โฉมงามสามลิขิต

    บทที่ 39 ขอบคุณที่ช่วยข้า

            ผ่านไปหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนเต็ม

            เฟิงฮวาค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมานางยังคงมีอาการมึนงงจนรู้สึกปวดขมับทั้งสองข้างพยายามคิดทบทวนว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น

            ในความสะลึมสะลือนั้นภาพในหัวต่างหลั่งไหลเข้ามามากมาย เหมือนฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนนางไปมิสิ้นสุด

            ฝ่าบาทเห็นนางขยับตัวเล็กน้อยก็รู้ว่านางตื่นแล้วเขาจึงค่อยๆคลายตัวนางออกจากอ้อมกอด ให้ไม่อึดอัดจนเกินไป

            “ฮวาเอ๋อร์…เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” เสียงอ่อนโยนแผ่วเบากระซิบที่ข้างหู

            นางได้ยินก็พลันสงสัยว่าเสียงของฝ่าบาททำไมอยู่ใกล้หูเช่นนี้นึกได้ดังนั้นก็พลันสะดุ้งขึ้น หายงัวเงียเป็นปลิดทิ้ง

            นี่ข้า...นอนกอดกับฝ่าบาทอยู่หรือนี่

            นางรีบผลักเขาออกแต่พละกำลังช่างอ่อนแรงประหนึ่งแค่สะกิดเขาเบาๆเท่านั้นฝ่าบาทแอบหัวเราะกับสีหน้าท่าทางของนาง 'ข้ากอดเจ้ามานานหนึ่งวันหนึ่งคืนสัมผัสตัวเจ้าไปตั้งมิรู้เท่าไหร่แล้ว'

            นางค่อยๆยันกายลุกขึ้นมานั่งหันมองไปรอบๆ

            ที่นี่ยังคงเป็นสถานที่เดิมเหมือนคืนก่อนหน้านี้เพียงแต่ไม่หลงเหลือร่องรอยการต่อสู้อีกต่อไปแล้ว

            สายตาของนางเหลือบไปเห็นเหล่าองครักษ์กำลังทำสิ่งต่างๆอย่างขะมักเขม้นอันที่จริงจะพูดให้ถูกก็คือพวกเขาพยายามหาอะไรทำเพื่อมิให้เผลอมองมาทางด้านนี้ต่างหาก

            พอหันกลับมาสบตาฝ่าบาทเสียงแหบแห้งของนางก็เอ่ยถามเบาๆ

            “เจีย..ว หวง…”

            “ดื่มน้ำเสียก่อน อีกเดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปเจอเขา”ฝ่าบาทพูดพลางยื่นถุงน้ำให้นาง

            ก่อนหน้านี้ฝ่าบาทได้สั่งให้องครักษ์จัดการฝังศพเจียวหวงไปเรียบร้อยแล้วเขาพาเฟิงฮวาเข้าร่วมพิธีด้วยเพียงแต่นางยังไม่ได้สตินอนนิ่งอยู่แต่ในอ้อมกอดของเขาเท่านั้น

            หลังจากที่ใช้พลังแปลกประหลาดนั่นนางก็สลบไสลเหลือเพียงลมหายใจราบเรียบแผ่วเบาฝ่าบาทพยายามป้อนน้ำและยาให้นางเท่าที่จะทำได้แล้วแต่เพียงชั่วข้ามคืนนางกลับดูผอมลงอย่างเห็นได้ชัดใบหน้าซีดจนแทบจะไม่มีเลือดหล่อเลี้ยงกำลังภายในอ่อนแรงอย่างมากจนเขามิรู้จะทำอย่างไร กระทั่งนางตื่นขึ้นมาพอดีถึงได้คลายกังวลลงไปบ้าง

            เฟิงฮวารับน้ำมาดื่มแค่พอดับกระหายมิทันไรนางก็รีบลุกขึ้นยืนทันที แต่เพราะร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ทำให้นางเกือบจะเซล้มฝ่าบาทมิได้คาดคิดว่านางจะรีบถึงเพียงนี้...ยังดีที่เขายื่นมือไปพยุงนางไว้ได้ทันพร้อมกับแววตาตำหนิฉายออกมา

            “ร่างกายเจ้ายังไม่หายดี อย่าหักโหมนัก” พอสิ้นเสียงของฝ่าบาท เขาก็ช้อนตัวนางขึ้นมาแล้วค่อยๆพานางไปยังที่ที่นางต้องการจะไปมากที่สุดในเวลานี้

            เฟิงฮวาเองก็อยากจะขัดขืนแต่นางไม่เหลือเรี่ยวแรงทำอะไรได้เลยในใจสงสัยตั้งแต่เมื่อสักครู่แล้วนางเข้าใจว่าเพราะผงพิษตกค้างอาจทำให้ร่างกายยังหลงเหลืออาการบาดเจ็บได้แต่…เวลานี้ร่างกายนางถึงขั้นกำลังภายในถดถอย นั่นเป็นพิษชนิดใดกันมิเคยพบเห็นมาก่อน

            แต่ความสงสัยยังมิทันคลี่คลายฝ่าบาทก็หยุดฝีเท้าลงตรงเบื้องหน้าที่เป็นสิ่งก่อสร้างสิ่งหนึ่ง

            เขาค่อยๆวางนางลงกับพื้นข้างๆสิ่งก่อสร้างนั้นโดยที่ตัวเขาเองก็ยืนอยู่ไม่ห่างจากนาง

     

            ณตรงนั้น หลุมศพถูกทำขึ้นอย่างเรียบง่าย

            เป็นกองดินที่ไม่สูงมากนักมีหินรายล้อมกั้นอาณาเขตรวมถึงวางตั้งเป็นฐานไว้เพื่อกราบไหว้ในพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้ทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว

            ฝ่าบาทพยายามมอบเกียรติยศสูงสุดให้แก่องครักษ์ประจำพระองค์เท่าที่จะเป็นไปได้

            สิ่งที่นางยังไม่รู้อีกอย่างคือฝ่าบาทลงมือขุดหลุมเริ่มแรกด้วยมือของเขาเองเพื่อเจียวหวงแม้จะมีเสียงห้ามปรามจากองครักษ์คนอื่นก็ตาม

     

            เฟิงฮวาจ้องมองหลุมศพอย่างเงียบงัน...

     

            เหตุการณ์ก่อนหน้านี้พลันผุดขึ้นมาในหัวอีกคราน้ำตาที่แห้งเหือดไป บัดนี้เอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง

            เจียวหวงช่วยปกป้องนางไว้นางจึงยังมีลมหายใจเช่นตอนนี้ ส่วนเขา…กลับหมดลมหายใจไปแทน

     

            ‘บ้านหลังใหม่ของเจ้า นอนสบายดีหรือไม่พวกเขาทำกองดินไว้หนาพอที่เจ้าจะไม่หนาวแล้วนะ’

     

            ‘ทางโน้นมีคนรังแกเจ้าหรือเปล่า’

     

            ‘กินข้าวให้มากหน่อยนะ’

     

            ‘อย่าไปเสียสละแทนใครอีกเข้าใจหรือไม่’

     

            ถ้อยคำมากมายที่อยากจะเอ่ยออกมาแต่พอจะเปล่งวาจา…กลับไร้เสียง

            มีเพียงหยดน้ำตาที่ไหลแทนความในใจทั้งหมดที่มี

            ไหลออกมาไม่ขาดสายและยังคงไหลอยู่ในใจนางไปอีกนานหลายปีจากนี้

            เฟิงฮวายื่นมือไปปัดฝุ่นตรงแผ่นหินที่สลักชื่อของเขาเบาๆค่อยๆสัมผัสตัวอักษร ‘เจียว’ ที่หมายถึงความอ่อนโยนช่างอ่อนโยนเหมือนกับเจ้าของชื่อ

     

            มิรู้ว่านานเท่าใดจนในที่สุดนางก็ฝืนกล่าวประโยคหนึ่งออกมา

            “ขอบคุณที่เจ้า…ช่วยข้าไว้นะ…เจียวหวง…ขออภัยที่…มิอาจพาเจ้ากลับบ้านด้วยได้...”เสียงสั่นเครือขาดๆหายๆ เป็นเพราะต้องฝืนกลั้นน้ำตาเอาไว้แม้กระนั้นทุกถ้อยคำกลับเต็มไปด้วยความจริงใจอย่างที่สุด

     

            ย้อนนึกถึงในช่วงสุดท้ายก่อนที่เจียวหวงจะจากไปเขาสบตานางอย่างจริงจังไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาที่แค่มองหน้านางยังมิกล้าเสียด้วยซ้ำแววตาเขายามนั้นนางมีหรือจะมิรู้ความนัย…ว่าเขามีใจให้นาง

            เพียงแต่จนใจที่นางคิดกับเขาเช่นสหายผู้หนึ่งเท่านั้น

     

            เฟิงฮวายันกายลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเลฝ่าบาทเห็นดังนั้นก็จะเข้าไปช่วยพยุงนางไว้

            แต่นางหันหน้ามามองเขาด้วยแววตามุ่งมั่น

            ‘ขอให้ข้าได้ทำสิ่งนี้ด้วยตัวเองเถิด’

            นางค่อยๆก้มลงทำความเคารพเต็มพิธีการครั้งสุดท้ายต่อหน้าหลุมศพของเจียวหวง

            ในแต่ละการเคลื่อนไหวนางพยายามฝืนร่างกายให้นิ่งตรงที่สุด สง่างามที่สุดเท่าที่จะทำได้แม้จะยังคงความอ่อนล้าถึงเจ็ดแปดส่วน

            การกระทำนี้ของนางผ่านไปอีกสิบปีข้างหน้าก็ยังคงติดตรึงในใจของทุกคนที่นี่...

     

            ผละจากหลุมศพของเจียวหวงนางหันมาหาฝ่าบาท

            “คนร้ายผู้นั้นอยู่ที่ใดหรือ”

            ฝ่าบาทและคนอื่นๆต่างมีสีหน้าประหลาดใจในทันที

            ‘เจ้าฆ่าเขาไปแล้วอย่างไร…จำมิได้หรือ’

            ฝ่าบาทคาดเดาว่านางอาจจะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแรงจึงลืมเรื่องราวบางส่วนไปแต่พอคิดๆดูแล้ว เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน

            “ข้าจัดการเขาไปแล้ว” ฝ่าบาทตอบนางออกไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            “อืม” เฟิงฮวาเสียดายยิ่งนักนางอยากสังหารคนร้ายด้วยตัวเองแต่ก็เก็บอาการเอาไว้มิได้พูดอะไรออกมา

            จังหวะนั้นฝ่าบาทหันไปส่งสายตาให้องครักษ์ทุกคนปิดปากให้สนิท

            “แล้วท่านมีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับคนร้ายหรือไม่”

            ฝ่าบาทส่ายหน้าช้าๆคนคนนั้นถูกนางฆ่าตายไปก่อน ไม่หลงเหลือแม้แต่ศพด้วยซ้ำ จึงมิรู้ที่มาที่ไปใดใดเลย

            เฟิงฮวาแอบผิดหวังในใจหากยังพอรู้อะไรบ้างก็คงจะดีอย่างน้อยก็รู้ว่าเหตุใดจึงลอบทำร้ายนางและ…จะได้ตามแก้แค้นให้เจียวหวงได้

            แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้นางคงจะมิสามารถทำอะไรได้อีก

            “ที่เมืองหลวง เจียวหวงมีญาติพี่น้องหรือไม่”นางหันไปถามใครสักคนบริเวณนั้น

            องครักษ์คนหนึ่งก้าวเข้ามาหานาง“ขอตอบแม่นางเฟิง…เจียวหวงอยู่ตัวคนเดียวตั้งแต่เด็กหลังฝึกยุทธ์สำเร็จแล้วเขาก็ได้มาทำหน้าที่องครักษ์ติดตามฝ่าบาทข้ามิเคยได้ยินว่าเขามีญาติที่ไหนอีก”

            เฟิงฮวาพยักหน้า…นางรู้สึกโล่งใจขึ้นมาหลายส่วนนางเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องตาย หากต้องกลับไปอธิบายข้อนี้กับญาติพี่น้องของเขาเกรงว่าพวกเขาจะโกรธเกลียดนางเป็นอย่างมาก ถึงนางมิใช่คนไม่รับผิดชอบแต่ความรู้สึกสูญเสียญาติพี่น้อง อย่างไรก็ย่อมเจ็บปวด…นางเข้าใจดี

            “เจ้าไม่ต้องคิดมาก เจียวหวงทำหน้าที่ของเขามิขาดตกบกพร่องเจ้าไม่ใช่คนที่ฆ่าเขา อย่าได้โทษตัวเองเลย”

            เฟิงฮวาหันไปสบตาฝ่าบาทแสดงความขอบคุณ‘แต่ข้าก็มีส่วนทำให้เขาตาย…คงมิอาจปัดความรับผิดชอบได้เสียทั้งหมด’

    คล้ายกับเรื่องโฉมงามสามลิขิต ที่คุณอ่าน