“มอคค่าหวานห้าสิบเปอร์เซ็นต์วาดลาเต้อาร์ตรูปหงส์เสิร์ฟพร้อมเอแคลร์หงส์สองชิ้นมาแล้วค่ะ” เหอหลี่น่าถือถาดกาแฟมาเสิร์ฟให้คุณป้าลูซี่ด้วยตัวเอง “สายแล้วลูกค้าก็เลยน้อย หนูขอนั่งดื่มกาแฟกับคุณป้าด้วยคนนะคะ”
“ดีสิจ๊ะ ที่ป้าตั้งใจมาสายก็เพราะอยากมานั่งดื่มกาแฟกับหนูนี่ล่ะ” คุณป้าลูซี่ยกเครื่องดื่มขึ้นจิบ “ป้าดูแล้ว่นี้เฉินซีกับหนูดูมีความสุขมากเลยนะจ๊ะ โดยเฉพาะเฉินซี ตอนมาอยู่ที่เกาะใหม่ๆ เขาจะยิ้มแค่เวลาที่อยู่กับหนูเท่านั้น แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะเจอใคร เขาก็จะยิ้มหรือไม่ก็จะทักทายคนอื่นก่อนเสมอ”
“ไม่ใช่แค่ยิ้มเก่ง แต่เขายังพูดเก่งขึ้นมากด้วยค่ะ ขนาดเสี่ยวฟานที่ว่าพูดเก่งๆ ยังพูดไม่ทันเขาเลยล่ะค่ะ”
“แต่ก็อย่างที่ป้าบอก ไม่ว่าหนูกับเฉินซีจะยิ้มเก่งและพูดเก่งขึ้นขนาดไหน แต่รอยยิ้มของพวกหนูกลับยังไม่สดใสเท่าที่ควร” คุณป้าลูซี่จิบเครื่องดื่มพร้อมมองออกไปที่วิวทะเล “ถ้าใจยังไม่ปล่อยวาง พวกหนูก็จะมีความสุขได้ไม่เต็มที่หรอก ก็เหมือนกับป้า กว่าจะรู้ว่าตอนนั้นตัวเองถือทิฐิมากเกินไป ป้าก็สูญเสียคนที่เขารักป้ามากที่สุดไปอย่างไม่มีวันกลับเสียแล้ว นาน่าจ๊ะ...ป้าไม่อยากให้หนูต้องมาเสียใจในวันที่สายเกินไปเหมือนกับป้า”
เหอหลี่น่ายกเครื่องดื่มขึ้นมาจิบแล้วมองไปที่วิวทะเลกว้างเช่นกัน เธอรู้ความหมายของคุณป้าลูซี่ดี เธอจึงตัดสินใจเล่าเื่ราวในอดีต “ตอนที่หนูอายุได้ห้าขวบ หนูถูกคนลักพาตัวไปค่ะ ในปีแรกพ่อกับแม่บุญธรรมก็รักและเลี้ยงดูหนูเป็อย่างดี แต่หลังจากที่แม่บุญธรรมคลอดน้องชาย ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป พวกเขาเลี้ยงหนูเหมือนคนรับใช้ หนูต้องตื่นั้แ่ตีสี่และเข้านอนตอนเที่ยงคืน
ส่วนน้องชายก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ดีกับหนูหรอกนะคะ เวลามีขนมหรือมีของอร่อย เขาก็จะแอบเอามาแบ่งให้หนู แต่นิสัยของเขาจะเปลี่ยนไปก็ตอนที่เขาอยู่กับคนอื่น โดยเฉพาะเพื่อนสนิทที่คอยยุยงว่าหนูจะแย่งความรักของพ่อกับแม่บุญธรรมไปจากเขา
จนกระทั่งหนูอายุได้สิบห้าปี วันนั้นน้องชายเพิ่งได้จักรยานคันใหม่ เพื่อนจึงคอยยุให้เขาปั่นจักรยานมาเฉียดใกล้ๆ เพื่อทำให้หนูใ ซึ่งหนูก็ใจนตกลงไปในคลองจนหัวกระแทกเข้ากับก้อนหินจนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล ตอนนั้นเองล่ะค่ะที่ทำให้หนูได้พบกับคุณพ่อคุณแม่ที่แท้จริง
พอออกจากโรงพยาบาล หนูก็ถูกรับกลับเข้าตระกูลเหอ หนูถึงได้รู้ว่าระหว่างที่หนูหายตัวไป คุณพ่อคุณแม่ได้รับเลี้ยงเด็กกำพร้าคนหนึ่งนั่นก็คือน้องสาวบุญธรรมของหนูเอง
วันที่หนูย้ายเข้าไปอยู่ในตระกูลเหอวันแรก หนูก็ทดสอบความจริงใจของน้องสาวบุญธรรมทันที แต่กลายเป็ว่าสิ่งที่หนูทำมันไร้สาระเอามากๆ เพราะน้องสาวบุญธรรมรู้สถานะของตัวเองมาตลอด ห้องนอนของเธอยังเป็ห้องนอนที่แสนธรรมดาและยังอยู่ไม่ไกลจากห้องพักแขกด้วยนะคะ ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ก็ดีกับเราสองคนมาก ท่านไม่เคยลำเอียงไปกับลูกคนไหนมากกว่า เราสองคนจึงสนิทสนมและรักกันเหมือนพี่น้องแท้ๆ เลยล่ะค่ะ”
พูดถึงตรงนี้เหอหลี่น่าก็ยิ้มออกมาอย่างจืดชืด “หนูใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและไม่ได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย จนกระทั่งหนูเรียนมหาวิทยาลัยในปีสุดท้าย คุณพ่อคุณแม่ก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แม้พวกเขาจะรู้ว่าหนูอยู่ทำโปรเจคจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยจนไม่มีเวลาแม้แต่จะกลับมานอนที่บ้าน แต่พวกเขาก็ไม่เคยแสดงความห่วงใยหรือถามไถ่ แต่กับน้องสาว พวกเขาถึงขนาดไปซื้อคอนโดที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยที่สุดให้เธอ แล้วคุณแม่ยังส่งคนรับใช้ไปคอยทำอาหารบำรุงร่างกายให้เธอทุกวัน ยังดีที่พวกเขาไม่ได้เมยเฉยต่อหนูมากเกินไป พวกเขาก็เลยยังโอนเงินค่าใช้จ่ายให้หนูทุกเดือน
ด้วยความที่หนูเคยใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมากับพ่อแม่บุญธรรมมาหลายปี หนูก็เลยอดทนกับสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็อย่างดี หนูยังคิดในแง่ดีว่าพวกเขาอาจมีเื่ลำบากใจก็เลยกะว่าจะเอาผลการเรียนที่ดีเยี่ยมไปเป็ของขวัญปลอบใจแล้วถึงจะถามว่าพวกเขามีเื่ทุกข์ใจอะไรหรือเปล่า
แต่ก่อนที่จะถึงวันเข้าร่วมพิธีจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยแค่สามวัน เหอหลี่จิ้งกับคู่หมั้นของหนูก็มาสารภาพว่าพวกเขาคบกันอยู่ โดยที่คุณพ่อคุณแม่ก็รู้เื่นี้ พวกเขาไม่ได้มองว่าสิ่งที่เหอหลี่จิ้งทำลับหลังหนูเป็เื่ผิดเลยด้วยซ้ำ พวกเขากลับสนับสนุนให้สองคนนั้นหมั้นกันอย่างเปิดเผย วันนั้นเองล่ะค่ะที่พวกเขาเขียนหนังสือตัดความสัมพันธ์แล้วยังลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ว่าหนูกับตระกูลเหอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว แต่พวกเขาคงกลัวว่าจะมีคนมานินทาทีหลังมั้งคะว่าพวกเขาใจร้าย พวกเขาก็เลยให้เงินหนูเพื่อเป็ค่าตัดความสัมพันธ์มาตั้งหนึ่งร้อยล้านหยวน”
เหอหลี่น่าเริ่มร้องไห้ “ความเสียใจที่พ่อแม่บุญธรรมไม่เคยรัก จนมาถึงความเสียใจที่แม้แต่ครอบครัวแท้ๆ ยังไม่้า พอมีคนมาเสนอขายสิทธิ์การเดินทางมาที่ประเทศ S หนูก็ตอบตกลงแล้วเก็บข้าวของบินมาที่นี่ทันทีเลยค่ะ คุณป้าลูซี่คะ จนถึงทุกวันนี้หนูยังอยากได้คำตอบอยู่เลยนะคะว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะทิ้งหนู”
คุณป้าลูซี่เคยคิดว่าเด็กสาวอาจทะเลาะกับครอบครัวด้วยเื่เล็กน้อย แต่เธอไม่คิดเลยว่าเด็กสาวจะผ่านเื่ะเืใจมามากขนาดนี้ ถูกน้องสาวแย่งคู่หมั้น พ่อแม่บังเกิดเกล้ายังลงประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อตัดสัมพันธ์ หากเป็เธอที่โดนกระทำแบบนี้ก็คงจะเสียใจมากเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นคุณป้าลูซี่ก็ไม่คิดจะตัดประเด็นที่น่าสงสัย “หนูนาน่าจ๊ะ ป้าขอถามได้ไหมว่าคุณพ่อคุณแม่ของหนูทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร”
“เป็ธุรกิจเกี่ยวกับการส่งออกอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งค่ะ แต่หนูไม่รู้รายละเอียดมากนักนะคะ เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่เคยเอาเื่งานมาเล่าให้หนูกับน้องสาวฟังเลย พวกเขาบอกว่าเื่งานก็ควรจะทิ้งไว้ที่ที่ทำงาน ส่วนบ้านก็ควรจะเป็สถานที่ที่พวกเราจะอยู่ได้อย่างสบายใจและไร้ปัญหา พวกเขาอยากให้หนูกับน้องสาวใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องมีเื่กังวลน่ะค่ะ”
“ฟังดูแล้วพวกเขาก็น่าจะรักหนูและเป็ห่วงหนูมาก” คุณป้าลูซี่ขมวดคิ้ว “หนูเคยคิดหรือเปล่าว่าบางทีธุรกิจของพวกเขาอาจมีปัญหา และที่พวกเขาตัดสินใจทำอย่างนั้นก็เพราะกำลังปกป้องหนู”
“ถึงธุรกิจของพวกเขาจะมีปัญหา แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่พวกเขาจะต้องมาตัดสัมพันธ์กับหนูแค่คนเดียวล่ะค่ะ ทำไมเหอหลี่จิ้งยังได้อาศัยอยู่กับพวกเขา” เหอหลี่น่ายิ้มที่มุมปาก “อีกอย่างเป็พวกเขาที่โยนเงินค่าตัดสัมพันธ์มาให้หนูตั้งหนึ่งร้อยล้าน ถ้าธุรกิจของพวกเขามีปัญหาจริง เงินก้อนนี้ก็น่าจะทำให้พวกเขาผ่านวิกฤติไปได้ไม่ใช่เหรอคะ แล้วพวกเขาจะเอามันมาให้หนูทำไม”
คุณป้าลูซี่รีบลุกจากเก้าอี้แล้วไปกอดปลอบหญิงสาว “ป้าขอโทษ ป้าไม่น่าทำให้หนูคิดถึงเื่เดิมเลย ต่อไปป้าจะไม่ถามหนูอีกแล้วนะ ถ้าหนูอยากลืมหนูก็ลืมมันไปได้เลย”
“ที่หนูเล่าเื่ในอดีตให้คุณป้าฟังก็เพราะหนูอยากระบายให้ใครสักคนฟังจริงๆ ค่ะ ถึงแม้หนูจะเคยเล่าเื่พวกนี้ให้เฉินซีฟังแล้ว แต่หนูคิดว่าในมุมมองของผู้ใหญ่มันอาจจะเป็มุมมองใหม่ที่หนูกับเฉินซีไม่เคยนึกถึง” เหอหลี่น่ายกมือขึ้นเช็ดน้ำตา “คุณป้าคะ ถ้ามันเป็อย่างที่คุณป้าคิด หนูจะผิดไหมคะที่หอบเงินจำนวนมากมาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่คนเดียว”
“หนูเคยคิดที่จะกลับไปหาคำตอบไหมจ๊ะ แล้วหนูกลัวกับคำตอบที่จะได้รับหรือเปล่า”
เหอหลี่น่าอึ้งไปก่อนจะพยักหน้ารับ “กลัวค่ะ หนูกลัวว่าถ้าหนูรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำทุกอย่างก็เพื่อความสุขของหนู แต่หนูกลับไม่พยายามที่จะเข้าใจพวกเขา หนูจะไม่มีหน้ากลับไปหาพวกเขาอีกค่ะ”
“ถ้าอยากรู้ความจริงแล้วหนูจะทำยังไงจ๊ะ”
“เฉินซีบอกว่าเขาจะส่งคนไปหาข้อมูลมาให้หนูค่ะ” เหอหลี่น่าเม้มริมฝีปาก “แต่หนูบอกเขาว่าหนูจะกลับไปหาคำตอบเอง”
“ระยะเวลาห้าปีที่หนูอาศัยอยู่ที่นี่ บางทีมันอาจจะยาวนานเกินไปสำหรับคนที่เขากำลังรอคอย หนูไม่คิดอย่างนั้นเหรอจ๊ะ”
“คุณป้าอยากให้หนูเดินทางกลับก่อนกำหนดเหรอคะ”
“ป้าตัดสินใจแทนใครไม่ได้หรอกนะจ๊ะ แต่ป้าจะเล่าเื่ของป้าให้หนูฟังบ้างก็แล้วกัน” คุณป้าลูซี่เดินกลับมานั่งที่เดิม “ป้ากับคุณพ่อของโจอี้เป็เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน ความรักของเราเริ่มก่อตัวขึ้นั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เรารู้แค่ว่าเรามีความสุขทุกวันที่เราอยู่ด้วยกัน ด้วยความเป็วัยรุ่นและยังไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ป้ากับเขาจึงมีสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันั้แ่อายุยังน้อย
จนกระทั่งเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ป้าก็หนีออกจากบ้านเพื่อไปเช่าบ้านอยู่กับเขา แม้จะต้องอดมื้อกินมื้อ แต่เราสองคนก็มีความสุขมากจริงๆ และด้วยความสามารถของเขา ทันทีที่เขาเรียนจบก็มีหน่วยงานหลายที่ยื่นข้อเสนอให้เขาไปทำงาน แน่นอนว่าเขาต้องเลือกเข้าทำงานในบริษัทใหญ่และดูจะมั่นคงที่สุดในเวลานั้น
หลังจากที่เขาเข้าทำงานได้แค่ครึ่งปี เขาก็เริ่มกลับบ้านดึกแล้วยังมีกลิ่นเหล้าติดตัวกลับมาตลอด พอป้าถาม เขาก็บอกว่าเป็การเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงาน หรือบางครั้งก็เป็การดื่มเมื่อต้องออกไปพบลูกค้า ป้าก็เชื่อเขาโดยไม่มีข้อสงสัย
จนวันหนึ่งมีผู้หญิงคนหนึ่งมาหาป้าที่บ้านเช่าแล้วบอกว่าเธอคือคนรักคนใหม่ของเขา และที่เธอมาหาป้าก็เพราะอยากมาพูดแทนเขาว่าให้ป้าเดินออกไปจากชีวิตเขาเสีย ตอนนั้นมันเหมือนท้องฟ้าถล่มลงมาต่อหน้าป้าเลยล่ะ
ป้าเขียนจดหมายบอกเลิกแล้วหย่อนใส่ตู้ไปรษณีย์ส่งไปให้เขาที่บริษัทโดยที่ป้าไม่คิดจะเจอหน้าเขาด้วยซ้ำ จากนั้นป้าก็เดินทางมาที่ประเทศ S พร้อมคนรู้จัก พอมาถึงที่นี่ป้าถึงได้รู้ว่าป้ากำลังท้อง
ป้าใช้ชีวิตอยู่ที่นี่โดยตัดขาดการติดต่อกับทุกคน พ่อกับแม่ก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะป้าไม่ได้ติดต่อกับพวกเขาั้แ่ที่ป้าหนีตามคุณพ่อของโจอี้มาแล้ว จนกระทั่งโจอี้อายุได้ห้าขวบซึ่งป้าคิดว่าป้าทำใจกับเื่ทุกอย่างได้ดีแล้ว
ป้าใช้ความกล้าทั้งหมดแล้วโทรกลับไปหาเพื่อนสนิทของเขาถึงได้รู้ว่าตลอดเวลาห้าปี คุณพ่อของโจอี้เฝ้าตามหาป้ามาโดยตลอด ส่วนเื่ผู้หญิงคนนั้น คุณพ่อของโจอี้ก็ไม่ได้รู้เื่อะไรด้วยเลย สิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นมาพูดกับป้าล้วนเป็คำโกหกของเธอทั้งนั้น ป้าดีใจมากเลยนะที่รู้ว่าเขาไม่เคยทรยศกับความรักของป้า
แต่คำพูดของเพื่อนสนิทกลับทำให้ป้าเกือบจะหายใจไม่ออก เพราะก่อนที่ป้าจะโทรกลับไปแค่สองวัน คุณพ่อของโจอี้ก็จากไปแล้ว” คุณป้าลูซี่ร้องไห้จนแทบจะพูดไม่เป็ภาษา “เขาเดินออกไปที่สวนสาธารณะแล้วไปนั่งอยู่ที่ม้านั่งประจำที่เขากับป้าชอบไปนั่งเล่นด้วยกัน ทั้งที่คืนนั้นหิมะตกหนักทั้งคืน กว่าจะมีคนไปเห็นก็เป็่สายของอีกวันแล้ว เพื่อนสนิทยังบอกอีกว่าในมือของเขายังถือรูปถ่ายที่ป้ากับเขาถ่ายคู่กันไว้ไม่ยอมปล่อย นาน่า...หนูเข้าใจใช่ไหมจ๊ะ”
เหอหลี่น่าตัวแข็งทื่อ เธอเคยไม่คิดว่าเื้ัรอยยิ้มที่แสนสดใสของคุณป้าลูซี่ คุณป้าจะผ่านประสบการณ์ที่แสนเ็ปมามากขนาดนี้
10 p.m.
‘คุณป้าลูซี่ต้องอยู่กับความเสียใจมาตลอดสามสิบปีเพราะคำว่าทิฐิ แล้วฉันล่ะ...ที่ฉันหนีมาอยู่ที่นี่เพราะคำว่าทิฐิด้วยหรือเปล่า หรือฉันต้องกลับไปหาคำตอบว่าทำไมทุกคนถึงเปลี่ยนไป’