเล่มที่สองที่ปักย้ำลงไปในใจ


    “ หากมิใช่ว่ากระหม่อมมีภรรยาอยู่ก่อนแล้ว…”


    ถ้อยความนี้ เดิมทีคล้ายเป็นวาจาอันอุกอาจ หากทว่า ทันทีที่หยุนซินถงได้ยิน กลับพลันต้องชะงักงันไป สองเท้านางหยุดเดิน สีหน้ากลับกลายเป็นเคว้งคว้าง ในหัวคล้ายมีเพียงคำ “ กระหม่อมมีภรรยาอยู่แล้ว” ก้องกังวานไม่รู้จบ กระทั่งที่เสียงกล่าวของชายหนุ่มดังขึ้นต่อมา จึงได้ปลุกพาสติของนางให้ฟื้นคืน


    “ องค์หญิง ท่านไปอันใดไปแล้ว?”


    “ ม ไม่มีใด”


    หยุนซินถงพยายามเก็บคืนสีหน้า ก่อนจะสืบเท้าก้าวเดินต่อ แม้ในใจยามนี้ราวกับมีพายุที่โหมกระหน่ำ หากถ้อยคำน้ำเสียงที่กล่าวต่อชายหนุ่มยังคงสงบนิ่งดุจเดิม คล้ายไม่มีเรื่องราวอันใด


    “ เจ้ากลับมีภรรยาแล้ว”


    “ กระหม่อมมีคู่หมั้นอยู่ตั้งแต่แรก ท่านคงไม่ทราบรู้”


    ย่อมรู้… แต่ “ ได้ยินว่าเกิดเหตุการณ์เรื่องราว ที่พาให้เจ้าและคู่หมั้นไม่อาจลงเอยต่อกัน”


    หานเฟิงได้ยินคำก็หัวร่อ “ ล้วนเป็นสิ่งที่เรียกว่าพรหมลิขิต”


    “ เจ้าจะบอกว่า ภรรยาของเจ้า คือเฉินเสวี่ยเอ๋อร์ผู้นั้น?!!!” หยุนซินถงรู้สึกประหลาดใจยิ่ง


    “ ท่านก็รู้จักนาง?” ครานี้กลับเป็นหานเฟิงที่แสร้งเป็นประหลาดใจ


    “ อ เอ่อ… เป็น ข้าเคยสนทนากับมารดาของเจ้า เป็นนางบอกเล่าเรื่องราวให้ข้าฟัง”


    “ หืม! ท่านแม่ไฉนกลายเป็นคนจุ้นจ้านไปเสียแล้ว”


    ทว่า คำนี้หลุดออกมา กลับเป็นหยุนซินถงที่ต้องสะอึก เพราะคำจุ้นจ้านของชายหนุ่มนี้ ท้ายที่สุด คงไม่แคล้วต้องตกใส่ศีรษะของนางเอง


    หยุนซินถงข่มใจ ไม่ขบคิดเสียใจให้มากความ กล่าวถามออกไปด้วยความที่สงสัย “ ก่อนที่เจ้าจะหายไปในครานั้น ยังไม่คล้ายว่าพวกเจ้าจะพบเจอกันมาก่อน...”


    “ เป็นตัวข้าถูกส่งไปพบกับนาง”


    หยุนซินถงถึงกับนิ่งงันไปครู่ ขบคิดว่า โชคชะตาพรหมลิขิตมันก็เป็นเช่นนี้ แม้ตัวจะอยู่ห่างกัน หากสุดท้าย เรื่องราวกลับนำพาทั้งสองให้กลับมาพบกัน


    “ เช่นนั้นนางก็มิได้อยู่ที่อาณาจักรเมฆครามแล้ว?”


    “ ถูกแล้ว” 


    คำตอบนี้หาได้ช่วยให้นางเบิกบานยินดีแต่อย่างใด เพราะจะคงอยู่หรือมิได้คงอยู่ ก็มิได้หมายความว่านางจะมีโอกาสในตัวชายหนุ่ม เพราะนางไม่คิดจะชุบมือเปิบ แย้งชิงสามีผู้อื่น ในขณะที่เจ้าของนั้นไม่อยู่...


    “ หากไม่รู้ ว่าข้าจะมีโอกาสได้ยลโฉมภรรยาเจ้าหรือไม่?”


    “ ย่อมแน่นอน เพราะเมื่อครู่ที่ข้าลงจากนาวาเหินหาวมา ก็พบเห็นนางในกลุ่มคน ยังคงส่งยิ้มให้กันอยู่เลย”


    คำตอบนี้คล้ายดั่งคมมีดเล่มที่สาม ที่เสียบแทงเข้าไปกลางใจของหยุนซินถง นางที่กลายเป็นอึงงัน สีหน้ากลายเป็นเคว้งคว้างขึ้นมาอีกครา


    ‘ ส่งยิ้มให้กัน?… ที่แท้ มันมิได้ยิ้มให้แก่ข้า กลับเป็นยิ้มให้แก่ภรรรยามัน…’


    หยุนซินถงฝืนยิ้ม จนรอยยิ้มยังกลายเป็นแห้งแล้งไป “ เช่นนั้นเจ้าอย่าได้ลืมแนะนำให้ข้าได้รู้จัก”


    หานเฟิงแย้มยิ้มยินดี ทำราวกับมิทราบรู้ว่าตนได้ปักคมมีดใส่อกของหญิงสาวไปแล้วสามเล่ม มันกล่าวขึ้นต่อว่า “ ย่อมแน่นอน กระทั่งวันที่เราสองวิวาร์กัน ยังคงไม่ลืมเลือนเชิญท่านมาเป็นแขกพิเศษในงาน”


    กลับเป็นอีกหนึ่งคมมีดปักลึกที่กลางใจ


    องค์หญิงใกล้จะพังทะลายแล้ว


    นางที่หลังจากนี้ก้าวเดินไปอย่างไร้รสชาติ กระทั่งที่ตนแยกย้ายจากชายหนุ่มเมื่อไร มาถึงตำหนักที่พักของตนได้อย่างไร ก็คล้ายว่าจะไม่รู้ตัว



    ค่ำคืนที่กลุ่มคนต่างพากันแยกย้ายอาศัยกันคนตำหนัก แม้จะเป็นคนละตำหนัก แต่ก็มิถึงกลับอยู่ห่างกันจนเกินไป กลุ่มของหานเฟิงก็ได้ครองมาตำหนักหนึ่ง มันที่เดิมคล้ายจะมีสิทธิพิเศษอยู่บ้าง แต่หลังจากที่หลงซุนจากไป มันก็เพียงถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจมันเป็นพิเศษ กระทั่งตำหนักหลังนี้ก็เช่นกัน ที่ภายในตำหนักมีด้วยกันอยู่กว่าสิบห้อง จึงจำต้องแบ่งให้บางห้องที่ต้องอยู่ร่วมกันถึงสองคน เพื่อที่จะได้มีที่ให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ


    ทว่า ค่ำนี้ทุกคนยังไม่หลับ ล้วนตื่นตาตื่นใจในสถานที่ บ้างนั่งสนทนากันอยู่ในโถง บ้างก็เดินชมดาวอยู่ในสวนจำลอง ส่วนหานเฟิง มันที่บัดนี้อยู่ในห้องสนทนากับบิดามารดากันเพียงลำพัง เพราะยามนี้ มีหญิงสาวอีกผู้หนึ่งเพิ่มเข้ามา


    เป็นเสวี่ยเอ๋อร์ นางที่ตกค่ำก็ไม่รอช้า มุ่งตรงพบหน้าหานเฟิง กราบพบบิดามารดา สร้างความแตกตื่นตกใจกับพวกท่านไม่น้อย หากนั่นแค่เพียงการเริ่มต้น เพราะคืนนี้ นางจะบอกเล่าทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับตัวนาง เรื่องราวที่จะพาให้พวกท่านต้องตกตะลึงไปอีกสองสามวัน



    ไม่ไกลห่างจากตำหนักที่พักของหานเฟิง เป็นตำหนักหลังหนึ่ง ที่ได้มอบให้กับคณะของอาณาจักรเมฆคราม ซึ่งหน้าตำหนักยามนี้มองเห็นองค์หญิงใหญ่ที่คล้ายจิตใจจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทอดเดินวนไปเวียนมา สีหน้าขบคิดเรื่องราว กระทั่งที่คนผู้หนึ่งต้องเดินเข้ามาจนใกล้ นางจึงได้รู้สึกตัว


    หยุนซินถงจับจ้องมองคนผู้นั้น เห็นเป็นชายหนุ่มในชุดดำลายขนนกขลิบทอง มันที่มองมาแล้วจึงกล่าวคำ


    “ น้องสะใภ้ว่างสนทนากับพี่เขยผู้นี้สักครู่หรือไม่?...”

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามหวนจุติ ที่คุณอ่าน