หลังจากนั้นไม่กี่นาที ผมก็กลับลงมายังสถานีมหาวิทยาลัยทงกุกอีกครั้งแล้วฉีกกินเนื้อหนูกระชอนเพื่อรักษาผิวหนังที่ถูกพิษจากหมอกพิษมรณะ
อาจจะใช้เวลาสักหน่อยแต่พิษระดับนี้แค่กินเนื้อสัตว์ใต้ดินก็สามารถฟื้นฟูได้
— เฮ้! เสียสติไปแล้วหรือไงรู้ตัวหรือเปล่าว่าทำอะไรลงไป
ขณะที่กินก็ฟังเสียงของบีฮยองที่โวยวายใส่หูผมไปด้วย
‘หนวกหู’
— นี่ไม่ใช่ปัญหาที่จะปล่อยผ่านไปเฉยๆ นะ เจ้าทำลายรูปบูชาของกลุ่มดาว!อยากเห็นช่องพังเละหรือไง ถ้า‘แม่ทัพหัวโล้นผู้ผดุงความยุติธรรม’ นั่นเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ละก็...!
รูปบูชาของกลุ่มดาว ไม่ว่าจะโลกใบไหนก็มีกลุ่มดาวเกาหลีใต้เองก็เช่นเดียวกัน
ว่าแต่นิยาม ‘แม่ทัพหัวโล้นผู้ผดุงความยุติธรรม’งั้นเหรอ อย่างไรท่านก็เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของเกาหลี นี่ผมทำเกินไปหน่อยมั้ยนะ
ความจริงแล้วผมเองก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพูดอะไรแบบนั้น
[กลุ่มดาวสวมเสื่อฟางโกรธเคืองการกระทำอันแสนโหดร้ายของคุณ]
[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’หัวเราะคิกคัก]
รูปบูชาแต่ละอันมีความแตกต่างกันพลังของกลุ่มดาวถูกผนึกไว้ในนั้นถ้าอวตารคนใดปลดผนึกรูปบูชาได้อย่างถูกวิธีก็มีโอกาสสูงมากที่คนคนนั้นจะได้รับพลังไอเท็ม หรือสกิลที่กลุ่มดาวกลุ่มนั้นเคยใช้ตอนยังมีชีวิตอยู่
เพียงแต่ ‘การปลดผนึก’ นั้นใช้เวลาค่อนข้างนานและผมเองก็ไม่มั่นใจด้วยว่าจะได้รับสกิลที่ต้องการผมมองไฟล์สามวิธีรอดที่อยู่ในสมาร์ตโฟน
「 “แต่รูปปั้นพระอาจารย์ซามยองถูกปิดผนึกเอาไว้แล้วจะเอาสกิลมาได้ยังไง”
“มีคำกล่าวที่ว่า หากพบพระพุทธองค์ก็จงฆ่าพระพุทธองค์เสีย[1]”
“ว่าไงนะ หรือว่า...”
“ฮ่า ๆ ก็แค่ลองทดสอบดูแต่มันกลับได้เฉยเลย ความจริงมันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอรูปปั้นก็เป็นแค่สิ่งบูชา” 」
ผมจำเป็นต้องเอา ‘สกิล’ของพระอาจารย์ซามยองมาให้ได้เพื่อที่จะก้าวผ่านด่านสุดท้ายเข้าไปยังเขตชุงมูโรได้สำเร็จ และวิธีที่ทำให้มั่นใจที่สุดว่าจะคว้า‘สกิล’ นั่นมาได้ก็คือการทำลายรูปบูชา
แน่นอนว่าจะซื้อของคล้าย ๆ กันจาก‘กระเป๋าสินค้าโทแกบี’ ก็ได้ แต่ว่า...ประหยัดเหรียญไว้ก่อนอย่างไรย่อมดีกว่า
“ประกอบพิธีทางศาสนาเรียบร้อยแล้วเหรอคะวัด? โบสถ์?”
ผมรีบปิดหน้าจอสมาร์ตโฟนอย่างรวดเร็ว คนอื่น ๆในกลุ่มรวมถึงจองฮีวอนกลับมารวมตัวกันแล้ว
“ครับ ผมมีของอยากให้ทุกคนด้วย”
ต่อหน้าจองฮีวอนที่พูดหยอกล้อผมหยิบไอเท็มที่ได้รับออกมาวางไว้ถือว่าดวงดีมากทีเดียวรูปบูชาของพระอาจารย์ซามยองไม่ได้ให้แค่สกิลเท่านั้นแต่ยังมอบไอเท็มให้ด้วย
[ลูกประคำของพระอาจารย์ซามยอง]
[เสื่อฟางของพระอาจารย์ซามยอง]
ถึงจะบอกว่าเสื่อฟางแต่ที่จริงแล้วเป็นเสื้อคลุมเก่า ๆ คล้ายเศษผ้า ส่วนไอเท็มอีกชิ้นก็คือลูกประคำนัยน์ตาของทุกคนเต็มไปด้วยคำถาม ผมพอจะรู้ว่าพวกเขาคิดอะไรกันอยู่
ในโลกใบนี้น่ะ ยิ่งเป็น ‘ของเก่า’ ความน่าจะเป็นที่จะเป็น ‘ของดี’ ก็ยิ่งสูง
“ภายนอกอาจจะดูเป็นแบบนี้แต่มันเป็นไอเท็มที่ดีมากนะครับ เพราะเป็นมรดกตกทอดจากผู้ยิ่งใหญ่”
“ผู้ยิ่งใหญ่เหรอคะ”
“รู้จักพระอาจารย์ซามยองมั้ยครับ”
[กลุ่มดาวสวมเสื่อฟางหยุดชะงักกับการกระทำของคุณ]
จองฮีวอนถามกลับมาด้วยใบหน้าโง่งม
“...ใครเหรอคะ”
[กลุ่มดาวสวมเสื่อฟางทรุดตัวลงเมื่อได้ยินคำพูดของอวตาร ‘จองฮีวอน’]
“อ๊ะ! ฉันทราบค่ะ!”
โล่งอกที่ยังมีคนรู้จัก ไม่จำเป็นต้องบอกเลยแน่นอนว่าต้องเป็นยูซังอาอยู่แล้ว
“จำได้ว่าเคยเห็นชื่อนี้ตอนลงเรียนเพื่อสอบเอาใบรับรองประวัติศาสตร์เกาหลีค่ะพระสงฆ์ในยุคโชซอนกลางใช่มั้ยคะ”
“ครับ ถูกต้องแล้ว”
“ต่อสู้กับทหารข้าศึกตอนสมัยสงครามอิมจิน[2] และช่วยปกป้องคาบสมุทรเกาหลีเอาไว้...ยุทธการโนวอนกับยุทธการอูกวาน[3]!”
สมกับที่เป็นยูซังอาผมเองก็เคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์เกาหลีเหมือนกันแต่ไม่เห็นรู้เรื่องพวกนั้นเลยสักนิด
[กลุ่มดาวสวมเสื่อฟางซาบซึ้งในตัว ‘ยูซังอา’]
ผมพยักหน้าพลางเอ่ยต่อ
“เอาเป็นว่าไอเท็มเหล่านี้มีพลังของท่านสถิตอยู่ครับ”
“...จริงเหรอคะ”
“อะไรกัน ของจริงนี่นา!”
จองฮีวอนกับอีฮยอนซองตรวจสอบข้อมูลไอเท็มแล้วมีสีหน้าตกใจ
“คุณดกจาทราบวิธีเอามันมาได้ยังไงครับ”
“ก็แค่พนมมืออยู่หน้ารูปปั้นพระอาจารย์ซามยองเฉยๆ เท่านั้นเอง แล้วจู่ ๆของพวกนี้ก็หล่นลงมาจากฟ้าน่ะครับ”
“เป็นไปได้ยังไงกัน...”
มันเป็นคำพูดไร้สาระที่ผมเองก็คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้แต่เวลาที่ผู้คนพูดเรื่องเป็นไปไม่ได้พวกนี้ออกมาก็มักจะมีเหตุผลแฝงอยู่ทั้งสิ้น
ผมปรับน้ำเสียงให้ฟังดูเคร่งขรึมมากขึ้นมองหน้าคนในกลุ่มขณะเอ่ยต่อ
“ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นสิ่งที่พระอาจารย์ซามยองท่านประทานมาเพื่อเกาหลีก็ได้ครับ”
“อา...”
เสียง ‘อา’ ของสมาชิกในกลุ่มแฝงไปด้วยความหมายหลากหลาย ผมพยายามเมินมันแล้วพูดต่ออย่างไรผมก็ไม่ได้พูดเพื่อให้พวกเขาฟังอยู่แล้ว
“เหมือนอย่างสมัยสงครามอิมจินคราวนี้พระอาจารย์ท่านอาจจะประทานมรดกของตัวเองลงมาเพื่อช่วยเหลือประเทศชาติก็ได้อย่างไรเสียเกาหลีในตอนนี้ก็ไม่ต่างกับตกอยู่ในสงครามกลางเมืองอยู่แล้วนี่ครับ”
[กลุ่มดาวสวมเสื่อฟางคล้อยตามคำกล่าวของคุณ]
และในวิกฤตสงครามกลางเมืองพวกนักต้มตุ๋นก็มักจะมีอำนาจเสมอ
“...โลกกลายเป็นแบบนี้ไปแล้วเรื่องแบบนั้นจะเกิดขึ้นก็ไม่น่าแปลกอะไรบางทีพระอาจารย์ซามยองเองก็อาจจะเป็นหนึ่งใน ‘กลุ่มดาว’ ก็ได้ไม่ใช่เหรอ”
น่าประหลาดใจยูซังอาเป็นคนแรกที่มีสีหน้าคล้อยตามบางทีเธออาจจะแค่ชิงพูดขึ้นมาก่อนเพราะกลัวว่าผมจะอับอายขายหน้าก็ได้แต่เรื่องที่น่าตลกคือพอยูซังอาเห็นด้วย อีฮยอนซองก็เชื่อในทันที
“พระอาจารย์ซามยอง...”
อีฮยอนซองคงจะรู้สึกรักชาติขึ้นมา เขาทำหน้าราวกับอยากจะกล่าวคำปฏิญาณทหารออกมาเสียตอนนี้อีกิลยองเองก็มีสีหน้าอัศจรรย์ใจ
มีแค่จองฮีวอนที่มองผมอย่างไม่เชื่อถืออยู่คนเดียว
[กลุ่มดาวสวมเสื่อฟางทำการเปิดเผยนิยามของตน]
[กลุ่มดาว‘แม่ทัพหัวโล้นผู้ผดุงความยุติธรรม’ อภัยให้แก่บาปของคุณ]
พอผมเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยสีหน้า‘แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้วใช่มั้ยล่ะ’บีฮยองก็ทำหน้าละเหี่ยใจ
พลังและความมั่งคั่งของกลุ่มดาวแปรผันตามความนิยมของพวกเขาเพราะอย่างนั้นกลุ่มดาวทุกกลุ่มจึงชื่นชอบเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เห็นเรื่องราวของตัวเองถูกเผยแพร่ออกไปด้วยวิธีการแบบนี้
จะมีกลุ่มดาวกลุ่มไหนเกลียดชังคนที่สรรเสริญเยินยอพวกเขาได้ลงคอกันล่ะ
“ลูกประคำนี่ผมให้คุณยูซังอาที่รู้จักพระอาจารย์ซามยองท่านก็แล้วกันครับ”
“จริงหรือคะฉันรับมันไว้ได้เหรอคะ”
“พระอาจารย์ซามยองเองก็คงจะดีใจถ้าคุณยูซังอาเป็นคนใช้มันครับ”
อันที่จริง ‘ลูกประคำของพระอาจารย์ซามยอง’ ชิ้นนี้เทียบกับของที่กลุ่มดาวใช้แล้วประสิทธิภาพไม่ได้ดีอะไรนักไม่ใช่ว่าของที่กลุ่มดาวเคยใช้จะกลายเป็นมรดกดวงดาวทุกชิ้นอย่างไรเสียพระอาจารย์ซามยองก็ไม่ได้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วโลกของพวกนี้เองก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้
แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังเป็นไอเท็มระดับ B นอกจากช่วยฟื้นฟูพลังเวทแล้วยังมีออปชันเสริมช่วยในการต่อต้านพลังปีศาจด้วย
จองฮีวอนมองยูซังอาด้วยความอิจฉาก่อนจะพูดขึ้นจากข้างๆ
“ดีจังเลย คุณยูซังอารอบรู้ทุกเรื่องฉันไม่ค่อยได้ไปโรงเรียนเท่าไหร่ เลยไม่ทราบเรื่องพวกนี้”
“อ่า...คือ...เรื่องนั้น”
“ล้อเล่นน่ะค่ะล้อเล่นอย่าทำหน้าแบบนั้นสิคะ”
ผมหันไปพูดกับจองฮีวอนที่เริ่มงอน
“มีของคุณจองฮีวอนด้วยนะครับ”
“คงไม่ใช่เสื่อฟางนั่นหรอกใช่มั้ยคะ”
“ครับ ถูกต้องแล้วละครับ”
“งั้นก็ช่างเถอะค่ะต่อให้คับขันแค่ไหนฉันก็ไม่ใส่มันหรอก”
“อย่าพูดแบบนั้นสิครับลองใส่ดูก่อน ยังดีกว่าไม่มีนะครับ”
จองฮีวอนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลองสวมเสื่อฟางอย่างระมัดระวังเธอพยายามทำให้มันดูมีสไตล์ แต่ความจริงแล้วไม่ว่าจะมองยังไงก็ออกมาเหมือนขอทานอยู่ดี
[กลุ่มดาวผู้ชื่นชอบการผูกขาดวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของคุณ]
[กลุ่มดาวผู้สรรเสริญในมิตรภาพชื่นชอบการกระทำของคุณ]
ถ้ามรดกดวงดาว ‘ไม้เท้าไม้ไผ่ของพระอาจารย์ซามยอง’ ออกมาด้วยละก็แน่นอนว่าผมจะเก็บเอาไว้เองแต่ไอเท็มสองชิ้นนี้ไม่ใช่ของที่จำเป็นสำหรับผมในตอนนี้
จองฮีวอนหมุนตัวไปมามองภาพตัวเองที่สะท้อนอยู่บนประตูกระจกรถไฟใต้ดินแล้วกล่าวด้วยสีหน้าซับซ้อนเล็กน้อย
“อธิบายยากจัง แต่นี่...จู่ ๆก็รู้สึกว่าพลังมันพลุ่งพล่านสูงขึ้นค่ะ”
เสื่อฟางของพระอาจารย์ซามยองเป็นไอเท็มที่ช่วยเสริมสร้างความยุติธรรมและจิตตานุภาพของอวตารมันไม่จำเป็นสำหรับผมแต่ของชิ้นนี้เป็นไอเท็มที่เหมาะกับจองฮีวอนผู้มีความมุ่งมั่นในทุกเรื่อง
“พระอาจารย์ซามยองใช่มั้ยคะฉันจะจำชื่อนี้เอาไว้”
[กลุ่มดาว‘แม่ทัพหัวโล้นผู้ผดุงความยุติธรรม’ มองสถานการณ์นี้ด้วยความพอใจ]
[คุณได้รับเงินสนับสนุน 100เหรียญ]
ผมพูดติดตลก
“งั้นก็ไปกราบบูชาท่านสิครับถ้าพระอาจารย์ซามยองท่านซาบซึ้งใจอาจจะมอบอะไรให้เพิ่มก็ได้นะครับ”
[1] คำกล่าวของนิกายเซน สอนให้อย่ายึดมั่นกับสิ่งใดแม้กระทั่งกับองค์พระศาสดา ไม่สนใจต่อพิธีกรรมหรือเปลือกนอกต่าง ๆมุ่งแต่เพียงบรรลุสัจธรรม การที่บอกว่าให้ ‘ฆ่าพระพุทธองค์’ จึงหมายความถึงการตัดสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น หรือจะบอกว่าตัดกิเลสก็ได้
[2] สงครามอิมจิน (임진왜란) คือสงครามการรุกรานคาบสมุทรเกาหลีของญี่ปุ่นในช่วงระหว่างค.ศ. 1592 - 1598 รวมระยะเวลา 7ปี ภายใต้การนำของโทโยโตมิ ฮิเดโยชิ (豊臣秀吉) สภาพการรบไม่อาจตัดสินผลชี้ขาดเกิดความเสียหายกันทั้งสองฝ่าย จนกระทั่งโทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ล้มป่วยและเสียชีวิตญี่ปุ่นจึงถอนกำลังทั้งหมดกลับ
[3] โนวอนและอูกวานคือพื้นที่ของยุทธการโนวอนพยอง (노원평전투) ในยุทธการนี้ข้าศึกคือทหารญี่ปุ่นได้ยกทัพมาถึง50,000 นายแต่ก็ถูกฝั่งโชซอนที่มีกำลังคนน้อยกว่ามากสกัดไว้ได้ด้วยชัยภูมิภูเขาที่ทำให้เป็นต่อนับเป็นความปราชัยอันน่าเหลือเชื่อของฝั่งญี่ปุ่น