Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 519 ข้อเสนอของปรมาจารย์

ข้อเสนอของปรมาจารย์

 

            ในขณะที่กัสเก็บตัวอยู่กับบ้านเพื่อเตรียมตัวดูดซับแก่นจิตวิญญาณแห่งธาตุทั้งสองนั้น สถานการณ์ภายในตระกูลก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

            การเคลื่อนไหวของบรรพชนมักจะส่งผลกระทบต่อตระกูลเสมอ ไม่ว่าบรรพชนคนนั้นจะเป็นบรรพชนจากสายตระกูลใด

            แต่เมื่อได้ชื่อว่าเป็น ‘บรรพชน’ ของตระกูล ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวแบบใดก็ไม่มีทางเลยที่จะไม่ได้รับความสนใจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมอบของขวัญล้ำค่าให้กับอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในรุ่นอย่างกัส

            ความสนใจจากผู้คนทั้งหมดในตระกูลแทบจะเทไปยังสิ่งที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงฉลองบ้านใหม่ของกัส ส่งผลให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนตัวเขาในปัจจุบันแทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขาอีก

            ไม่ว่าจะเป็นนักรบหรือคนธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกฝน ขอเพียงเป็นทายาทของตระกูลอันดูวเดธและสามารถเข้าสู่เครือข่ายโลกวิญญาณได้ ไม่ว่าใครก็ต้องได้ยินข่าวเกี่ยวกับกัส

            ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยง สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าและวีรกรรมทั้งหมดที่กัสได้สร้าง ทั้งหมดนี้แทบจะถูกขุดขึ้นมาจนหมด จนเกือบจะมีชีวประวัติของเขาเกิดขึ้นด้วยซ้ำ หากไม่ติดว่าเขาเพิ่งจะอายุเพียงยี่สิบกว่าปีเท่านั้น

            แต่ถึงจะอายุยังน้อยอยู่ ทว่าสิ่งที่กัสสร้างก็มีมากจนแทบจะเรียบเรียงเป็นหนังสือได้ทั้งเล่ม ทำให้มีคนไม่น้อยหันมาให้ความสนใจเขา

            ซึ่งก็นับว่าโชคดีที่กัสเลือกสถานที่ในการสร้างบ้านที่อยู่ห่างไกลจากส่วนกลางและพื้นที่อยู่อาศัย ส่งผลให้จำนวนคนที่สามารถเข้าถึงบ้านของเขาได้มีไม่มากนักและเมื่อเผชิญหน้ากับข่ายอาคมป้องกันที่ทรงพลัง คนที่มีความสามารถมากพอจะเข้าถึงตัวบ้านก็เหลือเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้โดยมากก็มักจะคิดได้และตัดสินใจถอยกลับหลังจากเผชิญกับข่ายอาคมพวกนี้

            ทั้งนี้ก็เพราะคนที่มีความสามารถมากพอจะผ่านเข้าไปได้ก็ต้องมีสติปัญญาและความคิดพอตัว ไม่เช่นนั้นคนเหล่านั้นก็คงไม่สามารถฝึกฝนจนแข็งแกร่งพอจะผ่านเขตอาคมระดับสูงไปได้และคนกลุ่มนี้ก็คงคิดได้ไม่ยากกว่าการที่กัสทำเช่นนี้มีความหมายอะไร

            ด้วยเหตุนี้ในช่วงเวลาของการดูดซับแก่นจิตวิญญาณ กัสจึงไม่ได้รับการรบกวนจากใคร จนกระทั่งการดูดซับมั่นคงดีแล้ว เขาถึงได้ออกจากบ้านไปยังส่วนกลางของตระกูลเพื่อทำธุระของเขา

            ถึงตอนนั้นกัสถึงได้ทราบว่าตัวเขากลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงไปแล้วเพราะไม่ว่าเขาจะเดินไปทางไหนก็มักจะมีสายตาจ้องมองมาเสมอ

            ตอนแรกกัสยังสับสนและไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้เขาโดนจ้องมองมากขนาดนี้ แต่เมื่อทำความเข้าใจได้เขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยิ้มฝืนๆ เพราะเรื่องนี้เขาไม่สามารถทำอะไรมันได้จริงๆ เนื่องจากคนที่มองดูเขาไม่ได้ทำผิดกฎข้อไหน อีกทั้งยังไม่ได้เข้ามารบกวนเขาอีกด้วย

            เรียกได้ว่านอกจากรู้สึกรำคาญใจแล้ว ก็ไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นกับกัส เขาจึงไม่มีเหตุผลที่จะทำอะไรกับคนที่เฝ้าจับตามองเขาด้วยความสนใจ

            แต่ถึงจะหงุดหงิดและรำคาญใจยังไง กัสก็ยังต้องทำในสิ่งที่เขาตั้งใจไว้

            สิ่งแรกที่กัสทำหลังออกมาจากบ้านก็คือ การนำวัตถุดิบไปหลอมเป็นกระบี่เก้าวังเพื่อใช้ในการสร้างเครือข่ายการเชื่อมต่อของข่ายอาคมประตูมิติ

            และเมื่อกัสเดินทางไปถึงตำหนักหลอมกระบี่ เขาก็ได้พบกับข้อดีของการมีชื่อเสียง เขาถึงได้สลัดความหงุดหงิดและรำคาญใจทิ้งไปจนหมดสิ้น

            ทั้งนี้ก็เพราะชื่อเสียงของเขาได้ดึงดูด ‘นายช่างใหญ่’ ให้ออกมาดูเขาจนทำให้เขาโชคดีได้รับการช่วยเหลือจากนายช่างใหญ่ที่มีชื่อเสียง

            “ผงเล็บงั้นหรือ..คิดจะเอาเจ้านี่ไปทำอะไรหรือเจ้าหนู บอกไว้ก่อนนะว่าต่อให้ใช้ของพวกนี้มากแค่ไหนก็ไม่มีทางสร้างอุปกรณ์ชีวิตได้หรอกนะ”

            “เรื่องนั้นข้าทราบดีครับนายช่างใหญ่และข้าก็ไม่คิดว่าจะสร้างอุปกรณ์ชีวิตด้วยของแบบนี้อยู่แล้ว ข้าแค่อยากให้ท่านใส่พวกมันลงไปในวัตถุดิบที่ใช้หลอมกระบี่เพื่อเพิ่มอัตราการเชื่อมต่อเท่านั้น”

            คำขอของกัสนั้นสร้างความประหลาดใจให้นายช่างใหญ่เล็กน้อย แต่ก็ไม่มีคำถามอะไรมากไปกว่านั้นเพราะถึงคำขอของเขาจะแปลกไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่มันไม่เคยพบเจอแต่อย่างใด

            “หลอมกระบี่เก้าวังสินะ ไม่มีปัญหา ถึงข้าจะไม่ได้ชำนาญการหลอมกระบี่ชนิดนี้เท่าไหร่ แต่ข้าจะเรียกคนที่ชำนาญมาช่วยเองไม่ต้องห่วง ว่าแต่..เจ้าต้องการสักกี่เล่มละ”

            “ทั้งหมด 12 เล่มครับ”

            นายช่างใหญ่พยักหน้ารับนิ่งๆ โดยไม่พูดอะไร พลางครุ่นคิดอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยปากบอกระยะเวลาโดยประมาณที่ต้องใช้ออกมา

            “งั้นก็มารับเอาปีหน้าก็แล้วกัน”

            “ปีหน้า!! นานขนาดนั้นเลยหรือครับ!!”

            “นานงั้นหรือ! นี่เจ้าคิดว่ากระบี่ระดับเทพมันหลอมได้ง่ายๆ หรือยังไงกันฮะ!! ไหนจะข้อเรียกร้องของเจ้าอีก!! ถ้าเจ้าอยากให้เร็วกว่านี้ก็เปลี่ยนเป็นกระบี่รูปแบบอื่นซะ กระบี่เก้าวังมันซับซ้อนเกินไป! การเพิ่มอัตราการเชื่อมต่อด้วยผงเล็บของเจ้ามันไม่ง่ายหรอกนะเจ้าหนู ข้าต้องใช้ช่างฝีมือระดับปรมาจารย์อย่างน้อย 3 คนถึงจะหลอมกระบี่ให้เจ้าได้!”

            กัสอึ้งไปชั่วขณะเพราะเขาไม่นึกว่ามันจะยากขนาดนี้ ทำให้เขาหยุดความคิดที่จะนำเขามังกรออกมาเพื่อหลอมเป็นกระบี่หลักของเขาในทันทีเพราะเขาไม่คิดว่ากระบี่ระดับเทพที่หลอมโดยผสมผงเล็บลงไปจะต้องใช้เวลานานขนาดนี้แล้วการหลอมกระบี่หลักจะนานขนาดไหน

            ยิ่งคิดกัสก็ยิ่งผิดหวังเพราะถ้าต้องใช้เวลานานขนาดนี้ในการหลอม เขาคงไม่อาจนำกระบี่พวกนี้ไปใช้ต่อสู้ในปีหน้าได้แน่

            “ไม่มีวิธีที่ทำให้มันเร็วกว่านี้หรือครับ”

            สีหน้าของนายช่างใหญ่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย คล้ายไม่พอใจกับการเร่งรัดของกัส แต่เพราะสีหน้าท่าทางที่ดูเคร่งเครียดของเขา ทำให้นายช่างใหญ่ตระหนักถึงความต้องการที่จำเป็นของเขา จึงครุ่นคิดอย่างตั้งใจ ก่อนจะให้คำตอบ

            “จะว่ามีมันก็มีอยู่หรอกนะไอ้หนู แต่วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก”

            “จริงหรือครับ!! ทำยังไงหรือครับนายช่างใหญ่!!”

            ท่าทางที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของกัสทำให้นายช่างใหญ่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะตอบกลับมาอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่เนื่องจากวิธีนี้ไม่ได้รับความนิยมนัก ทั้งยังมีข้อเสียหลายข้ออีกด้วย

            “เพลิงชนิดพิเศษ หากใช้เพลิงชนิดพิเศษหลอมกระบี่ มันจะทำให้กระบวนการหลอมเร็วขึ้นได้ ยิ่งเพลิงดีเท่าไหร่ก็ยิ่งลดเวลาในการหลอมลงได้มากเท่านั้น และถ้าให้ดีที่สุดก็ต้องใช้เพลิงชีวิตหรือไม่ก็เพลิงวิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือใช้ทั้งสองอย่างเลยก็ยิ่งดี!!”

            ได้ยินแบบนั้นกัสก็ตกตะลึงไปชั่วขณะจนทำให้นายช่างใหญ่ถอนหายใจออกมาเบาๆ เพราะเข้าใจว่าวิธีนี้มันยากขนาดไหน

            เพลิงชนิดพิเศษนั้น คือเพลิงที่เกิดขึ้นโดยกระบวนการพิเศษซึ่งมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง ทว่าเพลิงชนิดนี้หาได้ยากมากและต่อให้มีอยู่ ผู้ครอบครองก็ไม่ยินดีที่จะเสียเท่าไหร่นัก ทำให้ค่าใช้จ่ายในการใช้เพลิงชนิดนี้สูงเป็นอย่างมาก

            ส่วนเพลิงชีวิตหรือเพลิงวิญญาณนั้น แม้จะหาง่ายกว่าแต่ก็ไม่นิยมยิ่งกว่า เนื่องจากการใช้เพลิงชีวิตหรือเพลิงวิญญาณของคนอื่นหลอมอาวุธนั้น มันจะทำให้มีการปนเปื้อนของพลัง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการใช้งานได้

            นอกจากนั้นการจุดเพลิงชีวิตหรือเพลิงวิญญาณก็เป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองมาก จึงไม่มีใครยินดีทำแม้จะให้ค่าตอบแทนสูงขนาดไหนก็ตาม

            ตัวอย่างเช่นนายช่างใหญ่เองก็มีเพลิงชีวิตเช่นกันและยังชำนาญการใช้เพลิงชีวิตในการหลอมอาวุธอีกด้วย แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นมันก็ไม่อยากใช้เพลิงชีวิตของตนเองหลอมกระบี่ให้กัส

            ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะมันเสียดายพลังชีวิต แต่เป็นเพราะกระบี่เก้าวังนั้นค่อนข้างพิเศษเพราะมันเป็นกระบี่อาคมและการใช้อาคมก็มีข้อเรียกร้องที่ละเอียดอ่อนกว่าการต่อสู้โดยตรงมาก การใช้พลังผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจจะมีผลทำให้เวทมนตร์เกิดความผิดพลาดได้

            ด้วยเหตุนี้มันจึงไม่อยากแนะนำวิธีนี้ให้กัสเพราะมันจะได้ไม่คุ้มเสีย

            แต่ก่อนที่นายช่างใหญ่จะได้พูดอะไรออกมา มันก็ต้องตกตะลึงมือกัสยกฝ่ามือขึ้นและจุด ‘เพลิงเทวะ’ ขึ้นมา

            “ถ้าไม่ใช่เพลิงชีวิตหรือเพลิงวิญญาณแต่เป็น..เพลิงเทวะแทน จะใช้ได้ไหมครับ”

            สีหน้าของนายช่างใหญ่ดูแปลกไปเล็กน้อยจนบอกไม่ถูกว่าแปลกใจหรือตกใจ เพียงแต่มุมปากที่สั่นกระตุกเบาๆ นั้นเผยให้เห็นถึงความหงุดหงิดที่ชัดเจนมาก

            “ไอ้บ้านี่! เจ้าคิดจะยั่วโทสะข้าหรือไงกัน! เพลิงเทวะมันก็ต้องดีกว่าอยู่แล้วสิวะ!!”

            กัสที่โดนบ่นก็ได้แต่ฝืนยิ้มโดยไม่รู้ว่าจะตอบยังไงเพราะเขาไม่รู้จริงๆ เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการหลอมสร้างกระบี่เก้าวังนั้นค่อนข้างพิเศษ เขาเลยไม่ทราบว่าถ้าหากใช้เพลิงเทวะจะมีปัญหาหรือไม่

            แต่หลังจากบ่นออกมาด้วยความหงุดหงิดนายช่างใหญ่ก็ดูเหมือนจะตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเพราะมันไม่ได้หลอมอาวุธด้วยเพลิงเทวะมานานแล้ว มันจึงตื่นเต้นเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มนัดวันหลอมกระบี่กับกัสจากนั้นก็บอกให้เขากลับไปเตรียมตัว

            “อีก 3 วันไปเจอข้าที่เตาหลอมกระบี่ได้เลย!!”

            พูดจบนายช่างใหญ่ก็จากไปอย่างรวดเร็วเพื่อไปเตรียมวัตถุดิบสำหรับหลอมกระบี่ให้กับกัส โดยไม่สนใจเลยสักนิดว่าเขารู้หรือไม่ว่าเตาหลอมกระบี่มันอยู่ที่ไหน

            ยังดีที่เตาหลอมกระบี่นั้นหาเจอไม่ยากเพราะมันค่อนข้างจะเด่น 3 วันต่อมากัสก็เลยไปตามกำหนดนัดได้ทันเวลาและเข้าร่วมกลุ่มหลอมกระบี่กับเหล่าปรมาจารย์ด้วยความตื่นเต้น

            ทว่าความตื่นเต้นของกัสก็คงอยู่ไม่นานนักเพราะก่อนจะเริ่มต้นการหลอมกระบี่ เขาได้ถูกสั่งให้ฝึกฝนการควบคุมเพลิงเทวะเสียก่อน เพื่อทำความเข้าใจระดับความร้อนในการหลอมกระบี่

            งานนี้แม้จะยากอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ยากสำหรับกัสที่มีร่างญาณศักดิ์สิทธิ์คอยช่วยเหลือ ด้วยการโยนหน้าที่ควบคุมไฟไปให้ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ชำนาญในด้านนี้มากกว่า เขาก็เลยเรียนรู้การควบคุมไฟเพื่อหลอมกระบี่ได้อย่างง่ายดายจนเหล่าปรมาจารย์ถึงกับตกตะลึงไป

            แต่หลังจากตกตะลึงเหล่าปรมาจารย์ทั้ง 4 ท่านก็เริ่มตื่นเต้น ก่อนจะหยิบจับอุปกรณ์ของตัวเองออกมาแล้วเริ่มทำการหลอมกระบี่ในทันที

            ขั้นตอนการหลอมกระบี่เก้าวังนั้นเริ่มต้นจากการเตรียมวัตถุดิบหลักในการหลอม นั่นคือผลึกเวทระดับสูงที่ต้องหลอมและควบแน่นจนกว่าจะมีขนาดเท่ากับเม็ดทราย

            งานนี้กินเวลานานมาก แม้จะได้รับการสนับสนุนจากเพลิงเทวะของกัส แต่การหลอมผลึกเวทแต่ละก้อนก็ยังต้องใช้เวลานานหลายนาที ซึ่งกว่าจะหลอมจนได้ผลึกเวทมากพอที่จะใช้หลอมกระบี่ ก็กินเวลาไป 3 วันเต็มๆ

            3 วันที่ไม่มีการหลับนอน ทั้งยังต้องใช้เพลิงเทวะตลอด ต่อให้กัสเป็นเทพเทวะใบหน้าของเขาก็ยังซีดไปไม่น้อย จนทำให้นายช่างใหญ่เริ่มเป็นห่วง

            “ไหวไหมไอ้หนู จะพักก่อนไหม! ถ้าจะพักก็ตอนนี้เท่านั้นนะ หากเริ่มขั้นตอนต่อไปหยุดพักไม่ได้แล้วนะไอ้หนู!”

            กัสหายใจเร็วกว่าปกติเล็กน้อย แม้การใช้เพลิงเทวะจะไม่ได้เหนื่อยมากและไม่ได้ใช้จิตสำนึกมากเท่าไหร่นัก แต่การสูญเสียพลังชีวิตและพลังวิญญาณไปกับเพลิงเทวะถึง 3 วันก็ยังทำให้เขาอ่อนล้าพอสมควร

            “ไม่ครับ! ต่อเลย ข้ายังไหว”

            นายช่างใหญ่นิ่งเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วหันไปทางปรมาจารย์ทั้งสามที่มีสีหน้าซูบซีดเล็กน้อย เนื่องจาก 3 วันมานี้พวกมันก็โหมงานกันหนักมากทีเดียวเพราะพลังของเพลิงเทวะนั้นสูงมาก ขั้นตอนในการหลอมจึงรวดเร็วเป็นพิเศษ พวกมันเลยไม่มีจังหวะได้หยุดพักหายใจมากนัก

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นพวกมันก็ไม่เสียทีที่เป็นปรมาจารย์ แต่ละคนต่างผ่านงานหนักมามากต่อมาก ความอดทนของทั้งสามจึงเหนือคนธรรมดาไปไกล ยิ่งไปกว่านั้นพวกมันยังเป็นเทพอสูรที่มีร่างอมตะที่แข็งแกร่ง 3 วันจึงไม่ทำให้พวกมันลำบากจนเกินทน

            ต่างจากกัสที่ไม่เคยทำงานหนัก ทั้งยังมีร่างเทวะ 1 ดาวทำให้ความแข็งแกร่งทนทานเทียบไม่ได้กับปรมาจารย์ทั้ง 3 เสียด้วยซ้ำ

            แต่เมื่อกัสตั้งใจที่จะทำต่อ ปรมาจารย์ทั้ง 3 ก็ไม่มีความเห็น นายช่างใหญ่จึงออกคำสั่งให้เริ่มการหลอมขั้นต่อไป

            การหลอมในขั้นที่สองนี้มีความซับซ้อนมากกว่าเดิม โดยเริ่มจากการนำเอาผลึกเวททั้งหมดที่หลอมและควบแน่นมาหลอมรวมกับวัตถุดิบพิเศษจำพวกโลหะวิญญาณและแก่นศิลาไปจนถึงผลึกหายากบางชนิด

            ในขั้นตอนนี้การหลอมรวมกินเวลานานกว่าขั้นแรกมากเพราะต้องหลอมจนกว่าผลึกเวททั้งหมดที่ควบแน่นจะหลอมละลายกลายเป็นเนื้อเดียวกับส่วนผสมทั้งหมด จากนั้นแบ่งออกมาส่วนหนึ่งเพื่อผสมกับผงเล็บของกัสและวัตถุดิบบางชนิด จากนั้นจึงเริ่มเทลงแม่พิมพ์

            ขั้นตอนนี้คือขั้นตอนที่ยากลำบากที่สุดในการหลอมกระบี่เก้าวังเพราะแทนที่จะเทผลึกเวทเหลวลงไปในแม่พิมพ์ทีเดียวทั้งหมด แต่กลับต้องเททีละนิดเพื่อสร้าง ‘ชั้น’ จำนวนมากและต้องใช้พู่กันเหล็กกรีดลงไปบนผลึกเวทเหลวเพื่อสร้างร่อง จากนั้นจึงใส่ผลึกเวทเหลวที่ผสมกับผงเล็บกับวัตถุดิบพิเศษลงไปเพื่อสร้างเป็น ‘ลวดลาย’ พิเศษที่เป็นหัวใจหลักของกระบี่เก้าวังขึ้นมา

            ในขั้นตอนนี้กัสไม่เพียงต้องรักษาอุณหภูมิของผลึกเวทเหลวในเบ้าหลอมเอาไว้ตลอดเวลา เขายังต้องรักษาอุณหภูมิของแม่พิมพ์ด้วย การควบคุมในขั้นนี้ยังซับซ้อนเป็นอย่างมากเพราะแต่ละจุดต้องควบคุมให้มีอุณหภูมิที่แตกต่างกัน

            บางส่วนต้องร้อนจนหลอมละลายผลึกเวทเหลวได้ บางส่วนต้องทำให้อุ่นจนผลึกเวทอยู่ในสภาพอ่อนตัวไม่แข็งแต่ไม่เหลว บางส่วนก็ต้องทำให้เกือบจะแข็งเอาไว้

            เรียกได้ว่ามีการใช้อุณหภูมิที่แตกต่างกันเกือบ 10 ระดับ ซึ่งเป็นงานที่คนธรรมดาไม่มีทางทำได้

            ทว่ากัสนั้นทำได้ด้วยการใช้ร่างแยกญาณศักดิ์สิทธิ์คอยควบคุมเพราะแต่ละจุดที่ต้องการอุณหภูมิที่แตกต่างกันนั้น ไม่ได้มีขนาดใหญ่นักจึงใช้ร่างแยกทำแทนได้โดยไม่มีปัญหา งานนี้จึงผ่านไปโดยไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น การหลอมกระบี่จึงราบรื่นเป็นอย่างมาก

            และด้วยความที่กัสแทบไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองเลย นอกจากเป็นแหล่งพลังชีวิตและพลังวิญญาณเพื่อจุดเพลิงเทวะ เขาจึงใช้โอกาสนี้เฝ้ามองการหลอมกระบี่อย่างตั้งใจจนค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจจากการหลอมกระบี่

            สิ่งที่กัสพบและรู้สึกว่าน่าสนใจคือ ‘ลวดลาย’ แปลกๆ ที่เป็นหัวใจของกระบี่เก้าวัง ลวดลายที่ไม่มีทางมองเห็นได้เมื่อกระบี่หลอมเสร็จสิ้น แต่เมื่ออยู่ในขั้นตอนของการหลอม เขาสามารถเห็นรูปลักษณ์ของลวดลายนี้ได้อย่างชัดเจน

            กัสสนใจและลอบจดจำลวดลายนี้เอาไว้เพราะลวดลายนี้มีความแปลกและแตกต่างจาก ‘อาคม’ ที่ใช้ในกระบี่เก้าวังระดับอาคมที่เขาเคยสร้างเพื่อเชื่อมต่อชิ้นส่วนกระบี่ทั้งหมดเข้าด้วยกัน

            กระบี่เก้าวังระดับเทพนั้นมีการใช้ลวดลายแทนอาคม ซึ่งทำให้การแยกกระบี่ออกเป็นชิ้นส่วนนั้นมีประสิทธิภาพกว่า นอกจากนั้นเวลารวมเป็นคมกระบี่ก็ยังแข็งแกร่งกว่าแบบอาคม ทำให้สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งในรูปแบบของอาวุธหรือสื่อในการใช้เวทมนตร์

            เนื่องจากปรมาจารย์ทั้ง 4 ต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการหลอมกระบี่ ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นการกระทำของกัสทำให้เขาสามารถดูการหลอมกระบี่ได้เท่าที่ต้องการ

            ในท้ายที่สุดการหลอมในขั้นสุดท้ายที่ยาวนานถึง 2 วันเต็มๆ ก็จบลง เหล่าปรมาจารย์ก็พร้อมใจกันถอนหายใจออกมายาวๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนจะหยุดมือ

            “อย่าเพิ่งหยุดนะไอ้หนู มาทำขั้นตอนสุดท้ายของเจ้าให้จบก่อน..”

            “ครับ”

            กัสตอบรับสั้นๆ เพราะเขารู้หน้าที่ของตัวเองดี เขาจึงเริ่มปลดปล่อยเพลิงเทวะออกมาเพื่อทำการหลอมขั้นสุดท้าย

            การหลอมขั้นสุดท้ายนี้ถือเป็นงานของกัส มันเป็นการหลอมรวมด้วยเพลิงที่มีความร้อนสูง เป็นการกำจัดปัญหาซ่อนเร้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่แทรกอยู่ระหว่างชั้นของเนื้อกระบี่หรือการผสานตัวที่ไม่สมบูรณ์ของผลึกเวทเหลว

            ในขั้นตอนนี้กัสไม่ต้องเหนื่อยมากนักเพราะมันไม่ได้มีรายละเอียดที่ซับซ้อนเหมือนก่อนหน้านี้ เขาเพียงแค่เร่งความร้อนของเพลิงเทวะแล้วอัดความร้อนเข้าไปยังแกนกระบี่ จากนั้นปลดปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง

            เพียงเท่านี้ความร้อนจากส่วนแกนกระบี่ก็จะหลอมละลายผลึกเวทที่อยู่ในสภาพกึ่งหลอมเหลวให้อ่อนตัวลงมากกว่าเดิม จนเกิดการผสานตัวเป็นเนื้อเดียวกันทั้งเล่ม

            เพียง 1 ชั่วโมงขั้นตอนนี้ก็จบลงภายใต้การตรวจสอบจากสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของปรมาจารย์ทั้ง 4 และของตัวกัสเองด้วย

            “พอได้แล้วเจ้าหนู ไม่มีปัญหาแล้ว”

            ทันทีที่ได้ยินคำสั่งของนายช่างใหญ่ กัสก็ถอนเพลิงเทวะกลับมา จากนั้นปรมาจารย์สาวซึ่งเป็นผู้ชำนาญด้านอาคมก็ลงมือทำงานขั้นสุดท้ายของเธอต่อทันที

            พริบตาที่เพลิงเทวะดับลง เพลิงสีขาวก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของปรมาจารย์สาวและพุ่งตรงไปยังคมกระบี่ที่ยังร้อนจัดจนเป็นสีขาว ก่อนจะทำให้มันเย็นตัวลงด้วยความเร็วสูงจนเนื้อกระบี่เปลี่ยนเป็นสภาพผลึกที่ใสกระจ่างดุจคริสตัล

            ภาพนี้ทำให้กัสตกใจเล็กน้อย แม้จะรู้ว่าการหลอมกระบี่จากผลึกเวทนั้นแตกต่างจากการใช้โลหะมาก แต่เขาก็ไม่นึกว่ามันจะต่างกันมากขนาดนี้

            หลังจากกระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นลง เหล่าปรมาจารย์ก็ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ แล้วมองดูผลงานที่พวกมันร่วมมือสร้างด้วยความพึงพอใจ

            “ยอดเยี่ยมมาก!! เพลิงเทวะช่างยอดเยี่ยมนัก!! ข้าไม่ได้สร้างผลงานดีๆ แบบนี้มานานแล้ว!!”

            “จริงด้วยพี่ใหญ่ พลังของเพลิงเทวะช่างยอดเยี่ยมนัก แต่การควบคุมของเจ้าหนูนี่ก็ไม่มีที่ติเลยจริงๆ หากไม่บอกกันก่อน ข้าคงไม่เชื่อแน่ว่าเจ้าหนูนี้เพิ่งจะเคยใช้เพลิงเทวะหลอมกระบี่เป็นครั้งแรก”

            คำชมจากปรมาจารย์สาวนั้นทำให้กัสเขินเล็กน้อยเพราะคนที่ควบคุมเพลิงเทวะจริงๆ นั้นไม่ใช่เขา แต่เป็นร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ของเขา ซึ่งต่อให้มันเป็นพลังของเขา แต่เขาก็อับอายเกินกว่าจะเอาความดีความชอบนี้มาเป็นของตัวเองจริงๆ

            ทว่าความเขินอายของกัสกลับทำให้เหล่าปรมาจารย์นึกชอบใจมากขึ้นไปอีก คำชมเชยจึงดังขึ้นไม่มีหยุด ความชื่นชมที่เหล่าปรมาจารย์มีต่อเขาถึงกับเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าชนิดที่หากเทียบกับชื่อเสียงที่โด่งดังในช่วงนี้ของเขาแล้วยังสูงยิ่งกว่า

            ทั้งนี้ก็เพราะเหล่าปรมาจารย์เป็นผู้ชำนาญการหลอมสร้าง คนเหล่านี้ย่อมไม่สนใจความสามารถในการต่อสู้หรือความแข็งแกร่งมากเท่ากับความสามารถในการหลอมสร้างหรือการควบคุมพลังที่ละเอียดอ่อน

            “ว่าไงเจ้าหนู เจ้าสนใจจะมาเรียนวิชาหลอมกระบี่จากข้าไหม ด้วยความสามารถอย่างเจ้า ไม่เกิน 10 ปีก็น่าจะหลอมกระบี่จนชำนาญได้แล้ว!!”

            คำถามของปรมาจารย์สาวอีกคนถามออกมาด้วยความสนใจ ซึ่งทำให้กัสหวั่นไหวเล็กน้อยเพราะเขาเองก็มีความสนใจในการหลอมกระบี่อยู่เช่นกัน

            ไม่ว่าจะด้วยความชอบของเขา หรือแผนการต่อจากนี้การมีทักษะในการหลอมกระบี่ติดตัวถือเป็นเรื่องดี เพียงแต่เวลาที่ต้องใช้มันนานไปบ้างจนทำให้เขาไม่มั่นใจ

            เมื่อเห็นสีหน้าของกัสปรมาจารย์สาวก็คล้ายกับเข้าใจอะไรบางอย่าง เธอจึงยิ้มออกมาบางๆ

            “ถ้าเจ้าคิดว่า 10 ปีมันนานเกินไป เช่นนั้นก็เรียนเท่าที่มีเวลาก็ได้..หากเจ้าว่างเมื่อไหร่ค่อยมาเรียนต่อ”

            “แบบนั้นมัน..มันจะดีหรือครับ”

            “แน่นอน!! หากเป็นคนอื่นข้าคงไม่พูดแบบนี้ แต่สำหรับเจ้า..อัจฉริยะที่โด่งดังที่สุดผู้ทำผลงานได้อย่างน่าชื่นชมเช่นเจ้า ข้าจะยกเว้นให้เป็นกรณีพิเศษเลย!!”

            กัสประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ยินดีมากกว่าเขาจึงตอบรับกลับไปด้วยความยินดี ซึ่งทำให้ปรมาจารย์สาวพึงพอใจไม่น้อย

            “เช่นนั้นก็ดี! ถ้างั้นในฐานะอาจารย์ข้ามีคำแนะนำที่อยากให้เจ้า..บางครั้งการเร่งรีบจนเกินไปก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นหรอกนะเจ้าหนู”

            ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้สีหน้าของกัสก็เปลี่ยนไป ความประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาเพราะเขาไม่คิดว่าคำแนะนำแรกของคนที่กลายมาเป็นอาจารย์สอนการหลอมกระบี่ของเขาจะเป็นคำแนะนำแบบนี้

            วินาทีนั้นกัสก็เข้าใจว่าอะไรทำให้ปรมาจารย์สาวยื่นข้อเสนอเช่นนี้ให้กับเขา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้คำสั่งสอนแก่เขาและทำให้เขายอมรับคำสั่งสอนนี้

            ในฐานะของอัจฉริยะ มุมมองที่คนภายนอกมองเขาคงจะแตกต่างจากคนปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ ความเชื่อมั่นหรือความหยิ่งยโส ตัวเขาคงจะมีมากกว่าคนอื่นทำให้ปรมาจารย์สาวไม่มั่นใจว่าหากเธอไม่มีสถานะใดๆ ในจิตใจเขา ตัวเขาจะไม่ยอมรับคำแนะนำหรือคำสั่งสอนของเธอ

            ด้วยเหตุนี้เธอจึงยื่นข้อเสนอเพื่อให้ตัวเองกลายมาเป็นอาจารย์ของเขา เพื่อที่จะทำให้เขายอมรับฟังคำสั่งสอนนี้และสร้างโอกาสที่จะได้แนะนำและสั่งสอนเขาในฐานะของอาจารย์