“อาการของฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง” ฮองเฮาถาม
“ฝ่าบาทได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจจึงทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายและจิตใจหม่นหมองไปบ้างเพคะ” ซูหยุนหรานตอบพร้อมให้คำแนะนำ “ระยะนี้อย่าเพิ่งให้ฝ่าบาททรงงานหนัก ให้หมั่นออกกำลังกายหรือออกไปหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ รวมถึงต้องมีคนคอยพูดคุยให้ฝ่าบาทเกิดความสบายใจ อาการเศร้าเหล่านี้ก็จะหายไปเพคะ”
“ฝ่าบาทสูญเสียสนมที่โปรดปรานและยังสูญเสียโอรสที่ทรงรักมากที่สุดไปพร้อมกัน เช่นนั้นก็ไม่แปลกหรอกที่ฝ่าบาทจะเศร้าใจมากเพียงนี้” ฮองเฮาถอนหายใจพร้อมจับมือซูหยุนหราน “หรานเอ๋อ ข้าคิดว่าเวลานี้คนที่ฝ่าบาทอยากสนทนาด้วยมากที่สุดน่าจะเป็นจื่อฉิง เจ้าพอจะมีวิธีใดที่จะให้ฝ่าบาทกับจื่อฉิงได้พบกันหรือไม่”
“หม่อมฉันปรึกษาเรื่องนี้กับท่านพี่อยู่เหมือนกันเพคะ แต่ฮองเฮาก็น่าจะทราบว่าฝ่าบาทกับท่านพี่มีนิสัยคล้ายกันเป็นอย่างมาก” ซูหยุนหรานก็ถอนหายใจเช่นกัน “แต่หม่อมฉันจะลองไปพูดกับท่านพี่ดูอีกสักครั้งนะเจ้าคะ เผื่อว่าบางทีท่านพี่อาจจะใจอ่อนลงบ้าง”
“ขอบใจเจ้ามากนะหรานเอ๋อ” ฮองเฮายิ้มอย่างดีใจ
ซูหยุนหรานกล่าวลาฮองเฮาแล้วจึงนั่งรถม้ากลับไปที่โรงหมอ “ข้าเปลี่ยนแปลงอดีตด้วยการขัดขวางไม่ให้เสียนอ๋องได้ขึ้นครองบัลลังก์ แล้วชะตาของท่านพี่จะเปลี่ยนไปด้วยหรือเปล่านะ ข้าก็คงได้แต่หวังว่าผู้ที่จะขึ้นมาเป็นฮ่องเต้คนต่อไปจะไม่อิจฉาในความสามารถของท่านพี่จนทำให้ท่านต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางอันตรายเหมือนเดิม”
“นั่งบ่นอะไรอยู่คนเดียว” ฉินจื่อฉิงกระโดดเข้ามาในรถม้า
“ข้ารู้ว่าวรยุทธ์ของท่านดีเลิศ แต่คราวหลังมาก็ให้สุ้มให้เสียงกันบ้างนะเจ้าคะ หากข้าคิดว่าท่านเป็นคนร้ายแล้วเผลอฉีดยาพิษให้ท่านแล้วผลจะเป็นอย่างไรเจ้าคะ ข้ายังไม่อยากเป็นหม้ายหรอกนะ”
“ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าเป็นหม้ายไปได้หรอก แต่เพื่อความปลอดภัย ครั้งหน้าก่อนข้าจะเข้ามา ข้าจะตะโกนบอกเจ้าแต่เนิ่นๆ เลยดีหรือไม่” ฉินจื่อฉิงคว้าตัวภรรยาเข้ามากอด “ส่วนครั้งนี้ข้าทำผิดไปแล้ว เจ้าจะลงโทษข้าอย่างไรก็ได้ ข้ายอมทำตามเจ้าทั้งนั้น”
“ลงโทษอย่างนี้ก็แล้วกัน” ซูหยุนหรานจุมพิตสามี จากนั้นมือไม้นางก็อยู่ไม่สุข เมื่อเห็นว่าสามีมีปฏิกิริยาตอบรับนางก็หยุด
“เจ้าแกล้งข้ารึ” ฉินจื่อฉิงพูดอย่างขัดใจ หากไม่ติดว่ายังอยู่ในรถม้า เขาคงไม่ยอมให้นางแกล้งเขาอยู่ฝ่ายเดียวแน่
“แกล้งอะไรกันเจ้าคะ” ซูหยุนหรานทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “ข้าแค่นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ก็เลยอยากจะพูดกับท่านก่อนก็เท่านั้น”
“ไหนลองพูดมาว่าเรื่องสำคัญที่เจ้าว่ามันคืออะไร แต่บอกไว้ก่อนนะว่าหากมันไม่ใช่เรื่องสำคัญจริงๆ ข้าจะคิดบัญชีกับเจ้าให้ครบทั้งต้นทั้งดอกเลยทีเดียว” ฉินจื่อฉิงกอดอกมองภรรยา
ซูหยุนหรานเห็นท่าทางสามีก็นึกเสียใจขึ้นมาแล้ว นางไม่น่าแกล้งเขาเลย หากปล่อยให้เขาลงโทษนางเหมือนอย่างที่พูด มีหวังคืนนี้นางคงไม่ได้นอนทั้งคืนแน่ คิดได้อย่างนั้นจึงรีบเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง “วันนี้ฮองเฮามีรับสั่งให้ข้าเข้าวังไปตรวจร่างกายให้ฝ่าบาท ผลตรวจร่างกายไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่อาการทางใจของฝ่าบาทกลับแย่ยิ่งนัก หากเราไม่ดูแลให้ฝ่าบาทอาการดีขึ้น ไม่แน่ว่าอาการทางใจนี้อาจจะเปลี่ยนให้ฝ่าบาทกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้เจ้าค่ะ”
“โรคซึมเศร้ารึ? มันคือโรคอะไร แล้วมันร้ายแรงหรือไม่”
“โรคซึมเศร้าคือโรคทางจิตเวช หากผู้ป่วยมีอารมณ์เศร้าอย่างต่อเนื่องหรือสูญเสียความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ อาจส่งผลต่อความคิด อารมณ์ รวมถึงพฤติกรรมที่แสดงออกมา อาการทางกายที่เห็นได้ชัดคือผู้ป่วยจะรู้สึกนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นที่คิดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วเจ้าค่ะ”
“ร้ายแรงเพียงนั้นเลยหรือ” ฉินจื่อฉิงถามเสียงเครียด “แล้วเขาผู้นั้นมีอาการอย่างที่เจ้าพูดมาหรือยัง”
“อาการของฝ่าบาทยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอกเจ้าค่ะ แต่หากปล่อยไว้นานๆ ก็ไม่แน่ว่าฝ่าบาทอาจป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเข้าสักวัน”
“แล้วเจ้ามีวิธีรักษาหรือวิธีป้องกันหรือไม่”
“ข้าแนะนำวิธีดูแลฝ่าบาทให้กับฮองเฮาแล้วเจ้าค่ะ แต่ว่า...”
“แต่อะไร?” ฉินจื่อฉิงขมวดคิ้ว “หรืออาการของเขาไม่ดีขึ้น”
“ท่านพี่” ซูหยุนหรานจับมือสามี “ท่านพี่ไปพบฝ่าบาทดูสักครั้งดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าคิดว่านอกจากการสูญเสียคนที่รักไปพร้อมกัน ฝ่าบาทคงมีเรื่องสำคัญที่ยังค้างคาอยู่ในใจ บางทีอาจจะเป็นเรื่องของท่านก็ได้ ท่านลองไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทสักครั้งเถิดนะเจ้าคะ”
“หรานหราน ข้าถามเจ้าตามตรง ที่เจ้าอยากให้ข้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทคงไม่ใช่เพราะเจ้าสนใจตำแหน่งรัชทายาทใช่หรือไม่”
ซูหยุนหรานจับมือสามีแล้วอธิบาย “ข้าไม่ได้สนใจตำแหน่งนั้นเลยเจ้าค่ะ แต่ที่อยากให้ท่านไปพบฝ่าบาทเพราะข้าอยากให้ท่านกับฝ่าบาทปรับความเข้าใจกันเท่านั้น หรือต่อให้พวกท่านจะปรับความเข้าใจกันไม่ได้ แต่การได้พูดความคิดของตนเองออกไปก็น่าจะดีกว่าที่เราต้องเก็บความคิดนั้นไว้ในใจคนเดียวไม่ใช่หรือเจ้าคะ อีกอย่างหากเราไม่พูดความคิดของเราออกไป แล้วคนอื่นจะเข้าใจความคิดของเราได้อย่างไร ปล่อยให้แต่ละคนคาดเดา สุดท้ายก็มีแต่จะเข้าใจผิดกันไปเปล่าๆ”
“หากข้าพูดความคิดของข้าออกไปแล้วทำให้อาการของฝ่าบาททรุดหนักกว่าเดิมเล่า”
“ข้าเชื่อว่าฝ่าบาทจะไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอนเจ้าค่ะ”
“ก็ได้ ข้าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทตอนนี้เลย”
“ท่านพี่” ซูหยุนหรานหอมแก้มสามี “ไม่ว่าท่านจะตัดสินใจอย่างไร ข้าก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างท่าน หรือต่อให้ท่านไม่อยากอยู่ในเมืองหลวง ข้าก็พร้อมที่จะติดตามท่านไปทุกที่เจ้าค่ะ”
ฉินจื่อฉิงจ้องภรรยา ‘หรานเอ๋อ เจ้าบอกว่าเจ้ามาจากโลกคู่ขนาน แต่ทำไมข้ารู้สึกว่าเจ้ามักจะรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า เหมือนอย่างตอนนี้ที่เจ้าเหมือนจะรู้ว่าข้ากำลังจะไปจากเมืองหลวง’
ซูหยุนหรานยิ้มให้สามี ‘จากเหตุการณ์เดิมหลังจากทีเสียนอ๋องขึ้นครองราชย์ ด้วยการปกครองและการตัดสินใจที่ผิดพลาด ท่านจึงต้องออกไปทำศึกเหนือใต้กับแคว้นข้างเคียง ทำให้ท่านไม่มีโอกาสเดินทางกลับเมืองหลวงจนผู้คนลืมเลือน สุสานของท่านจึงถูกสร้างไว้ในที่ห่างไกล ข้าจึงเดาว่าแม้ไม่มีเสียนอ๋อง แต่สงครามที่ชายแดนก็อาจยังมีอยู่ ด้วยหน้าที่ของท่าน มีหรือที่ท่านจะอาศัยอยู่ในเมืองหลวงไปตลอด อีกทั้งระยะนี้ฝ่าบาทมักจะพูดเรื่องให้ท่านคืนสถานะกลับสู่ราชวงศ์ คนรักอิสระเช่นท่านคงไม่ยอมใช้ชีวิตอยู่ในขนบธรรมเนียมที่เคร่งครัดเช่นนั้นไปได้หรอก ท่านต้องหาวิธีหลีกเลี่ยงอย่างแน่นอน ครั้งนี้การเดินทางของท่านจะมีข้าร่วมเดินทางไปด้วย และข้าจะเป็นคนสร้างชื่อเสียงไปพร้อมกันท่าน ต่อไปคนทั่วแคว้นก็จะไม่ลืมเรา และสุสานของเราก็จะถูกสร้างไว้ในที่ที่ผู้คนไปสักการะได้อย่างดี ต่อให้เวลาจะผ่านไปอีกกี่ร้อยกี่พันปี คนรุ่นลูกรุ่นหลานก็จะพูดถึงเราและจำความดีของเราได้’
“จื่อฉิง เจ้ามาเยี่ยมพ่อหรือ?” ฝ่าบาทยิ้มเมื่อมีลิ่วกงกงมารายงานว่าฉินจื่อฉิงมาขอพบ
“อาการประชวรของฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
“ป่วยอะไรกัน เราแค่นอนไม่หลับจนทำให้รู้สึกเหนื่อยและเบื่ออาหารไปบ้างเท่านั้น”
ฉินจื่อฉิงขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียด ‘อาการเหล่านี้เหมือนกับที่หรานหรานบอกมาทั้งหมด หรือฝ่าบาทจะเป็นโรคซึมเศร้าแล้วจริงๆ หรือข้าต้องยอมพูดในสิ่งที่ฝ่าบาทอยากได้ยิน’
“เป็นอะไรไป อยู่ดีๆ ก็ทำหน้าเครียด” ฝ่าบาทขมวดคิ้วตาม “หรือว่าหรานเอ๋อตรวจพบว่าเราเป็นโรคร้าย เราใกล้ตายแล้วหรือ?”
ฮองเฮา รุ่นอ๋อง และฉินจื่อฉิง รวมถึงทุกคนที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นต่างคุกเข่าลงด้วยความตกใจ
ฮองเฮา “ฝ่าบาทยังมีพระวรกายที่แข็งแรง ย่อมไม่มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นแน่นอนเพคะ”
รุ่ยอ๋อง “พี่สะใภ้เป็นหมอเทวดาที่เก่งกาจ นางย่อมมีวิธีรักษาเสด็จพ่อให้หายดีแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“เอาล่ะ เอาล่ะ พวกเจ้าจะตกใจไปทำไม เราแก่มากแล้ว หากเราไม่ตายวันนี้ วันหน้าเราก็ต้องตายอยู่ดี พวกเจ้าลุกขึ้นมาเถอะ” ฝ่าบาทยิ้มให้ฉินจื่อฉิง “ไม่พูดถึงอาการป่วยแล้วก็ได้ วันนี้เจ้ามาพบเราด้วยเรื่องใด”
“กระหม่อมมาให้คำตอบกับฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” ฉินจื่อฉิงพูดอย่างตัดสินใจ ‘ในเมื่อท่านป่วย ข้าก็จะไม่ถือทิฐิอีกแล้ว เพียงแต่...’
“ว่าอย่างไร? เจ้าพร้อมจะคืนสถานะกลับสู่ราชวงศ์และยินดีที่จะรับตำแหน่งรัชทายาทแล้วใช่หรือไม่”
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ” ฉินจื่อฉิงตอบเสียงเรียบ เขายอมรับฝ่าบาทได้ แต่เขาไม่มีทางกลับสู่ราชวงศ์ ไม่ใช่อยากต่อต้าน แต่เขาไม่อยากใช้ชีวิตที่แสนวุ่นวายและมากไปด้วยขนมธรรมเนียมเช่นนั้น เขาอยากใช้ชีวิตอย่างอิสระและเป็นท่านอ๋องนอกราชวงศ์อย่างนี้ต่อไป
ฝ่าบาทขมวดคิ้ว “จื่อฉิง เจ้ายังไม่ยกโทษให้เราอีกหรือ เราต้องทำอย่างไรเจ้าถึงจะยอมกลับมาเป็นโอรสของเราอย่างถูกต้อง”
“กระหม่อมเป็นคนตระกูลฉินย่อมต้องตายไปในฐานะทายาทตระกูลฉิน และที่กระหม่อมมาเข้าเฝ้าในวันนี้เพราะกระหม่อมอยากมาแจ้งว่ากระหม่อมและครอบครัว รวมถึงกองทัพของกระหม่อมจะย้ายไปประจำการที่ชายแดนเหนือพ่ะย่ะค่ะ”
“ว่าอย่างไรนะ! เจ้าจะย้ายไปอยู่เมืองเหนือเช่นนั้นรึ” ฝ่าบาทกุมหน้าอกอย่างปวดใจ “เจ้าเกลียดเราถึงกับต้องย้ายตัวเองไปอยู่ในที่ห่างไกลเลยหรือ จื่อฉิง...เจ้าต้องให้พ่อทำอย่างไร เจ้าบอกพ่อมา พ่อพร้อมที่จะชดเชยความผิดให้เจ้า เวลานี้พ่อไม่พร้อมที่จะสูญเสียผู้ใดไปอีกแล้ว”
ฉินจื่อฉิงมองสบตาฝ่าบาท “เรื่องในอดีตกระหม่อมไม่ได้คิดถึงมันอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ ขอพระองค์โปรดปล่อยวางเรื่องนี้ไปเช่นกัน และไม่ว่าจะเป็นพระองค์หรือแม้แต่ฉินผิน กระหม่อมก็ไม่ติดใจเรื่องใดกับพวกท่านอีกแล้ว แต่ที่กระหม่อมอยากย้ายไปอยู่ดินแดนเหนือเพราะมีข่าวว่าแคว้นชิงนำกำลังมาประชิดที่ชายแดน กระหม่อมเกรงว่าแคว้นชิงจะเปิดศึก หากกระหม่อมไม่รีบเดินทางตั้งแต่ตอนนี้ เกรงว่าเมื่อเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ เราอาจสูญเสียดินแดนทางเหนือไปก็เป็นได้ อีกทั้งราษฎรที่อยู่ตามชายแดนก็ต้องประสบภัย กระหม่อมไม่อยากให้มีความสูญเสียเกิดขึ้นกับแคว้นของเราพ่ะย่ะค่ะ”
“หากเป็นอย่างที่เจ้าว่า แล้วเรื่องคืนสถานะกลับสู่ราชวงศ์เล่า เหตุใดเจ้ายังปฏิเสธ”
“กระหม่อมไม่เคยสนใจในตำแหน่งรัชทายาท และพระองค์ไม่ได้มีกระหม่อมเป็นโอรสอยู่คนเดียว พระองค์ยังมีโอรสอีกห้าคนที่พร้อมสืบทอดบัลลังก์ ขาดกระหม่อมไปสักคนคงไม่เป็นไร อีกทั้ง...” ฉินจื่อฉิงมองสบพระเนตรฝ่าบาทแล้วยิ้ม “หากกระหม่อมไม่คืนสถานะกลับสู่ราชวงศ์ ฝ่าบาทจะไม่นับกระหม่อมเป็นบุตรชายหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่าบาทตกตะลึง ไม่เพียงคำพูดของฉินจื่อฉิง แต่เป็นรอยยิ้มของเขาที่พระองค์ไม่ได้เห็นมานานแล้ว “นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้เห็นรอยยิ้มที่งดงามของเจ้า ครั้งสุดท้ายที่เราเห็นคงเป็นตอนที่เจ้าอายุได้สามขวบกระมัง ชาตินี้เราคิดว่าเราจะไม่ได้เห็นรอยยิ้มนั้นอีกแล้ว จื่อฉิง...ฟังจากคำพูดของเจ้า เจ้ายอมรับเราเป็นบิดาแล้วใช่หรือไม่ เอาเป็นว่าเราสัญญา ต่อจากนี้เราจะไม่พูดถึงเรื่องคืนสถานะอะไรนั่นอีก เจ้าอยากทำอะไรหรือไปอยู่ที่ไหนเราพร้อมที่จะสนับสนุนเจ้าอย่างเต็มที่ ขอแค่เจ้ายอมเรียกเราว่าพ่อสักครั้งจะได้หรือไม่”
ฉินจื่อฉิงหยิบถ้วยน้ำชาจากลิ่วกงกงแล้วเดินมาคุกเข่าต่อหน้าฝ่าบาท “เรียนท่านพ่อ โปรดดื่มชา ขอบคุณท่านพ่อที่ต้อนรับลูกเข้าสู่ครอบครัวและใจเย็นรอคอยลูกเสมอมา ลูกขอให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรงและหายป่วยโดยเร็ว ครั้งนี้ลูกขอไปทำหน้าที่ปกป้องแคว้น เมื่อถึงเวลาลูกจะพาชัยชนะกลับมาให้ท่านอย่างแน่นอนขอรับ”
‘ใช่แล้ว...เราไม่ได้อยากเป็นเสด็จพ่อ แต่เราอยากเป็นท่านพ่อที่เจ้าเข้าถึงได้อย่างเรียบง่าย’ ฝ่าบาทรับถ้วยน้ำชามาอย่างดีใจ “เราจะดูแลตัวเองและจะรอคอยวันที่เจ้ากลับมา จื่อฉิง...ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด เจ้ายังเป็นลูกชายของเราเสมอ”
แจ้งคุณผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านเพื่อทราบ : เนื่องจากระยะนี้ไรท์ค่อนข้างยุ่ง ไรท์จึงขอเลื่อนเวลาการเผยแพร่นิยายจาก 16.00 น. เป็น 17.00 น. ของทุกวัน โดยจะเริ่มเวลาใหม่ตั้งแต่ตอนหน้าเป็นต้นไปนะคะ ขออภัยด้วยนะคะ