ตอนที่ 4
ลมบางเบาเจือกลิ่นดอกไม้ มันพัดโชยเข้ามากระทบร่างของหญิงสาวที่กำลังนอนขดตัวอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ กิ่งก้านของมันแผ่ปกคลุมจนคล้ายหลังคาบ้านหลังหนึ่ง
ผู้ที่นอนตัวสั่นเทาอยู่ใต้ต้นไม้คือ..กำไล นางร่างกายซูบผอม ดวงหน้าไม่เหลือเค้าโครงความงดงามหลงเหลือ มีอันตรายบางอย่างทำให้นางหวาดกลัวสุดขีด หญิงสาวจึงเข้ามาพักหลบภัยใต้ต้นไม้แห่งนี้เป็การชั่วคราว
แต่ไฉนเสียงแหบพร่าปนความแข็งกร้าวของใครคนหนึ่ง กลับยังลอยดังเข้ามาในหัวของนางไม่รู้จบ หญิงสาวสบถด่าไปหลายคราจนกระทั่งเสียงอีกฝ่ายจะเงียบไป แต่สักพักเสียงสั่นประสาทนั้นก็ยังกลับเข้ามาวนในสมองของนางอีกครั้ง
“เมื่อไหร่เ้าจะไปจากข้าเสียที ทำไมเ้าไม่ฆ่าข้า!..”
ขณะที่กำไลแผดเสียงดังอยู่นั้น เงาร่างขนาดใหญ่ทอดผ่านมายังตัวนาง ราวกับสิ่งนั้นกำลังจะบดขยี้ร่างของนางให้แหลกคาตา
กำไลใช้มือเล็กของตนคว้าเถาวัลย์บนพื้น นางพยายามตะเกียกตะกายออกจากเงานั้นอย่างเร็วที่สุด ทว่ากลับไม่ทันกาล เงาร่างขนาดใหญ่นั้นพลันฉีกกระชากแขนขาของหญิงสาวออก น้ำเืสาดกระเซ็นไปตามพื้นหญ้า เศษร่างอันน่าสยดสยองของกำไลถูกขว้างทิ้งไปอีกฝั่ง
หญิงสาวเ็ปทรมานจนลำตัวสั่นสะท้าน เมื่อนางก้มมองไปยังบริเวณท้องของตน กลับพบว่าอวัยวะภายในไหลทะลักออกมาจนเหมือนเศษเนื้อเน่ากองหนึ่ง
กำไลปรายตามองเงาร่างนั้นอย่างเดือดดาล สีหน้าของนางดุร้ายขึ้นมาทันใด นางกัดริมฝีปากตัวเองพลางเอ่ยเย้ยหยันอีกฝ่ายไปว่า
“เหอะ ข้าขอสาบานว่าเ้าจะไม่มีทางได้กลับไปยังโลกแห่งนั้นอีก”
ระหว่างที่กำไลจวนจะหมดแรงลง เงาร่างขนาดใหญ่นั้นหมายจะขย้ำร่างของหญิงสาวในทันใด กำไลจ้องมองเงาร่างนั้นโถมเข้ามาหาตนอย่างไม่หวั่นเกรง แววตาที่เต็มไปด้วยแรงแค้นของนางประสานกับดวงตาขนาดใหญ่นั้น ภาพความทรงจำอันเลือนรางพลันปรากฏ คลับคล้ายว่าห้วงชีวิตหนึ่งของนางใกล้จะจบสิ้นลงในอีกไม่ช้านี้แล้ว
ก๊อกๆ ตึงๆๆ...!!
เสียงเคาะประตูดังสนั่นไปทั่วบ้าน เสียงแข็งกร้าวของใครคนหนึ่งดังลอดมาจากทางด้านนอก เป็จังหวะที่กำไลพลันสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย หญิงสาวหน้าซีดเล็กน้อยพลางก้มมองดูบริเวณท้องของตนที่เด่นนูนออกมา นางถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหยัดกายลุกออกจากโซฟาไปเปิดประตู
คนที่อยู่ตรงหน้าเป็ชายร่างสูงโปร่งอายุราวสามสิบ จมูกเป็สันโด่ง ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ชายหนุ่มเป็แพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง วันนี้หลังจากเสร็จงานเขารีบแวะกลับมาบ้าน เมื่อรู้ว่ากำไลมีอาการทางสุขภาพไม่ค่อยดีนัก
“ทำไมถึงไม่รับโทรศัพท์ รู้ไหมว่าพี่เป็ห่วง” นิรุตกล่าวย้ำคำว่าเป็ห่วง จนกำไลมีสีหน้าหม่นลงทันใด หญิงสาวเอนตัวมาคล้องแขนชายหนุ่มไว้พลางกล่าวประจบ
“พี่คะ เรนบอกแล้วว่า่นี้เพลียๆอาจจะนอนมากเกินไป อีกอย่างยัยหนูของเรา่นี้กินเก่ง ดิ้นก็เก่ง เรนก็เลยท้องเสียนิดหน่อย ตอนนี้ดีขึ้นแล้วไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ” อีกฝ่ายยิ้มบาง
นิรุตดึงตัวภรรยาสาวมานั่งบนโซฟาในห้องอย่างระมัดระวัง เขาบ่นให้อีกฝ่ายอยู่หลายประโยค ก่อนจะเข้ามาลูบท้องนูนใหญ่ของกำไลไปมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
กำไลหรือในชื่อใหม่คือเรนา หญิงสาวตั้งครรภ์เข้าเดือนที่แปดแล้ว คงเหลืออีกเพียงเดือนเศษนางกับลูกก็จะได้พบหน้ากัน หมอนิรุตตั้งใจจะลางานสักระยะเพื่อมาดูแลกำไลและลูก ใน่นี้จึงมีเพียงน้าเอี้ยง ญาติสนิทที่มาคอยอยู่เป็เพื่อนหญิงสาวเท่านั้น
ชายหนุ่มโน้มกายลงพลางแนบหูของตนกับท้องของกำไล เขาลูบคลำท้องของนางคล้ายกำลังกระซิบพึมพำบางอย่างกับคนที่อยู่ในท้อง นิรุตพลันเอ่ยด้วยเสียงอารมณ์ดีออกไปว่า “เราจะได้เจอนางฟ้าตัวน้อยของเราแล้ว...”
เสียงชายหนุ่มเริ่มเคร่งขรึมลง แววตาแฝงไปด้วยความลังเลที่จะเอ่ยต่อ “เมื่อคืนพี่ฝันว่ามีเสือตัวหนึ่งมาขอลูกสาวของเราด้วยนะ”
เมื่อกำไลได้ฟังดังนั้นหนังศีรษะของนางชาวาบ ใจเต้นระส่ำจนแทบทะลุออกมาจากกลางอก นับเป็ครั้งแรกที่ได้รู้ว่าสามีของนางเริ่มเข้ามาเกี่ยวพันกับเื่ราวอันลึกลับนี้
เพราะเหตุใดพยัคฆ์ขาวถึงได้ก่อกวนคนในครอบครัวของนางไม่เลิก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กำไลข้ามมิติแห่งเวลามายังอีกโลกนี้ หญิงสาวก็พร้อมจะตัดขาดจากทุกสิ่งแล้ว นางได้รับการดูแลอย่างดีจากครอบครัวหนึ่งและได้แต่งงานกับหมอนิรุตเมื่อสามปีก่อน
กำไลคิดว่าหากทำลายตราแห่งพยัคฆ์ขาวไปแล้ว กายทิพย์ของพยัคฆ์ขาวที่สถิตอยู่ในนั้นก็คงจะหายไปเอง กระทั่งนางเคยพึ่งพานักบวชที่เรียกว่าพระในสมัยนี้มาสวดส่งให้ดวงิญญาของพยัคฆ์ขาวไปสู่ภพชาติอื่นๆ แต่เหมือนกับว่าแรงอาฆาตแค้นที่นางทำกับเ้าพยัคฆ์ จะทำให้พยัคฆ์ขาวตามราวีหญิงสาวทั้งในความฝัน และโลกความจริง..
พยัคฆ์ขาวมักปรากฏกายในฝันร้ายของกำไลเกือบทุกครั้ง และทุกครั้งย่อมหมายจะปลิดชีพนาง โดยเฉพาะั้แ่หญิงสาวเริ่มตั้งครรภ์
กำไลพยายามทำสีหน้าให้เป็ปกติ นางเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างเรียบเฉยขึ้นว่า “พี่ตอบมันไปว่าอย่างไรบ้างคะ”
“เอ่อ.. เื่นี้มันเป็แค่ความฝันน่ะ พี่ก็จำไม่ได้ว่าตอบยังไง แต่ที่แน่ๆใครจะมายอมยกลูกของตัวเองให้คนอื่นกันล่ะ” นิรุตเอ่ยอย่างหนักแน่นเพื่อให้ภรรยาสาวคลายความกังวล
แม้ท่าทางของหญิงสาวจะดูปกตินัก แต่เขารู้ดีว่ากำไลใส่ใจกับเื่เล็กน้อยแบบนี้มากแค่ไหน หมอหนุ่มพลางเอ่ยปลอบใจต่ออีกว่า “มันก็แค่ความฝัน ลูกของเราจะต้องเติบโตแข็งแรง อีกอย่างเสือก็ถือว่าเป็สัตว์มงคลชนิดหนึ่ง ใช่ว่าจะเป็เื่ร้ายเสียหน่อย เรนอย่าคิดมากเลยนะ”
นิรุตอยู่กับกำไลสักพักจนถึงค่ำ เขาจึงขอตัวกลับโรงพยาบาลเพราะมีงานผ่าตัดคนไข้ด่วน กำไลจึงอยู่กับน้าเอี้ยงญาติสนิทของนิรุต โดยเอี้ยงเข้ามาอยู่ดูแลกำไลั้แ่นางตั้งครรภ์อ่อนๆ และก็รู้ความเป็มาเป็ไปของบ้านหลังนี้ดีทุกอย่างเช่นกัน
ภายหลังจากรถหมอนิรุตขับออกไปจนลับสายตาแล้ว เอี้ยงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเข้ามาในห้องของกำไล เมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งเหม่อลอย จึงเอ่ยทักไปเสียงเบาไปว่า
“น้าช่วยปกปิดเื่นั้นไว้ หวังว่ามันจะไม่เป็ผลกระทบกับชีวิตคู่ของพวกเธอทั้งสองคน สำคัญตอนนี้ต้องดูแลตัวเองให้ดีจนกว่าจะคลอด”
กำไลหันมาตามเสียงนั้น หญิงสาวเพียงพยักหน้ารับ สิ่งที่เอี้ยงช่วยปิดบังเื่หนึ่งไว้ นั่นก็คือ..ทุกคืนพระจันทร์เต็มดวง กำไลจะมีอาการเ็ปทั้งร่างกาย ิัมีรอยแดงช้ำ แต่เมื่อผ่านพ้นคืนนั้นไปก็จะหายเป็ปกติ
กำไลย่อมรู้ว่าสิ่งนี้คือผลจากการปลุกไอพลังจันทราสีเืจากตัวนางในคืนนั้น ตลอดหลายปีที่นางแต่งงานกับหมอนิรุต กำไลไม่คิดที่อยากจะมีลูกกับเขา เพราะนางหวาดกลัวพลังนี้มากเกินไป แต่ไม่รู้ว่าเพราะโชคชะตากำหนดมาแบบนี้หรือไม่ กระทั่งวันหนึ่งนางมารู้ตัวว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์..
เมื่อเอี้ยงรู้ว่ากำไลมีโรคประหลาด หญิงสาวกลับมาขอร้องให้ตนช่วยปิดบังเื่นี้กับนิรุต ส่วนเอี้ยงนั้นจึงจำเป็ต้องไปตามน้ำก่อน แต่หากเกิดเื่ร้ายแรงขึ้น นิรุตหลานชายของตนจะต้องได้ทราบเื่นี้ทันที
ครั้นเมื่อถึงวันกำหนดคลอดของกำไล หญิงสาวก็คิดจะคลอดโดยวิธีธรรมชาติ แต่ร่างกายของนางกลับไม่มีอาการเจ็บท้องเช่นสตรีตั้งครรภ์ทั่วไป
นิรุตจึงพาภรรยาตนมาตรวจที่โรงพยาบาล โดยทั้งแม่และเด็กยังแข็งแรง การตรวจครรภ์ก็ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด นิรุตจึงให้กำไลนอนพักห้องพิเศษที่โรงพยาบาลไปก่อน โดยที่เขาจะสามารถเข้ามาหากำไลได้ทุกเมื่อ
จวบจนเวลาผ่านไปร่วมสิบวัน กำไลยังคงมีสภาวะร่างกายปกติ เอี้ยงเมื่อรู้ว่ากำไลเลยกำหนดคลอดที่ค่อนข้างผิดปกติแล้ว จึงอยากจะเอ่ยกับนิรุตเื่อาการประหลาดของกำไล แต่เมื่อคิดว่าหลานชายตนงานยุ่งเกินไป ทั้งยังต้องมากังวลใจเื่ของภรรยาตน เอี้ยงจึงได้แต่เพียงเก็บความลับนี้ไว้ชั่วคราว
ส่วนทางด้านกำไล หญิงสาวรู้ว่าทุกอย่างเริ่มผิดแปลกไปมากแล้ว หลังจากวันนั้นฝันร้ายที่เจอกับพยัคฆ์ขาวกลับไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย เมื่อถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง อาการประหลาดเ่าั้ก็ไม่เกิดขึ้น หรือเป็ไปได้ว่าไอพลังจันทราสีเืในกายของนางจะถูกสยบแล้ว หากเป็เช่นนั้นจริงจะต้องเป็เพราะลูกในท้องของนาง หรือว่า..
แววตาของกำไลปรากฏความดุดัน นางโค้งยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นว่า “เ้าคิดจะใช้ลูกของข้าให้เป็ผู้สืบทอดพลังชั่วร้ายนี้ ในเมื่อพลังนี้ไม่ได้อยู่กับข้าแล้ว มีทางเดียวที่ลูกของข้าจะเป็อิสระจากเ้า คือเด็กคนนี้ต้องตายในท้องนี้เท่านั้น..”
กำไลหมายจะยกมีดขึ้นมาแทงท้องของตน ทว่านางกลับยั้งมือเล็กน้อยพร้อมน้ำตาที่เริ่มรินไหล หญิงสาวลูบคลำท้องของตนอย่างเบามือ นางคร่ำครวญอย่างสุดอาลัยให้ลูกน้อยที่อยู่ในท้อง ความคิดอันสับสนเริ่มทำให้นางเกิดความลังเลชั่วขณะ
หากลูกสาวของกำไลที่อยู่ในท้องรับไอพลังจันทราสีเืไปจากนางจริงๆ นั่นก็หมายความว่าอาการประหลาดทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับนาง ย่อมต้องเกิดขึ้นกับลูกของตนเช่นกัน กำไลจะทนเห็นความเ็ปแสนสาหัสที่จะเกิดขึ้นกับลูกของนางได้อย่างไร
หรือความตาย อาจเป็หนทางเดียวที่นางกับลูกจะหลุดพ้นไปจากตรงนี้ได้..
ขณะที่กำไลกำลังคิดใคร่ครวญบางอย่างอยู่นั้น นิรุตก็พลันเปิดประตูเข้ามาอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มรีบคว้ามีดในมือหญิงสาวก่อนจะโยนมันกลับไปที่เดิม
เขาโผเข้ากอดกำไลไว้แน่นพลางกล่าวปลอบโยนกำไลที่กำลังร้องไห้เสียงดัง นิรุตรีบกดเรียกพยาบาลที่อยู่เคาน์เตอร์ส่วนนอกให้เข้ามาด้านใน
เมื่อกำไลตรวจร่างกายเสร็จ หญิงสาวเริ่มเจ็บท้องคลอดในทันที กำไลถูกส่งเข้าห้องคลอดฉุกเฉิน นิรุตและเอี้ยงเฝ้ารออยู่หน้าห้องอย่างกังวลใจ จนหมอสูตินารีที่ทำคลอดให้กำไล อนุญาตหมอนิรุตเข้าไปด้านในห้องได้
ผ่านไปไม่นานกระทั่งกำไลให้กำเนิดลูกสาวตัวน้อย เด็กทารกตัวชมพูอ่อน ใบหน้าจิ้มลิ้ม โครงหน้ามีความเหมือนหมอนิรุตอยู่หลายส่วน
ในระหว่างที่กำไลคลอดก็ไม่ได้มีเหตุการณ์ประหลาดหรือสิ่งที่น่าตื่นตระหนก ทุกอย่างกลับเรียบร้อยดี
นิรุตไม่ได้เค้นถามเื่ที่กำไลคิดจะทำร้ายตัวเอง อีกฝ่ายเพียงแต่อยู่ดูแลปลอบโยนภรรยาตนอยู่ไม่ห่าง เขาไม่ได้อยากรื้อฟื้นเื่ราวให้มากนักเพราะอย่างไรตอนนี้กำไลก็กลายเป็แม่คนหนึ่งแล้ว
สิบห้าปีผ่านไป จากเด็กทารกน้อยในวันนั้นก็ได้เติบโตเป็เด็กสาววัยรุ่น เกาลัด.. เธอได้อาศัยอยู่กับกำไลและเอี้ยงเพียงลำพังสามคน หลังจากหมอนิรุตหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสองปีก่อน ตำรวจพบเพียงรถที่จมอยู่ในแม่น้ำแห่งหนึ่งชานเมือง แต่กลับไม่พบร่างของนิรุตแต่อย่างใด
ตำรวจจึงสันนิษฐานเพียงว่าเขาอาจถูกฆาตกรรม และเคลื่อนย้ายร่างของนิรุตไปอำพรางที่อื่น กำไลกับลูกย่อมไม่อาจทำใจได้ จึงตัดสินใจย้ายออกมาจากบ้านหลังนั้นเพื่อมาเริ่มต้นชีวิตใหม่
“แม่ต้องไม่เชื่อแน่นอนค่ะ ทีมคาราเต้ของโรงเรียนเกาจะไปแข่งระดับประเทศด้วย และที่สำคัญหนึ่งในนั้นก็มีเกาด้วย”
เกาลัด เด็กสาวมีโครงหน้าคล้ายผู้เป็พ่อมาั้แ่เกิด ดวงตากลมโต จมูกโด่ง หากมองเพียงผิวเผินเธอก็มีส่วนละม้ายคล้ายแม่อยู่ครึ่งหนึ่ง
กำไลทอดสายตามองบุตรสาวตนอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย นางหวนคิดถึงเมื่อครั้งที่คิดจะทำร้ายตนเอง จนเกาลัดเกือบไม่ได้เกิดมา เอี้ยงที่นั่งอยู่ข้างๆจึงหันหน้ามาแสดงท่าทางเห็นใจอีกฝ่าย
กำไลพลันเอ่ยตอบลูกสาวด้วยสีหน้าเป็ห่วงไปว่า “คราวนี้ลูกต้องอยู่ดึกซ้อมบ่อยใช่ไหม”
“แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ คุณครูที่โรงเรียนจะขับรถมาส่งนักกีฬาทุกวัน อีกอย่างเพื่อนๆที่อยู่ละแวกนี้ก็ทีมเดียวกันทั้งนั้น” เกาลัดตอบพลางยิ้มระรื่นอย่างไร้เดียงสา
เมื่อใกล้พลบค่ำทั้งสามคนนั่งคุยกันสักพักและรับประทานอาหารเย็น กำไลและเอี้ยงกำลังจัดขนมไว้เพื่อรอส่งพรุ่งนี้เช้า แม้กำไลไม่ได้ลำบากมากนักเพราะยังมีทรัพย์สินที่หมอนิรุตทิ้งไว้ให้ แต่นางก็ไม่อาจนั่งอยู่เฉยๆเพื่อรอเวลาผ่านไปแต่ละวัน จึงใช้ความสามารถในการทำขนมและอาหาร ค้าส่งตามร้านต่างๆ ส่วนเอี้ยงก็ตั้งใจจะช่วยดูแลกำไลและเกาลัดอยู่แล้ว จึงอยู่กับทั้งสองคนนับั้แ่วันนั้น
หากย้อนถึงเหตุการณ์วันนั้น เดิมกำไลกลับคิดว่าไอพลังจันทราสีเืในร่างของตน อาจถูกส่งต่อไปยังเกาลัดั้แ่อยู่ในท้องแล้ว แต่เมื่อเกาลัดเกิดมาเด็กสาวกลับไม่มีอาการประหลาดอย่างเช่นที่เคยเป็กับผู้เป็แม่ ร่างกายของเกาลัดปกติทุกอย่าง รวมถึงอาการเ็ปทรมานที่กำไลเคยได้รับทุกคืนพระจันทร์เต็มดวง มันกลับไม่เคยเกิดขึ้นกับนางอีกเลย
กำไลย่อมรู้สึกร้อนรุ่มในใจมาตลอด และคิดว่าทุกอย่างคือแผนลวงของพยัคฆ์ขาว ฝันร้ายที่นางพบเจอกับเป็ฝันที่แตกต่างออกไป นางฝันว่ากำลังเดินอยู่ในทุ่งหญ้ากว้างหรือกำลังเดินในป่าสีเขียวชอุ่มแห่งหนึ่ง ไม่มีเสียงของพยัคฆ์ขาวรบกวนหรือเสียงแหบพร่าที่หมายอาฆาตชีวิตนางเหมือนแต่ก่อน
กำไลเคยถามเื่การพบเจอเื่ประหลาดกับเกาลัดหลายครั้ง แต่เกาลัดก็ตอบคำเดิมว่าไม่เคยเจอเื่ราวแปลกประหลาดเ่าั้ กำไลไม่อยากให้ลูกสาวของตนมารับรู้เื่ต่างๆที่นางเคยพบ แต่หากสิ่งนี้เป็แผนสกปรกของพยัคฆ์ขาวที่้าล่อลวงเกาลัด นางก็ต้องรีบตัดไฟเสียั้แ่ต้นลม
ท่ามกลางหมอกหนา มันบดบังทัศนียภาพูเาสูงอย่างเลี่ยงไม่ได้ เบื้องหน้าปรากฏต้นไม้ใหญ่เปลือกสีขาวหม่น มันตระหง่านอยู่ริมผาสูง กิ่งก้านของมันทอดยาวไปไกลจนคล้ายว่ามันกำลังเย้ยหยันสรรพชีวิตที่อยู่เบื้องล่าง
แต่ความรู้สึกเช่นนี้.. ต้นไม้ใหญ่สีขาวกลับให้ความโดดเดี่ยวและอ้างว้างเป็การตอบแทนให้ผู้มาเยือนได้พบเห็น
เกาลัดเคลื่อนสายตาไปมาเหมือนกำลังมองหาบางอย่างที่อยู่ใต้ต้นไม้นั้น สักพักเงาร่างเสือขาวตัวใหญ่แทรกออกมาด้านหลังต้นไม้ สายตาของเสือขาวดูเป็มิตรและไม่คล้ายเป็ศัตรู หญิงสาวยิ้มอย่างดีใจก่อนจะวิ่งเข้าไปสวมกอดเสือตัวใหญ่นั้นอย่างคุ้นเคย
“ท่านมากัณ.. ข้าคิดว่าวันนี้ท่านจะไม่มาหาข้าเสียอีก รู้ไหมว่าคุณแม่ชอบถามข้าเื่ของท่านอยู่เรื่อย ข้าก็ไม่รู้จะตอบยังไงแล้ว” เกาลัดเริ่มรู้สึกหงุดหงิด หญิงสาวนั่งลงกอดอกพลางทำสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
เสือสีขาวตัวนี้ปรากฏร่างในความฝันั้แ่เกาลัดจำความได้ และทุกครั้งสัตว์พูดได้ตัวนี้จะกำชับให้ตนห้ามแพร่งพรายเื่ความฝันให้คนอื่นรับรู้เด็ดขาด เขาเพียงอ้างว่าเพื่อความปลอดภัยของกำไลและตัวของเกาลัดเอง
พยัคฆ์ขาวในนามมากัณ เขาหันมาตอบหญิงสาวอย่างเฉยชาว่า “หากเมื่อถึงเวลาเ้าจะไม่เพียงบอกเื่นี้แก่มารดาเ้า นางจะบอกความจริงบางอย่างแก่เ้าเช่นกัน”
หญิงสาวเอียงหน้าเล็กน้อย ปรายตามองพยัคฆ์ขาวคล้ายกระจ่างแก่ใจ “เหอะ..ทำไมท่านถึงไม่บอกข้าตามตรงไปเลยล่ะ อีกอย่างท่านเคยรับปากข้าว่าจะพาข้าไปเที่ยวนอกเขตแดนนี้ เป็ผู้ใหญ่ไม่ควรผิดคำพูดกับเด็กนะ”
เกาลัดคลายสีหน้าบึ้งตึงพลันกล่าวต่อไปอีกว่า “ถ้าหากครั้งนี้แม่ของข้าถามเื่ของท่านอีก ข้าก็จะบอกกับท่านตามตรงเลยดีไหมนะ”
“ถ้าเ้าจะบอกนางข้าก็มิอาจห้ามเ้าได้ แต่ข้าขอเตือนบางอย่างเอาไว้ก่อน หากนางรับรู้แล้วเ้ากับข้าก็ไม่อาจพบเจอกันได้อีก สัญญาที่จะพาเ้าไปเที่ยวย่อมถูกยกเลิกไปด้วย” มากัณกล่าวเสียงเย็น จนอีกฝ่ายเริ่มใคร่ครวญถึงความเป็ไปได้
แม้ว่านิมิตพิศวงที่ถูกพยัคฆ์ขาวสร้างขึ้นมาแห่งนี้จะเป็เพียงความฝัน แต่กลับไม่เหมือนความฝันโดยสิ้นเชิง คลับคล้ายว่าเกาลัดเพียงถูกดึงเข้ามายังอีกมิติหนึ่งเท่านั้น
‘หากมีสถานที่ประหลาดมากกว่านี้ ไม่แน่อาจได้เปิดหูเปิดตาอีกก็ได้ เสือแก่ตัวนี้หลอกง่ายจะตายไป บางทีเื่ราวความจริงของคุณแม่ เค้าอาจจะปริปากพูดออกมาในสักวันนั่นแหละ’
เกาลัดยิ้มกริ่มขณะคิดอะไรบางอย่างเพลินๆ มากัณคงทีท่าเ็าเหมือนเดิม จึงเอ่ยขึ้นกลบความไร้เดียงสาของเด็กสาวออกไปว่า “ข้ามันก็แค่เสือแก่ๆตัวหนึ่ง แต่ข้าเป็พวกปากหนัก ย่อมไม่หลงกลเด็กดื้อเช่นเ้า”
“ระ..รู้ได้ไง” เกาลัดแ่เสียงลง หญิงสาวก้มหน้าสำนึกผิดไม่ทันก่อนหันมายืนประจบเอาใจอีกฝ่าย
“ข้าไม่ได้ว่าท่านแก่นะ แค่อาจมีประสบการณ์สูงกว่าคนอื่นๆเท่านั้น เอาล่ะๆข้าไม่บอกใครเื่นี้ก็ได้ ท่านอย่าโกรธข้าเลยนะ” เกาลัดทำแววตาอ้อนวอนอีกฝ่ายก่อนจะโดดโอบคอด้านหน้าของมากัณ
ภายหลังจากที่ทั้งสองพูดคุยกันใต้ต้นไม้สักพักใหญ่ ในโลกความจริงก็เป็เวลาใกล้รุ่งเช้าแล้ว
เกาลัดตื่นนอนสายใน่วันหยุด จึงไม่ได้ตามกำไลและเอี้ยงไปส่งขนมที่ร้าน เมื่อถึงเวลากลางคืนเกาลัดก็ฝันอีกครั้ง แต่หากครั้งนี้มากัณก็พาหญิงสาวเดินชมป่าและทุ่งดอกไม้แห่งหนึ่ง และนับว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้ผิดคำสัญญาที่ให้ไว้แต่อย่างใด
ครั้นเมื่อทั้งสามคนใช้ชีวิตกันอย่างปกติสุขเรื่อยมา จนกระทั่งเวลาล่วงเลยจวบจนเกาลัดจะเริ่มเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
เกาลัดเธอเติบโตเป็สาวเต็มตัวแล้วและไม่อาจอยู่ในกรอบเหมือนเช่นเมื่อยังเป็เด็ก หลายครั้งที่เกาลัดต้องไปค้างหอพักเพื่อนเพื่อติวข้อสอบ หรืออาจติดงานที่มหาวิทยาลัย
ทว่าเกาลัดแม้เพิ่งจะเริ่มเข้าศึกษามหาวิทยาลัยและสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว แต่กำไลกลับเป็ห่วงลูกสาวมากกว่าแต่ก่อน นางถึงขั้นว่าจ้างคนที่ไว้ใจได้ไปติดตามความเป็อยู่ของเกาลัดตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย และต้องรายงานทุกความเคลื่อนไหวของเกาลัดให้นางรับรู้ตลอด
แม้ว่าเอี้ยงจะห้ามปรามว่าควรปล่อยลูกให้มีอิสระในการใช้ชีวิตในสังคมบ้าง กำไลไม่ได้หวาดกลัวสังคมตามที่เอี้ยงกล่าวเตือน แต่นางหวาดกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นต่างหาก เพราะในคืนวันนั้น กำไลจึงมั่นใจแล้วว่าพยัคฆ์ขาวไม่ได้ปล่อยลูกสาวของตนไปอย่างแน่นอน
ในคืนนั้น.. ขณะที่เกาลัดนอนป่วยเป็ไข้อยู่ในห้อง ไอพลังสีแดงสลับขาวกลุ่มหนึ่งปกคลุมร่างของหญิงสาวไว้ นั่นแสดงให้เห็นว่าพลังทุกอย่างที่อยู่ในตัวกำไลย่อมถูกส่งผ่านไปยังเกาลัดั้แ่อีกฝ่ายอยู่ในท้อง
ลูกสาวตัวน้อยของนางกลับใช้ชีวิตเช่นคนปกติจนเติบใหญ่ กำไลสังหรณ์ใจบางอย่างมาโดยตลอด นางย่อมไม่อาจปล่อยวางเื่ของพยัคฆ์ขาวได้ เพราะหากอีกฝ่ายตั้งใจเร้นกายอยู่ในมุมมืด พยัคฆ์ขาวอาจกำลังคิดวางแผนอะไรสักอย่าง โดยที่กำไลไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้
แสงสนธยาเริ่มหม่นลง มันเริ่มถูกโอบล้อมไปด้วยสีดำมืด ใกล้ราตรีอันหนาวเหน็บเข้ามาแล้ว กลับมีกลุ่มคนควบม้าฝ่าไอหมอกมาหยุดตรงหมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่งเชิงเขา กลิ่นอายสังหารคละคลุ้งมาตลอดทาง
เหล่าชาวบ้านต่างพากันกลัวเกรงจนต้องรีบปิดประตูบ้านเรือนหลบหนีกันอย่างร้อนรน พวกเขามุ่งหน้ามายังบ้านไม้หลังหนึ่งโดยมีชายฉกรรจ์หลายคนยืนรออยู่ด้านหน้า
ชายผู้หนึ่งในกลุ่มรีบดีดตัวออกจากอานม้า เขาพลางลากเอาถุงขนาดใหญ่ลงมาด้วย
ภายในถุงนั้นปรากฏเสียงอู้อี้เล็กน้อยและมันก็เริ่มดิ้นพล่านไม่หยุด จนชายผู้นั้นใช้เท้าเตะมันหลายครั้งจนแน่นิ่งไป เขาแบกร่างใหญ่ในถุงนั้นเดินตรงเข้าไปในบ้านอย่างไม่สนสายตาใคร
เมื่อเขามาถึงห้องด้านในสุด ก็มีคนคุ้มกันชุดดำยืนรอเปิดประตูห้องไว้นานแล้ว ภายในห้องนั้นมีแสงสว่างจากตะเกียงค่อนข้างสลัวนัก ชายผู้นั้นไม่รีรอจึงรีบวางถุงใหญ่ไว้กลางห้องก่อนจะแก้มัดออกอย่างกระตือรือร้น เขาเงยหน้ามองไปยังฉากกั้นที่มีเงาคนนั่งอยู่ด้านใน ก่อนจะผงกศีรษะคล้ายรับรู้คำสั่งว่าต้องทำอย่างไร
“เ้าแน่ใจหรือว่าคือคนที่เราตามหาอยู่” เสียงทุ้มดังของใครคนหนึ่งทักมาจากทางด้านหลัง ปรากฏเป็ชายชราร่างสูงโปร่งกำลังเดินย่างเท้าเข้ามาในห้อง
ชายผู้นั้นหยุดชะงักเล็กน้อยแต่ไม่กล่าวตอบโต้อะไร เพียงจัดแจงปลดพันธนาการให้นักโทษของตนที่อยู่ในถุงนั้นหยัดกายลุกขึ้นนั่ง
ชายผู้โชคร้ายคนนั้นตาปูดบวม ใบหน้าครึ่งซีกมีรอยช้ำเป็แนวยาว เขาถลึงตาใส่ชายคนที่หิ้วเขามาอย่างโกรธแค้น ก่อนจะเปล่งเสียงดังออกมาว่า “ฮึ..พวกเดรัจฉาน แม้ข้าจะเป็เพียงผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นต้น อย่าคิดว่าข้าไม่กล้าสู้กับพวกเ้า แน่จริงก็มาตัวต่อตัวกับข้าสิ!”
ขณะที่เขากำลังโวยวายอยู่นั้น พลันก็มีพลังบางอย่างทำให้เขาตัวแข็งทื่อ ปากกลับเป็ใบ้ในทันใด โดยพลังที่ควบคุมเขาอยู่นั้นกลับมาจากชายคนที่พาตัวเขามา
อีกฝ่ายมีสีหน้าพอใจเล็กน้อยก่อนจะหันไปนั่งยองๆ พลางกระซิบข้างหูชายโชคร้ายคนนั้นว่า “ฝีมือขั้นกลางระดับปลายอย่างข้าพอจะสู้เ้าได้หรือไม่”
ชายผู้นั้นลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวต่อ “คนผู้นี้ทำตัวลึกลับ ซ่อนตัวได้ดี ข้าไปเจอที่ชายแดนตะวันออก ตัวจริงเสียงจริงแน่นอนขอรับ”
ชายชรากระตุกมุมปากเล็กน้อยกึ่งไม่มั่นใจ หากนับแล้วนี่คงเป็คนที่สิบกว่าที่เบียงตอจับตัวมา พวกคนเ่าั้ล้วนไม่ได้สาระอะไร บางคนก็จำเป็ต้องฆ่า แต่บางคนก็ได้เพียงแค่ใช้เวทย์อาคมลบความจำไปเท่านั้น
ขณะที่ชายโชคร้ายกำลังต่อสู้กับเวทย์ควบคุมอยู่นั้น ปรากฏเงาร่างบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งอยู่หลังฉากกั้น
เขาเริ่มขยับตัวลุกขึ้น เสียงเดินสืบเท้าออกมาคล้ายคนเกียจคร้านที่จะฟังเต็มทน แสงตะเกียงวูบไหวกระทบร่างของอีกฝ่าย จนชายโชคร้ายที่เฝ้ามองอยู่นั้นกลับเห็นใบหน้าไม่ชัดเจนนัก
ไม่นานนักชายโชคร้ายผู้นั้นดวงตาก็พลันเบิกกว้าง ทั้งตัวเริ่มสั่นเทา เมื่อพบว่าคนที่อยู่ตรงหน้า เป็ชายหนุ่มร่างสูงสง่า บริเวณดวงตาข้างซ้ายของเขาถูกปิดเอาไว้ด้วยหน้ากากหนังสัตว์สีเข้ม ข้างกายของเขากลับปรากฏไอควันสีดำลอยติดตามไม่ห่าง
ด้วยท่าทางอันน่าเกรงขามนั้น ชายโชคร้ายกลับจดจำเขาได้อย่างแม่นยำ หากมิใช่ปีศาจตาเดียวแห่งอาณาจักรโกนิล จะเป็ใครหรือ
เ้าเมืองโกนิล.. เ้าอองที
ชายชราผู้นั้นนามว่าลอซู เขาพลันเอ่ยอย่างนอบน้อมไปว่า “ท่านเ้าออง ผู้กุมความลับของคำพยากรณ์เดินทางไปมาไร้ร่องรอย ต่อให้คนผู้นี้รู้ว่าเขาอยู่ที่ใดก็ใช่ว่าจะติดตามตัวได้โดยง่าย ข้าคิดว่าคงต้องลองคิดหาทางติดต่อคนของเผ่าพยัคฆ์ดำแล้วขอรับ”
อองทีพยักหน้ารับเล็กน้อย ชายหนุ่มหลุบตาต่ำลงมองชายโชคร้ายผู้นั้นคราหนึ่ง ก่อนจะมีไอควันสีดำดิ้นขยุกขยิกจากด้านหลังเขา
มันค่อยๆคืบคลานเข้ามาตรึงร่างชายผู้นั้นอย่างเชื่องช้า ไอควันประหลาดแทรกซึมเข้าทั่วร่างกายของอีกฝ่าย จนผิวกายของเหยื่อพลันเปลี่ยนเป็สีคล้ำดำในทันใด
“พบเป้าหมายแล้วหรือ?” เขาถาม
“อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล..” เสียงทุ้มเย็นตอบกลับมา มันถูกส่งออกมาจากไอควันสีดำประหลาด มันเป็สิ่งไร้รูปร่างและคล้ายไม่มีตัวตน แต่กลับดูเหมือนตัวประหลาดมีชีวิตที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าปีศาจในโลกมืดเสียอีก
อองทีไม่รอให้มันกระทำการบางอย่าง เขายกมือออกมาวางขนานกับ่อกของชายโชคร้ายผู้นั้น ไอควันสีดำคล้ายกำลังกัดกินอวัยวะภายใน ร่างของชายโชคร้ายบิดงอรุนแรงก่อนจะปล่อยแสงทรงกลมปริศนาลอยออกมาด้านนอก อองทียกมุมปากอย่างพึงพอใจ
แต่ทว่าอีกฝ่ายใบหน้ากลับเริ่มไร้สีเื ดวงตาอาฆาตแค้นอย่างสุดขีด ก่อนเขาจะเปล่งประโยคสุดท้ายออกมาว่า “เ้า..มันตัวอะไรกันแน่!”
ครั้นเมื่อชายโชคร้ายผู้นั้นสิ้นลม อองทีดึงแสงทรงกลมมาถือไว้กับมือ
หากจะเรียกว่ามันคือหัวใจของผู้ใช้ไสยเวทย์ก็ไม่อาจเปรียบเปรยผิดนัก สิ่งนี้เรียกว่าแก่นิญญา.. มันคือจุดศูนย์รวมของปราณเวทย์และพลังงานชีวิตของผู้ใช้ไสยเวทย์ หากสิ่งนี้ถูกทำลายหรือถูกแย่งชิงไปย่อมหมายถึงชีวิตของคนผู้นั้น
เบียงตอเมื่อเห็นว่าผู้เป็นายกำลังจะทำสิ่งใด ในฐานะที่เขาก็คือผู้ใช้ไสยเวทย์คนหนึ่งจึงรีบเอ่ยเตือนด้วยความเป็ห่วงว่า “นายท่านขอรับหากท่านดูดกลืนแก่นิญญาบ่อยเกินไป ร่างกายจะขาดสมดุล ข้าเห็นว่าควรทิ้ง่สักระยะนะขอรับ”
ลอซูเดินเข้ามากล่าวเสริมคล้ายเห็นด้วยกับเบียงตอ “ข้าก็คิดเช่นนั้นขอรับ แก่นิญญาแม้จะจำเป็เพียงใด การรับมากเกินไปย่อมไม่เป็ผลดี”
อีกฝ่ายสีหน้าไร้อารมณ์ก่อนจะเอ่ยตอบ “หึ พวกเ้าอาจจะยังไม่เข้าใจว่าร่ายกายของข้า้ามากกว่านั้น ลำพังแค่แก่นิญญาของผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นต้น ข้าย่อมไม่นับ”
อองทีงอนิ้วลูบคลำแสงทรงกลมนั้นอย่างเบามือ ขุมพลังปริศนาในร่างเขาวิ่งวนไปมาเหมือนกำลังหิวโหยอาหาร
ชายหนุ่มพลันปล่อยแสงทรงกลมให้มันลอยอยู่ตรงหน้า เขาใช้มืออีกข้างค่อยๆดึงพลังแก่นิญญานั้นออกมา ริ้วเส้นเืขนาดเล็กที่อยู่ภายในเริ่มแตกสลายและแปรเปลี่ยนมาเป็พลังสีอ่อนจางกลุ่มหนึ่ง จากนั้นอองทีจึงดึงพลังไร้สภาพนั้นเข้าไปในร่างกายของตนอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วเวลาไม่ถึงอึดใจหนึ่ง อองทีก็สามารถดูดกลืนแก่นิญญาของผู้อื่นอย่างไร้อุปสรรค
หากเป็คนนอกเมื่อเห็นการกระทำอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ย่อมคิดว่าเขาได้กลายเป็ปีศาจในร่างมนุษย์อย่างเต็มตัวแล้ว แต่ใครจะรู้เล่าว่าเ้าเมืองโกนิลเป็เพียงแค่มนุษย์ธรรมดาผู้ไร้เวทย์คนหนึ่ง แต่เขากลับสามารถควบคุมและกลืนกินแก่นิญญาผู้ใช้ไสยเวทย์ได้
ขุมพลังปริศนาในร่างอองที เมื่อมันได้รับพลังจากแก่นิญญาก็เริ่มสงบนิ่งลง ส่วนไอควันสีดำนั้นมันก็เริ่มผละตัวออกจากร่างชายผู้โชคร้ายผู้นั้น ก่อนจะเลือนหายออกจากบริเวณนั้นทันที
สักพักหนึ่งอองทีก็พลันได้ยินเสียงในหัวเอ่ยแทรกขึ้นมาว่า “ถัดจากนี้ไปข้ามูเาสองลูก จะเจอดินแดนเปลี่ยวร้าง ผู้ถือครองคำพยากรณ์หลบซ่อนที่นั่น”
ผ่านไปไม่ถึงสองวัน อองทีและคนคุ้มกันเดินทางต่อตามการบอกกล่าวของไอควันสีดำนั้น
แม้การเดินทางครั้งนี้จะตกอยู่ในสายตาของศัตรูจำนวนไม่น้อย แต่ก็ไม่ทำให้อองทีใส่ใจมากนัก เขาไม่ได้ยกขบวนมาเพื่อออกรบ หากแต่กำลังตามหาคน จึงไม่จำเป็ที่ต้องพากองกำลังมามากมาย หากไม่รวมตัวประหลาดที่อยู่ข้างกายเขา อองทีก็มีผู้ใช้ไสยเวทย์อย่างลอซูและเบียงตอไว้ใช้งานอยู่แล้ว
ดินแดนเปลี่ยวร้างที่เพลิงดำ.. ได้มาจากชายโชคร้ายผู้นั้น จะต้องมีผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงสร้างม่านอำพรางเพื่อปลีกตัวออกจากโลกภายนอกเป็แน่ นานหลายปีที่อองทีตามหานักพยากรณ์ จนสืบทราบมาว่ามีคนล่วงรู้คำทำนายแล้ว แต่กลับไม่มีผู้ใดพบเจอคนผู้นั้น
จนกระทั่งวันนี้ก็มาถึง...
ภายหลังจากเดินทางผ่านพ้นแนวป่าอย่างยากลำบาก คณะเดินทางต้องทิ้งม้าและคนคุ้มกันบางส่วนไว้ที่เชิงเขาและเดินเท้าเข้ามายังบริเวณนี้
เบื้องหน้าพวกเขากลับเป็ทุ่งหญ้าโล่งเตียนแห่งหนึ่ง มีซากต้นไม้ยืนต้นตายอยู่นับไม่ถ้วน บ้างก็เป็ตอไม้ถูกเผาจนแห้งกรัง บรรยากาศโดยรอบไม่ต่างจากพื้นที่ใกล้ทะเลทราย และนี่คงเป็ดินแดนเปลี่ยวร้างที่เพลิงดำเอ่ยถึง
“น่าแปลก ข้ากลับไม่รู้สึกว่าจะมีม่านอำพรางแถวนี้” เบียงตอเอ่ยด้วยท่าทีสงสัย
ด้านหลังของเบียงตอปรากฏชายหนุ่มสวมงอบสานเก่าๆเดินติดตามมา อีกฝ่ายชิดตัวเข้ามาพลันตบไหล่เบียงตอแล้วเอ่ยขึ้นว่า “นั่นเพราะว่าเ้าอาจจะเหนื่อย ขนาดข้าเป็แค่คนธรรมดา ยังรู้ว่าที่นี่ผิดปกติเกินไป”
เบียงตอเริ่มท่าทีหงุดหงิดเล็กน้อย เขาเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างขุ่นเคือง
ไคจาคือผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และการปรุงโอสถ ชายหนุ่มเป็ศิษย์คนโปรดของหมอาุโประจำโรงแพทย์กลางแห่งอาณาจักรโกนิล หากเปรียบฐานะกันแล้วอีกฝ่ายตำแหน่งสำคัญกว่าผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นกลางธรรมดาเช่นเขาแน่นอน
ลอซูพลันเอ่ยแทรกขึ้นว่า “ข้าเองก็ััไม่ได้ว่ามีม่านอำพราง คงต้องให้หมอเช่นเ้าลองสำรวจดูก่อนนะ”
ชายชราเอ่ยขึ้นขณะแหงนหน้ามองไปยังท้องฟ้าโดยรอบ แม้เขาจะเป็ถึงผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงระดับต้น แต่ไม่อาจคาดเดาหรือใช้พลังตรวจดูอย่างส่งเดช เพราะอาจทำให้ผู้ใช้เวทย์อำพรางแห่งนี้รู้ตัวเสียก่อน จะไม่เป็ผลดีนักถ้าแหวกหญ้าให้งูตื่นอย่างเป็ไม่มีความจำเป็ใด
ในสถานการณ์เช่นนี้.. อองทีอาจต้องพึ่งพาคนธรรมดาแทนผู้ใช้ไสยเวทย์อย่างพวกเขาแล้วกัน
เมื่อได้ฟังลอซูกล่าวจบ อองทีพลันขมวดคิ้วแน่น แม้แต่ผู้ใช้ไสยเวทย์ก็ไม่อาจััถึงม่านอำพรางได้ หรือสถานที่แห่งนี้เป็สิ่งหลอกลวง? เพลิงดำไม่ใช่ผู้ที่คาดการณ์เื่ต่างๆผิดพลาด แต่ครั้งนี้ย่อมมีบางอย่างที่ผิดปกติอย่างแน่นอน
“เ้าว่าอย่างไร ไคจา..” อองทีหันมาถามไคจา ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังนั่งหยิบใบหญ้าขึ้นมาดมอย่างสงสัยเช่นกัน
ไคจาครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะลุกขึ้นตอบไปว่า “นายท่านมาถูกทางแล้วขอรับ ที่แห่งนี้ไม่มีม่านอำพรางจริง ข้าตรวจดูแล้วพบกลิ่นสาบมนุษย์ผ่านเข้าออกบริเวณแห่งนี้น่าจะไม่ถึงสองวัน เช่นนั้นย่อมต้องมีทางเข้าที่พำนักหรือหมู่บ้านขอรับ”
ชายหนุ่มขยับหมวกงอบสานของตน ก่อนเขาจะถอดมันออกมาเหน็บไว้ข้างลำตัว ไคจาอายุราวยี่สิบต้น ใบหน้าสะอาดเกลี้ยงเกลา เขามีดาบคู่สองเล่มที่เหน็บไว้ด้านหลัง ดาบยาวที่ทำมาจากอาวุธเวทย์ขึ้นสูง หากเป็เื่ที่ไม่ใช่เวทย์อาคม ไคจาที่เป็หมอย่อมมีััพิเศษได้ดีกว่าคนทั่วไป
คนคุ้มกันทุกคนไม่รอให้อองทีเอ่ยปาก ต่างก็พากันแยกย้ายกันออกตามหาช่องทางลับ ที่อาจนำไปสู่ที่หลบซ่อนของผู้ถือครองคำพยากรณ์ ไคจาเมื่อเห็นเช่นนั้นก็พลันเหลือบมองคนอื่นคล้ายกำลังชั่งใจว่าจะห้ามปรามพวกเขาอย่างไรดี แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากออกมา
อองทีหันมากล่าวกับไคจาต่อไปว่า “ดูเหมือนคนที่เราตามหาจะมีวิธีอันแยบยลมากทีเดียว”
“ที่เปลี่ยวร้างเช่นนี้ ข้าเคยพบอยู่ท้ายหมู่บ้านแห่งหนึ่งในแดนทางเหนือขอรับ ว่ากันว่าเป็ทางลับเข้าป่าต้องห้ามของเผ่ามังคา ที่แห่งนั้นไร้ซึ่งม่านอำพรางหรือพลังจากผู้ใช้ไสยเวทย์ ตำราโบราณเคยบอกว่า พวกเขาจะใช้กลวิธีหนึ่งที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของเผ่า คือการล่อลวงศัตรูด้วยไอพิษ ทำให้คนที่ััมันผ่านอากาศ ดวงตาและจิตใจจะถูกไอพิษควบคุม และจะเห็นในสิ่งที่พวกเขาอยากให้เห็นเท่านั้น”
ไคจาโค้งมุมปากเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริมขึ้นว่า “..ตอนนี้เราทั้งหมดกำลังถูกพิษนั้นขอรับ”
อองทีพลันเอามือไขว้หลัง ดวงตาฉายแววประหลาดใจ เขาพลางเดินเอื่อยเฉื่อยไปหยุดที่เนินข้างหน้า ชายหนุ่มกวาดสายตามองโดยรอบ ใครที่มาในดินแดนเปลี่ยนร้างแห่งนี้ต้องถูกพิษหรือ.? ร่างกายและจิตใจของเขาไม่ได้มีอาการผิดปกติใด หากไอพิษเป็สิ่งที่สร้างภาพลวงตาขึ้นมา เช่นนั้นสิ่งที่พวกเขาเห็นย่อมเป็เื่หลอกลวงทั้งหมด
อองทีครุ่นคิดในใจก่อนกล่าวอย่างเรียบเฉยไปว่า “ข้ารู้ว่าท่านรอข้าอยู่ใช่หรือไม่ หากท่านไม่อนุญาตให้บริวารข้าเข้าไป ข้าก็ยินดีจะเข้าไปเพียงลำพัง ขอเพียงท่านเปิดทางให้ข้าก็พอ”
ไคจาทำทีท่าใเล็กน้อย เหมือนว่าผู้เป็นายตนจะล่วงรู้อะไรมาแล้ว ชายหนุ่มกำลังจะเดินมายังบริเวณที่อองทีกำลังยืนอยู่ แต่ร่างของเขากำลังถูกฉุดดึงมาจากพื้นดินด้านล่าง จากนั้นไม่นานภาพของอองทีที่อยู่ตรงหน้าก็พลันหายเป็ฝุ่นควันในอากาศทันใด
ไคจารีบคว้าโอสถเม็ดสีดำที่อยู่กับตัวมายัดใส่ปาก เพื่อหวังว่าจะช่วยแก้ไขสถานการณ์ แต่ก็พลันนึกขึ้นได้ว่าไอพิษนี้ถูกปรุงแต่งมาจากเผ่ามังคา คนนอกเช่นเขาย่อมไม่มีทางแก้พิษได้
>โปรดติดตามตอนที่5<