ทางด้านเยว่ฟงที่กำลังต่อสู้กับ ฟู่อู และ โอวหยางไป๋หลง
แม้ว่าฟู่อูและโอวหยางไป๋หลง จะช่วยกันรุมโจมตีเยว่ฟง แต่ก็ไม่อาจเอาชนะพลังของเยว่ฟงได้ ทั้งสองคนทำได้เพียงยื้อและถ่วงเวลาไม่ให้เยว่ฟงออกไปจากสมรภูมิบนฟากฟ้าแห่งนี้ ด้วยความเร็วอันมหาศาลของเยว่ฟง หากเยว่ฟงหลุดออกไปจากสนามรบนี้ ย่อมต้องกลายเป็นกำลังรบสำคัญของกองกำลังพันธมิตรอย่างแน่นอน
“โอวหยางไป๋หลง เหตุใดเจ้าถึงร่วมมือกับแดนจันทราโลหิต ทั้งๆ ที่ชอบเป็นคนของตระกูลโอวหยาง” เยว่ฟงกล่าวถาม ในขณะที่ตนเองใช้ความเร็วมากมายหลบหลีกการของสายฟ้าและแสงที่โจมตีเข้ามา
“แล้วเจ้าคิดว่าตระกูลโอวหยาง เคยเห็นข้าเป็นคนในตระกูลหรือไม่” โอวหยางไป๋หลงกล่าว สีหน้าของเขาเมื่อกล่าวถึงตระกูลโอวหยางนั้น เต็มไปด้วยความเคียดแค้นอย่างยิ่ง เมื่อเยว่ฟงกล่าวถึงตระกูลโอวหยาง โอวหยางไป๋หลงยิ่งส่งการโจมตีด้วยแสงที่หนักหน่วงมากยิ่งขึ้น โจมตีเข้าหาร่างเยว่ฟงที่กำลังหลบไปมา
“หมายความว่ายังไง??” เยว่ฟงไม่เข้าใจคำพูดของโอวหยางไป๋หลง
แต่ว่าโอวหยางไป๋หลงไม่ตอบ แต่เร่งความเร็วและพลังของโจมตีของตนเองให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก โจมตีให้อย่างรุนแรงไปยังร่างเยว่ฟงราวกับคนเสียสติ
ในระหว่างที่เยว่ฟงกำลังหลบหลีกการโจมตีทั้งหมด หางตาของเยว่ฟงได้สังเกตเห็นถึงบางสิ่งบางอย่างที่อยู่บนฟากฟ้าอันไกลลิบ แม้จะอยู่ไกลแต่เขาก็รับรู้ได้ว่าเป็นบางสิ่งบางอย่างที่กำลังต่อสู้กันอยู่ และ ยังเป็นบางสิ่งที่มีขนาดมหึมา
‘นั่นมันอะไรกัน!!’
…
….
“เสวี้ยเจ๋อ!”
อูหลินเฟิงมองไป ก็ได้พบร่างที่ออกมาจากเงามืดของเสวี้ยเจ๋อ กงซุนเมิ่ง และ ตงฟางชุน ที่ค่อยๆ ก้าวมาจากเงามืด แผนการที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อรับมือกับมารสวรรค์ถูกทำลายลงไปต่อหน้าต่อตา
‘ตงฟางชุน? ไม่สิ อสุรกายโลหิต....เพราะการปรากฏตัวของมารสวรรค์ทำให้ความสนใจทั้งหมดของข้าไปอยู่ที่มารสวรรค์ เสวี้ยเจ๋อเลยใช้จังหวะนั้นเล่นงานตงฟางชุนสินะ’ เมื่อเห็นร่างของตงฟางชุนที่เดินมาคู่กับเสวี้ยเจ๋อและกงซุนเมิ่ง อูหลินเฟิงก็รับรู้ได้ทันทีว่าตนเองประมาทเกินไป มัวแต่สนใจผู้แข็งแกร่งอย่างมารสวรรค์ ทำให้เสวี้ยเจ๋อสามารถลอบทำร้ายตงฟางชุนได้
“ได้เห็นใบหน้าแบบนี้ของเจ้า...ข้าสุขใจยิ่งนัก” เสวี้ยเจ๋อกล่าวด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าที่ของคนที่ทำลายแผนการมากมายของเขามาแล้วหลายครั้ง สำหรับเสวี้ยเจ๋อแล้วการได้ทำลายแผนการของอูหลินเฟิงในตอนนี้ถือเป็นความสุขอย่างยิ่ง
เมื่อดรีมโดยสังหารไป ก่อนที่ทักษะจิตบังคับนิทราจะเสร็จสมบูรณ์ทำให้ดวงจิตของมันสวรรค์กลายเป็นอิสระ ความง่วงอย่างรุนแรงที่เข้ามาโจมตีได้หายไป พร้อมๆ กับกำไลที่โดนลุคนำมาสวมไว้ ค่อยๆ แตกออก
“ทำได้แสบนักนะ เจ้าพวกเด็กเหลือขอ!!” เสียงตะโกนอันโกรธเกรี้ยวของมารสวรรค์ดังขึ้น พร้อมๆ กับเปลวเพลิงสีดำที่โหมกระหน่ำรอบตัว พลังอันรุนแรงปะทุออกมาจากร่างกายของมารสวรรค์
ในระหว่างที่มารสวรรค์กำลังระเบิดพลังของตัวเองออกมา ก็ได้มีร่างเงาสามร่างทะยานมายังสนามรบ ร่างเงานั้นก็คือ หลางจวิน เนี่ยซิน และ จงหมิ่น ที่ฟื้นฟูพลังลมปราณและอาการบาดเจ็บได้จำนวนหนึ่งจึงรีบตามมาสมทบทันที
“มีแมลงมาเพิ่มก็ทำได้เพียงเพิ่มศพของคนตายเท่านั้น” มารสวรรค์กล่าว เตรียมที่จะระเบิดพลังเพลิงครองสวรรค์ของตัวเองออกไป
เมื่ออูหลินเฟิงเห็นสถานการณ์ตรงหน้า จึงได้รีบหันไปหาเนี่ยซินทันที
“ท่านพี่เนี่ยซิน รับมือกับเสวี้ยเจ๋อให้ที” อูหลินเฟิงรีบตะโกนบอก จากนั้นก็รีบหันไปหาจงหมิ่น “วิชาของเจ้านั่น มีพื้นฐานคือคุณสมบัติของเปลวเพลิง”
เมื่อจงหมิ่นได้ยินคำพูดของอูหลินเฟิงก็รับรู้ได้ทันทีว่าอูหลินเฟิงต้องการให้ตนเองทำอะไร จงหมิ่นจับไปที่ดาบของตนเองให้แน่นยิ่งขึ้น แปรเปลี่ยนกระแสพลังธาตุภายในร่างกายของตนเองทันที
“เข้าใจแล้ว”จงหมิ่นระเบิดลมปราณของตนเองออกมาอย่างรุนแรง
เคล็ดวิชาครองสวรรค์ เพลิงครองสวรรค์
พร้อมๆ กับที่มารสวรรค์ระเบิดพลังของตนเองออกมา เปลวเพลิงสีดำในครั้งนี้พุ่งทะยานไปทั่วทุกสารทิศ คิดจะสลายทุกๆ คนให้หายไปในครั้งเดียว ในขณะที่เพลิงสีดำค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น จงหมิ่นและอูหลินเฟิง กลับกระโดดเข้าหาเพลิงสีดำอย่างไม่เกรงกลัว ลมปราณของทั้งสองระเบิดออกมาพร้อมๆ กัน จากนั้นก็ประสานพลังเข้าด้วยกัน
ปราณไร้ธาตุ อาณาเขตไร้ธาตุ / ปราณไร้ธาตุ อาณาเขตไร้ธาตุ
เคล็ดวิชาที่อูหลินเฟิงเคยคิดค้นขึ้นตั้งแต่สมัยที่ฝึกซ้อมกับจงหมิ่นในตระกูลอู ถูกใช้ออกมาโดยที่ประสานไว้ด้วยพลังลมปราณไร้ธาตุของอูหลินเฟิงและจงหมิ่น เมื่อก่อนอูหลินเฟิงไม่อาจใช้อาณาเขตแบบนี้ได้หรือก็เพราะว่าพลังลมปราณในร่างกายของเขาไม่ได้มีมากมายเท่ากับผู้อื่น และอาณาเขตนี้หากระดับลมปราณน้อยกว่าศัตรูย่อมได้ผลที่น้อยลง
แต่ในตอนนี้แม้ว่าร่างกายของมารสวรรค์จะยังคงมีพลังของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์หลงเหลืออยู่แต่ว่า ลมปราณของเขาในตอนนี้เป็นเพียงแค่ชนชั้นจอมยุทธ์ขั้นสูงเช่นเดียวกับทุกๆ คนในที่นี้ อาณาเขตปราณไร้ธาตุ จึงสามารถทำให้เปลวเพลิงครองสวรรค์ กลับกลายเป็นเพียงปราณไร้ธาตุเท่านั้น
อาณาเขตไร้ธาตุที่ถูกสร้างขึ้นโดยการประสานพลังของอูหลินเฟิงและจงหมิ่น สามารถสยบเปลวเพลิงสีดำของมารสวรรค์ได้เป็นอย่างดี เพลิงสีดำที่ค่อยๆ ระเบิดออกกลับกลายเป็นกระแสพลังปราณไร้ธาตุเท่านั้น
“บ้าน้า!! เป็นไปได้ยังไงกัน” มารสวรรค์จ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตา
‘เหตุใดพวกนั้นถึงสามารถสยบเพลิงครองสวรรค์ของข้าได้ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วที่เจ้านั้นสามารถตัดเปลวเพลิงของข้าได้ เพราะอะไรกัน!!’ มารสวรรค์คิดอย่างไม่เข้าใจ เพลิงอันแข็งแกร่งที่สมควรย่อยสลายได้ทุกสิ่งกลับโดนทำลายไปลงอย่างง่ายดาย
เมื่อสามารถสยบเปลวเพลิงของมารสวรรค์ได้ อูหลินเฟิงจึงติดต่อกับทุกคนที่ยังเหลือรอดผ่านยันต์สื่อสาร
‘หากคิดจะต่อสู้ภายในอาณาเขตของข้า จะไม่อาจใช้ปราณธาตุได้’ อาณาเขตปราณไร้ธาตุที่ประสานด้วยพลังของทั้งจงหมิ่น และ อูหลินเฟิง ขยายใหญ่ขึ้นจนครอบคลุมกินอาณาเขตของการต่อสู้แทบจะทั้งหมด แต่เดิมหากเทียบของลมปราณภายในร่างกายจงหมิ่นมีปริมาณลมปราณเป็นอันดับสอง เป็นรองเพียงแค่หลางจวินเท่านั้น และในตอนนี้อูหลินเฟิงที่ประสานพลังกับสัตว์อสูรมีระดับเป็นถึงชนชั้นราชัน จึงสามารถตามอาณาเขตได้กว้างจนครอบคลุมพื้นที่แทบทั้งหมด
“หือ?? เสวี้ยเจ๋อ ไม่อาจใช้ปราณมรณะได้” กงซุนเมิ่งกล่าวออกมา ตอนที่พยายามจะโคจรลมปราณมรณะโจมตี แต่ปรากฏว่านางก็ไม่อาจใช้ลมปราณมรณะได้ แต่เดิมลมปราณมรณะที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจากลมปราณมืด เมื่ออยู่ภายในอาณาเขตไร้ธาตุแห่งนี้จึงไม่สามารถใช้ออกมาได้
“แต่ปราณโลหิตยังใช้ได้อยู่” ทางเสวี้ยเจ๋อเอง เมื่อลองควบคุมปราณมรณะก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน แต่พลังในการควบคุมโลหิตยังสามารถใช้ได้อยู่
ในตอนนั้นเองเนี่ยซินก็ได้พุ่งทะยานเข้ามาหาเสวี้ยเจ๋อ ร่างอัสนีของเขาถูกปลดออกไปเพราะว่าตัวเขาเองก็ได้รับผลกระทบจากอาณาเขตแห่งนี้ อาคมสถิตร่าง ปราชญ์ดาบ อู๋เฉิน
เพลงดาบดอกสาลี่ ดาบตัดดอกไม้
เมื่อไม่อาจใช้พลังธาตุในอาณาเขตแห่งนี้ได้เนี่ยซิน จึงปลดวิญญาณที่สิงสถิตของเทพอัสนี เปลี่ยนแปลงกลายเป็นดึงเอาดวงวิญญาณของปราชญ์ดาบในอดีต มาสวมใส่แทน โลหะเหลวในมือเปลี่ยนแปลงจากหอกกลายเป็นดาบฟาดฟันกระบวนท่าโจมตีไปยังเสวี้ยเจ๋อ
ปราณโลหิต โลหิตร้อยเปลี่ยนแปลง
เสวี้ยเจ๋อ คงเพียงกัดนิ้วของตนเอง จากนั้นโลหิตเพียงหนึ่งหยดก็ขยายออก โลหิตที่เป็นของเหลวเมื่อกระทบกับดาบของเสวี้ยเจ๋อ เกิดการแข็งตัวจนสามารถป้องกันการโจมตีที่เข้ามาได้อย่างง่ายดาย
“ช่างเป็นดาบที่ดี” เสวี้ยเจ๋อจ้องมองไปยังดาบของเนี่ยซินที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ตามใจนึก
“ข้าก็คิดแบบนั้น” เนี่ยซินกล่าวยอมรับจากนั้นก็ฟาดฟันเพลงดาบจำนวนมากเข้าหา เสวี้ยเจ๋อ แต่ว่าโลหิตเหลวกลับสามารถเข้ามาป้องกันทุกๆ การโจมตีของดาบได้ และยังสามารถโจมตีสวนกลับไปได้ โลหิตเหลว บางส่วนถูกบีบอัดจนกลายเป็นกระสุนโลหิตยิงไปยังร่างของเนี่ยซิน
แต่ว่าเนี่ยซินแม้ว่าจะมีเพียงแค่ดาบ แต่ก็อาศัยเพลงดาบของปราชญ์ดาบ ฟาดฟันกระสุนโลหิตทุกอันที่พุ่งเข้ามาโจมตีได้อย่างง่ายดาย
ในจังหวะที่เสวี้ยเจ๋อ กำลังรับมือกับเนี่ยซินอยู่นั่นเอง ค่ายกลป้องกันอัตโนมัติก็ได้ทำงาน โล่ทับทิมโลหิตปรากฏออกมารอบๆ ตัวของเสวี้ยเจ๋อ อันเป็นสัญญาณของการโดนลอบโจมตีโดยที่เสวี้ยเจ๋อมองไม่เห็น สิ่งนั้นทำให้เสวี้ยเจ๋อรับรู้ได้ทันทีว่าใครกำลังหมายหัวตนอยู่
“จิตวิญญาณแฝดของอูหลินเฟิง สินะ”
“ฉันชื่อลุค หัดเรียกชื่อกันบ้างสิ” ลุคปรากฏตัวออกจากความว่างเปล่า จากนั้นก็ฟาดโซ่ไปยังร่างของเสวี้ยเจ๋อ แต่กงซุนเมิ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่ยอมโดนโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว เมื่อไม่อาจใช้ลมปราณมรณะได้ จึงได้หยิบคทาเวทของตนเองออกมา
“โอ๊ะ นี่เธอก็มีคทาด้วยหรอก” ลุคจ้องมองคทาเวทที่อยู่ในมือของกงซุนเมิ่งอย่างไม่วางตาพร้อมกับคิดในใจว่า ‘แค่มองก็รับรู้ได้เลยว่า ระดับของคทานี้เหนือกว่าของที่..ขโมย.. .เอ๊ะ..ไม่สิ..ไปขอมาทั้งสองอันก่อนหน้านี้ อยากได้จัง’
.....
ปราณมหาสมุทร ห้วงมหาสมุทรโอบอุ้มสรรพสิ่ง
ภายในอาณาเขตไร้ธาตุ ที่ไม่อาจใช้ปราณธาตุได้ อสุรกายโลหิตในร่างของตงฟางชุน ได้นำเลือดของตนเอง ใช้ออกมาแทนปราณมหาสมุทร เมื่อว่าอสุรกายโลหิตสร้างมาจากเลือดของสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาล ถึงทำให้อสุรกายโลหิตสามารถใช้เลือดของตนเองแทนได้ จึงสร้างม่านวารีสีเลือดเพื่อปกป้องร่างของเสวี้ยเจ๋อและกงซุนเมิ่ง
กงซุนเมิ่งในตอนนี้ไม่ได้มีพลังเวทมากพอที่จะใช้วิชาอัญเชิญได้ ทำได้เพียงแค่ใช้พลังเวทประสานเข้ากับลมปราณบริสุทธิ์ อัดแน่นและยิงเป็นกระสุนเวทออกไปตรงๆ เท่านั้น แต่เพียงเท่านั้นมันก็มีพลังทำลายโดยตรงอย่างรุนแรง
เมื่อกระสุนเวทมนตร์ ปะทะเข้ากับโซ่ของลุค ก็สามารถทำลายโซ่ของลุคได้อย่างง่ายดาย “โหห มีพลังโจมตีรุนแรงจริงๆ แบบนี้ค่อยน่าสนุกหน่อย”
ทักษะจิตมายา มายาหลอกหลอน
ลุคใช้พลังจิตของตนเองซ่อนตัวตนของตนเองและเนี่ยซิน ที่กำลังต่อสู้อยู่ร่างของทั้งสองและกระแสพลังของทั้งสองคนต่างหายไปจากประสาทสัมผัสของกงซุนเมิ่งและเสวี้ยเจ๋อ
“คิดว่าของแค่นี้จะทำอะไรได้ งั้นหรือ” แม้ว่าจะไม่อาจสัมผัสได้ถึงการคงอยู่ของศัตรูแต่ว่าใบหน้าของเสวี้ยเจ๋อกลับไม่ได้กังวลเลยแม้แต่น้อย ดีดหยดเลือดของตนเองหนึ่งหยดขึ้นบนฟากฟ้า
ปราณโลหิต โลหิตพิรุณ
เลือดเพียงหนึ่งหยดที่ถูกดีขึ้นไปบนฟ้าขยายตัวและตกลงมาอย่างรุนแรงราวกับสายฝนที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเลือด จากนั้นร่างที่ถูกซ่อนไว้ภายในภาพมายาของเนี่ยซินและลุค ก็ปรากฏตัวโดยการที่มีเลือดมากมายอาบไว้ทั่วร่าง สายฝนแห่งเลือดไม่ได้มีพลังโจมตีเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับเปิดเผยตัวของคนที่ถูกซ่อนไว้ในภาพมายาได้อย่างดี
“แหวะ โคตรเหม็นเลย” ลุคตะโกนออกมาเมื่อตัวของเขาเปื้อนไปด้วยเลือด กลิ่นของเลือดที่เหม็นทำให้ลุคบ่นออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“ซ่อนตัวในภาพมายา?? คิดว่าอาจารย์ของข้าเป็นใครกัน” เสวี้ยเจ๋อกล่าว “ข้าสามารถบอกได้เลยว่าพลังมายาของเจ้า ไม่อาจเทียบเท่าได้แม้กระทั่งหนึ่งในสิบของอาจารย์ข้า”
..
..
จบตอน