ผ่านไปหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนเต็ม
เฟิงฮวาค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมานางยังคงมีอาการมึนงงจนรู้สึกปวดขมับทั้งสองข้างพยายามคิดทบทวนว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น
ในความสะลึมสะลือนั้นภาพในหัวต่างหลั่งไหลเข้ามามากมาย เหมือนฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนนางไปมิสิ้นสุด
ฝ่าบาทเห็นนางขยับตัวเล็กน้อยก็รู้ว่านางตื่นแล้วเขาจึงค่อยๆคลายตัวนางออกจากอ้อมกอด ให้ไม่อึดอัดจนเกินไป
“ฮวาเอ๋อร์…เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” เสียงอ่อนโยนแผ่วเบากระซิบที่ข้างหู
นางได้ยินก็พลันสงสัยว่าเสียงของฝ่าบาททำไมอยู่ใกล้หูเช่นนี้นึกได้ดังนั้นก็พลันสะดุ้งขึ้น หายงัวเงียเป็นปลิดทิ้ง
นี่ข้า...นอนกอดกับฝ่าบาทอยู่หรือนี่
นางรีบผลักเขาออกแต่พละกำลังช่างอ่อนแรงประหนึ่งแค่สะกิดเขาเบาๆเท่านั้นฝ่าบาทแอบหัวเราะกับสีหน้าท่าทางของนาง 'ข้ากอดเจ้ามานานหนึ่งวันหนึ่งคืนสัมผัสตัวเจ้าไปตั้งมิรู้เท่าไหร่แล้ว'
นางค่อยๆยันกายลุกขึ้นมานั่งหันมองไปรอบๆ
ที่นี่ยังคงเป็นสถานที่เดิมเหมือนคืนก่อนหน้านี้เพียงแต่ไม่หลงเหลือร่องรอยการต่อสู้อีกต่อไปแล้ว
สายตาของนางเหลือบไปเห็นเหล่าองครักษ์กำลังทำสิ่งต่างๆอย่างขะมักเขม้นอันที่จริงจะพูดให้ถูกก็คือพวกเขาพยายามหาอะไรทำเพื่อมิให้เผลอมองมาทางด้านนี้ต่างหาก
พอหันกลับมาสบตาฝ่าบาทเสียงแหบแห้งของนางก็เอ่ยถามเบาๆ
“เจีย..ว หวง…”
“ดื่มน้ำเสียก่อน อีกเดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปเจอเขา”ฝ่าบาทพูดพลางยื่นถุงน้ำให้นาง
ก่อนหน้านี้ฝ่าบาทได้สั่งให้องครักษ์จัดการฝังศพเจียวหวงไปเรียบร้อยแล้วเขาพาเฟิงฮวาเข้าร่วมพิธีด้วยเพียงแต่นางยังไม่ได้สตินอนนิ่งอยู่แต่ในอ้อมกอดของเขาเท่านั้น
หลังจากที่ใช้พลังแปลกประหลาดนั่นนางก็สลบไสลเหลือเพียงลมหายใจราบเรียบแผ่วเบาฝ่าบาทพยายามป้อนน้ำและยาให้นางเท่าที่จะทำได้แล้วแต่เพียงชั่วข้ามคืนนางกลับดูผอมลงอย่างเห็นได้ชัดใบหน้าซีดจนแทบจะไม่มีเลือดหล่อเลี้ยงกำลังภายในอ่อนแรงอย่างมากจนเขามิรู้จะทำอย่างไร กระทั่งนางตื่นขึ้นมาพอดีถึงได้คลายกังวลลงไปบ้าง
เฟิงฮวารับน้ำมาดื่มแค่พอดับกระหายมิทันไรนางก็รีบลุกขึ้นยืนทันที แต่เพราะร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ทำให้นางเกือบจะเซล้มฝ่าบาทมิได้คาดคิดว่านางจะรีบถึงเพียงนี้...ยังดีที่เขายื่นมือไปพยุงนางไว้ได้ทันพร้อมกับแววตาตำหนิฉายออกมา
“ร่างกายเจ้ายังไม่หายดี อย่าหักโหมนัก” พอสิ้นเสียงของฝ่าบาท เขาก็ช้อนตัวนางขึ้นมาแล้วค่อยๆพานางไปยังที่ที่นางต้องการจะไปมากที่สุดในเวลานี้
เฟิงฮวาเองก็อยากจะขัดขืนแต่นางไม่เหลือเรี่ยวแรงทำอะไรได้เลยในใจสงสัยตั้งแต่เมื่อสักครู่แล้วนางเข้าใจว่าเพราะผงพิษตกค้างอาจทำให้ร่างกายยังหลงเหลืออาการบาดเจ็บได้แต่…เวลานี้ร่างกายนางถึงขั้นกำลังภายในถดถอย นั่นเป็นพิษชนิดใดกันมิเคยพบเห็นมาก่อน
แต่ความสงสัยยังมิทันคลี่คลายฝ่าบาทก็หยุดฝีเท้าลงตรงเบื้องหน้าที่เป็นสิ่งก่อสร้างสิ่งหนึ่ง
เขาค่อยๆวางนางลงกับพื้นข้างๆสิ่งก่อสร้างนั้นโดยที่ตัวเขาเองก็ยืนอยู่ไม่ห่างจากนาง
ณตรงนั้น หลุมศพถูกทำขึ้นอย่างเรียบง่าย
เป็นกองดินที่ไม่สูงมากนักมีหินรายล้อมกั้นอาณาเขตรวมถึงวางตั้งเป็นฐานไว้เพื่อกราบไหว้ในพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้ทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
ฝ่าบาทพยายามมอบเกียรติยศสูงสุดให้แก่องครักษ์ประจำพระองค์เท่าที่จะเป็นไปได้
สิ่งที่นางยังไม่รู้อีกอย่างคือฝ่าบาทลงมือขุดหลุมเริ่มแรกด้วยมือของเขาเองเพื่อเจียวหวงแม้จะมีเสียงห้ามปรามจากองครักษ์คนอื่นก็ตาม
เฟิงฮวาจ้องมองหลุมศพอย่างเงียบงัน...
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้พลันผุดขึ้นมาในหัวอีกคราน้ำตาที่แห้งเหือดไป บัดนี้เอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง
เจียวหวงช่วยปกป้องนางไว้นางจึงยังมีลมหายใจเช่นตอนนี้ ส่วนเขา…กลับหมดลมหายใจไปแทน
‘บ้านหลังใหม่ของเจ้า นอนสบายดีหรือไม่พวกเขาทำกองดินไว้หนาพอที่เจ้าจะไม่หนาวแล้วนะ’
‘ทางโน้นมีคนรังแกเจ้าหรือเปล่า’
‘กินข้าวให้มากหน่อยนะ’
‘อย่าไปเสียสละแทนใครอีกเข้าใจหรือไม่’
ถ้อยคำมากมายที่อยากจะเอ่ยออกมาแต่พอจะเปล่งวาจา…กลับไร้เสียง
มีเพียงหยดน้ำตาที่ไหลแทนความในใจทั้งหมดที่มี
ไหลออกมาไม่ขาดสายและยังคงไหลอยู่ในใจนางไปอีกนานหลายปีจากนี้
เฟิงฮวายื่นมือไปปัดฝุ่นตรงแผ่นหินที่สลักชื่อของเขาเบาๆค่อยๆสัมผัสตัวอักษร ‘เจียว’ ที่หมายถึงความอ่อนโยนช่างอ่อนโยนเหมือนกับเจ้าของชื่อ
มิรู้ว่านานเท่าใดจนในที่สุดนางก็ฝืนกล่าวประโยคหนึ่งออกมา
“ขอบคุณที่เจ้า…ช่วยข้าไว้นะ…เจียวหวง…ขออภัยที่…มิอาจพาเจ้ากลับบ้านด้วยได้...”เสียงสั่นเครือขาดๆหายๆ เป็นเพราะต้องฝืนกลั้นน้ำตาเอาไว้แม้กระนั้นทุกถ้อยคำกลับเต็มไปด้วยความจริงใจอย่างที่สุด
ย้อนนึกถึงในช่วงสุดท้ายก่อนที่เจียวหวงจะจากไปเขาสบตานางอย่างจริงจังไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาที่แค่มองหน้านางยังมิกล้าเสียด้วยซ้ำแววตาเขายามนั้นนางมีหรือจะมิรู้ความนัย…ว่าเขามีใจให้นาง
เพียงแต่จนใจที่นางคิดกับเขาเช่นสหายผู้หนึ่งเท่านั้น
เฟิงฮวายันกายลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเลฝ่าบาทเห็นดังนั้นก็จะเข้าไปช่วยพยุงนางไว้
แต่นางหันหน้ามามองเขาด้วยแววตามุ่งมั่น
‘ขอให้ข้าได้ทำสิ่งนี้ด้วยตัวเองเถิด’
นางค่อยๆก้มลงทำความเคารพเต็มพิธีการครั้งสุดท้ายต่อหน้าหลุมศพของเจียวหวง
ในแต่ละการเคลื่อนไหวนางพยายามฝืนร่างกายให้นิ่งตรงที่สุด สง่างามที่สุดเท่าที่จะทำได้แม้จะยังคงความอ่อนล้าถึงเจ็ดแปดส่วน
การกระทำนี้ของนางผ่านไปอีกสิบปีข้างหน้าก็ยังคงติดตรึงในใจของทุกคนที่นี่...
ผละจากหลุมศพของเจียวหวงนางหันมาหาฝ่าบาท
“คนร้ายผู้นั้นอยู่ที่ใดหรือ”
ฝ่าบาทและคนอื่นๆต่างมีสีหน้าประหลาดใจในทันที
‘เจ้าฆ่าเขาไปแล้วอย่างไร…จำมิได้หรือ’
ฝ่าบาทคาดเดาว่านางอาจจะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแรงจึงลืมเรื่องราวบางส่วนไปแต่พอคิดๆดูแล้ว เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน
“ข้าจัดการเขาไปแล้ว” ฝ่าบาทตอบนางออกไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“อืม” เฟิงฮวาเสียดายยิ่งนักนางอยากสังหารคนร้ายด้วยตัวเองแต่ก็เก็บอาการเอาไว้มิได้พูดอะไรออกมา
จังหวะนั้นฝ่าบาทหันไปส่งสายตาให้องครักษ์ทุกคนปิดปากให้สนิท
“แล้วท่านมีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับคนร้ายหรือไม่”
ฝ่าบาทส่ายหน้าช้าๆคนคนนั้นถูกนางฆ่าตายไปก่อน ไม่หลงเหลือแม้แต่ศพด้วยซ้ำ จึงมิรู้ที่มาที่ไปใดใดเลย
เฟิงฮวาแอบผิดหวังในใจหากยังพอรู้อะไรบ้างก็คงจะดีอย่างน้อยก็รู้ว่าเหตุใดจึงลอบทำร้ายนางและ…จะได้ตามแก้แค้นให้เจียวหวงได้
แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้นางคงจะมิสามารถทำอะไรได้อีก
“ที่เมืองหลวง เจียวหวงมีญาติพี่น้องหรือไม่”นางหันไปถามใครสักคนบริเวณนั้น
องครักษ์คนหนึ่งก้าวเข้ามาหานาง“ขอตอบแม่นางเฟิง…เจียวหวงอยู่ตัวคนเดียวตั้งแต่เด็กหลังฝึกยุทธ์สำเร็จแล้วเขาก็ได้มาทำหน้าที่องครักษ์ติดตามฝ่าบาทข้ามิเคยได้ยินว่าเขามีญาติที่ไหนอีก”
เฟิงฮวาพยักหน้า…นางรู้สึกโล่งใจขึ้นมาหลายส่วนนางเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องตาย หากต้องกลับไปอธิบายข้อนี้กับญาติพี่น้องของเขาเกรงว่าพวกเขาจะโกรธเกลียดนางเป็นอย่างมาก ถึงนางมิใช่คนไม่รับผิดชอบแต่ความรู้สึกสูญเสียญาติพี่น้อง อย่างไรก็ย่อมเจ็บปวด…นางเข้าใจดี
“เจ้าไม่ต้องคิดมาก เจียวหวงทำหน้าที่ของเขามิขาดตกบกพร่องเจ้าไม่ใช่คนที่ฆ่าเขา อย่าได้โทษตัวเองเลย”
เฟิงฮวาหันไปสบตาฝ่าบาทแสดงความขอบคุณ‘แต่ข้าก็มีส่วนทำให้เขาตาย…คงมิอาจปัดความรับผิดชอบได้เสียทั้งหมด’